
โรคไตวายเรื้อรัง ขึ้นแท่น Top 10 สาเหตุการเสียชีวิตของโลก แพทย์เตือนสายนอนดึก-โด๊ปอาหารเสริมประจำ ต้องระวัง! ตัวการสำคัญเร่งไตวายเร็วขึ้นไม่รู้ตัว
โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease CKD) กำลังกลายเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขสำคัญของโลกอย่างเงียบ ๆ โดยองค์การอนามัยโลกและเวทีนโยบายด้านสุขภาพระดับนานาชาติชี้ว่า มีผู้คนราว 674 ล้านคนทั่วโลกที่มีโรคไตเรื้อรัง หรือคิดเป็นประมาณ 9% ของประชากรโลก โดยในปี 2023 โรคไตเรื้อรังกลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 9 ของโลก คิดเป็นประมาณ 1.5 ล้านราย
ข้อมูลจากทีมอายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล พบว่าสำหรับประเทศไทยเอง กำลังเผชิญภาระโรคไตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยจากการรวบรวมข้อมูลของผู้ป่วยไตที่ได้รับการรักษาในปี 2024 พบว่า 80% ของสาเหตุหลักที่นำไปสู่โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ได้แก่ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ขณะที่พฤติกรรมของคนไทยที่ชอบรับประทานอาหารรสชาติจัด ทั้งเค็มจัด เปรี้ยวจัด การจิ้มน้ำจิ้มเยอะ การซดน้ำซุป หรือแม้แต่รับประทาน อาหารเสริม ยาสมุนไพร หรือ ยากลุ่ม NSAIDs เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ก็เป็นปัจจัยเร่งให้ไตทำงานแย่ลงเร็วขึ้นเช่นเดียวกัน
อีก 1 ปัจจัยที่หลายคนอาจจะคิดไม่ถึงว่าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเรื้อรัง คือ การนอนดึก เพราะการนอนดึก นอนไม่เพียงพอ จะทำให้ความดันโลหิตสูง เพิ่มการอักเสบของร่างกาย รวมถึงยังทำให้น้ำตาลแกว่ง เพิ่มภาระต่อไตได้ง่าย และที่สำคัญโดยปกติไตจะซ่อมแซมตัวเองได้ดีที่สุดช่วงกลางคืน หากนอนดึกไตจะไม่มีเวลาฟื้นฟูอย่างที่ควรจะเป็น
โดยปกติแล้วไตของคนเราจะทำงานน้อยลงเรื่อย ๆ ตามอายุที่มากขึ้น แต่หากไม่มีปัจจัยเสี่ยง ทั้งโรคประประจำตัว หรือพฤติกรรมเสี่ยง ส่วนใหญ่ไตจะยังสามารถทำงานได้ดี ในทางกลับกันหากมีปัจจัยเสี่ยงร่วม อาจทำให้ไตทำงานเสื่อมลง โดยแบ่งเป็น 5 ระยะ ได้แก่
• ไตเรื้อรังระยะที่ 1 ไตยังทำงานได้ตามปกติ แต่จะเริ่มตรวจพบโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือพบเม็ดเลือดขาว
• ไตเรื้อรังระยะที่ 2 หรือโรคไตเรื้อรังระยะเริ่มต้น ไตจะทำงานได้ 60 – 90%
• ไตเรื้อรังระยะที่ 3 โรคไตเรื้อรังระยะปานกลาง ไตจะทำงานได้ 30 – 60%
• ไตเรื้อรังระยะที่ 4 โรคไตเรื้อรังระยะรุนแรง ไตจะทำงานได้ 15 – 30%
• ไตเรื้อรังระยะที่ 5 โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย โดยไตจะทำงานได้น้อยกว่า 15%
เมื่อความรุนแรงของโรคเข้าสู่ระยะที่ 5 แพทย์จะพิจารณาให้เข้ารับการรักษา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
การรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย มี 3 วิธีด้วยกัน ได้แก่ การล้างไตทางช่องท้อง, การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการปลูกถ่ายไต ซึ่งการรักษาแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกันไป โดยการล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis: PD) เป็นวิธีที่ผู้ป่วยสามารถทำเองได้ที่บ้าน จึงมีความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตได้มาก แต่ก็จำเป็นต้องทำทุกวันและต้องอาศัยความเข้าใจขั้นตอนและการดูแลความสะอาดอย่างเคร่งครัด
ส่วนการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis: HD) เป็นวิธีที่ต้องเดินทางมารับบริการที่โรงพยาบาลหรือศูนย์ไตเทียมสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 4 ชั่วโมง เหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลใกล้ชิดจากทีมแพทย์และพยาบาล แต่ก็อาจกระทบต่อเวลาทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวัน
ขณะที่ “การปลูกถ่ายไต” ถือเป็นทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ระยะยาวดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่มีความเหมาะสมทางการแพทย์ เนื่องจากสามารถฟื้นฟูการทำงานของไตได้ใกล้เคียงปกติ ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต ลดข้อจำกัดจากการล้างไต และในหลายกรณีสัมพันธ์กับอัตราการรอดชีวิตที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับการล้างไตระยะยาว
หลังการปลูกถ่ายไตสำเร็จ ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติอีกครั้ง ไม่ต้องผูกติดกับตารางการล้างไตหรือการฟอกเลือดที่ต้องเดินทางมารับการรักษาที่โรงพยาบาลหลายครั้งต่อสัปดาห์ ทำให้สามารถกลับไปทำงาน เดินทาง หรือทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้สะดวกมากขึ้น อีกทั้งอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือภาวะน้ำเกินที่พบในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายมักดีขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายสร้างปฏิกิริยาต่อต้าหรือปฏิเสธไตใหม่ และเข้าพบแพทย์เพื่อติดตามการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ไตใหม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
โรคไตเรื้อรังเป็นหนึ่งในภัยเงียบที่กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญทั้งจากโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การนอนดึกหรือการใช้ยาและอาหารเสริมโดยไม่เหมาะสม การตรวจคัดกรองและดูแลสุขภาพไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อชะลอการเสื่อมของไต และหากเข้าสู่ระยะไตวาย การรักษาที่เหมาะสม สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น
Advertisement