Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
นายกฯสั่งราชการ-รัฐวิสาหกิจ WFH-งดดูงาน ตปท. เข้มมาตรการประหยัดพลังงาน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

นายกฯสั่งราชการ-รัฐวิสาหกิจ WFH-งดดูงาน ตปท. เข้มมาตรการประหยัดพลังงาน

10 มี.ค. 69
14:44 น.
แชร์

นายกฯ สั่งการหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเริ่ม Work from Home งดดูงาน-อบรมต่างประเทศ เร่งดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน รับมือผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูง และเสี่ยงต่อความมั่นคงทางพลังงาน

วันนี้ (10 มีนาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเริ่มดำเนินมาตรการ Work from Home ในทันที สำหรับส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน พร้อมทั้งให้งดการเดินทางศึกษาดูงานหรือเข้ารับการอบรมในต่างประเทศ และให้ปรับเปลี่ยนมาดำเนินกิจกรรมภายในประเทศไทยแทน

เร่งหน่วยงานรัฐประหยัดพลังงาน

ด้านนางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกยังคงมีแนวโน้มผันผวนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวในฐานะวาระเร่งด่วน

สำหรับการบริหารจัดการพลังงานของประเทศไทย กระทรวงพลังงานได้จัดตั้งศูนย์ Energy ICS เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการรองรับในกรณีที่เกิดผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานของประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ย 124 ล้านลิตรต่อวัน โดย ณ วันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมทั้งสิ้น 8,055 ล้านลิตร อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

ด้านการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น กระทรวงพลังงานได้เสนอมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นต้นแบบให้กับภาคส่วนอื่น ๆ รวมถึงภาคเอกชน มาตรการสำคัญประกอบด้วย

  • การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม โดยตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 26–27 องศาเซลเซียส
  • การแต่งกายด้วยเสื้อแขนสั้น งดการสวมสูทและผูกเนกไท ยกเว้นในโอกาสที่มีพิธีการ
  • การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น การใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน
  • การลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมการใช้บันไดในระยะใกล้
  • การลดการใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร
  • การส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง อาทิ การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม การใช้รถร่วมกัน และการวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน

เตรียมมาตรการเข้ม หากสถานการณ์ยกระดับ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีบอกอีกว่า รัฐบาลยังได้มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์ วิทยุ รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อรณรงค์การประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนในช่วงสถานการณ์วิกฤตด้วย

หากสถานการณ์มีการยกระดับความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการจัดหาพลังงาน อาจมีการเสนอแนวทางมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่น การหรี่ไฟฟ้าเพื่อการโฆษณาป้ายสินค้าหรือบริการ ป้ายชื่อร้านค้า ป้ายชื่อโรงภาพยนตร์ และสถานประกอบการต่าง ๆ ตั้งแต่เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป รวมถึงการกำหนดระยะเวลาเปิด–ปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินเวลา 22.00 น. โดยมีข้อยกเว้นสำหรับสถานีบริการบนทางหลวงสายหลัก

ทั้งนี้ หากสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณ 5% จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ราว 3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ 5% จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ และสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับภาคส่วนอื่นของสังคม พร้อมทั้งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจขึ้นราคาเบนซิน

เมื่อวานนี้ (9 มีนาคม) นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมเร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง และกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบต่อประเทศไทย โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงหลังการประชุมว่า หากเกิดกรณีที่การขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่สามารถดำเนินการได้ โดยได้มีการพิจารณาแหล่งจัดหาน้ำมันเพิ่มเติม รวมถึงแนวทางเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน เพื่อยืดระยะเวลาการใช้น้ำมันสำรอง โดยจะกำหนดแผนดำเนินการและช่วงเวลาการปรับเพิ่มสัดส่วนอย่างเป็นขั้นตอน

สำหรับมาตรการดูแลราคาพลังงาน ตามที่ได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลเป็นระยะเวลา 15 วัน จะยังคงตรึงราคาต่อไปจนครบกำหนด ส่วนกรณีของน้ำมันเบนซิน แม้จะไม่มีการประกาศตรึงราคาอย่างเป็นทางการ แต่กระทรวงพลังงานได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยดูแลราคา ทำให้ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับราคาน้ำมันเบนซิน โดยจะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นขั้นบันได เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและภาคเศรษฐกิจมากเกินไป

นายพิพัฒน์ย้ำว่า รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศและลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด

เพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล ต่อเวลาตรึงราคาก๊าซ-เร่งหาแหล่งอื่น

ด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าวถึงมาตรการที่ได้ดำเนินการมาแล้ว ทั้งการระงับการส่งออก การสำรองน้ำมันจาก 1% เป็น 3% ซึ่งถ้าทำได้ครบจะช่วยยืดระยะเวลาได้อีกประมาณ 7 วัน

รมว.พลังงานเปิดเผยว่า มาตรการที่จะดำเนินการต่อไป คือ มาตรการการเพิ่มส่วนผสมของน้ำมันดีเซล ซึ่งจะช่วยลดการใช้เนื้อดีเซล โดยมาตรการออกประกาศให้มีผลในวันที่ 14 มีนาคม 2569 เพื่อให้ระยะเวลากับผู้ค้าน้ำมันเตรียมตัว ทั้งนี้ มาตรการนี้จะช่วยทั้งลดการใช้ดีเซลและส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลของไทย ขณะเดียวกันได้สั่งให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลสูตร B10 B20 และสูตรอื่น ๆ ร่วมด้วย รวมถึงส่งเสริมให้มีการใช้ E20 และ E85 มากขึ้น และส่งเสริมการใช้เอทานอล ซึ่งใช้วัตถุดิบสินค้าเกษตรในประเทศ

นอกจากนี้ ได้มีการประกาศตรึงราคาก๊าซหุงต้มต่อไปจนถึงเดือนพฤษภาคมจากเดิมที่จะสิ้นสุดการตรึงราคาในเดือนมีนาคมนี้ ส่วนราคาน้ำมันดีเซลจะมีการตรึงราคาจนครบกำหนด 15 วัน แล้วจึงจะพิจารณาต่อ ด้านน้ำมันเบนซินจะมีการช่วยดูแลราคาบางส่วน แต่ไม่สามารถดูแลได้ทั้งหมด เนื่องจากราคาในตลาดโลกยังคงสูง อย่างไรก็ตามจะมีการประสานงานไม่ให้ปรับขึ้นราคาสูงมากในรวดเดียว

ด้านการจัดหาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า รมว.พลังงานกล่าวว่า สามารถหาทดแทนจากแหล่งอื่นได้แล้ว และยังให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานประชุมหารือกันในสัปดาห์ถัดไป เพื่ออนุมัติการหาตลาดที่จะมาทดแทนก๊าซจากกาตาร์สำหรับเดือนพฤษภาคม ขณะเดียวกัน ได้มีการพูดคุยกับพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (Joint Development Area: JDA)ให้ผลิตเพิ่ม พร้อมขอให้มีการซื้อไฟฟ้าเพิ่มจาก สปป.ลาว และมีการหารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ให้เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินด้วย

แชร์
นายกฯสั่งราชการ-รัฐวิสาหกิจ WFH-งดดูงาน ตปท. เข้มมาตรการประหยัดพลังงาน