
“หนูต้องเดินทางข้าม 3 จังหวัดค่ะ ตั้งแต่ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ กว่าจะถึงที่ทำงาน”
เช้าวันหนึ่งของสัปดาห์การทำงาน เรานัด “น้องพิม” พนักงานบริษัทวัย 26 ปี ที่ริมถนนวิภาวดีรังสิต จังหวัดปทุมธานี เพื่อขอตามติดไปทำงานกับเธอ
“ต้องตื่นตั้งแต่ 6 โมงค่ะ ออกจากบ้านก่อน 7 โมง เพื่อไปทำงานให้ทัน 9 โมง” เธอบอกกับเรา นั่นหมายความว่า เธอต้องใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมงจากบ้านไปที่ทำงาน โดยใช้ขนส่งมวลชนสาธารณะหลายชนิด ตั้งแต่จักรยานยนต์รับจ้าง รถสองแถว รถไฟฟ้า และรถแท็กซี่
ประชากรในประเทศไทยหลายล้านคนประกอบอาชีพ “พนักงานบริษัท” นอกจากปัญหาเศรษฐกิจทั่วไปที่เหล่าพนักงานบริษัทต้องเผชิญ ปัญหาการเดินทางก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องใหญ่ที่อาจจะทำให้พวกเขาหมดพลังตั้งแต่ก่อนถึงที่ทำงานด้วยซ้ำไป
จากข้อมูลปัจจุบัน ระหว่างปี 2568-2569 กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีรถไฟฟ้าให้บริการหลักประมาณ 9-10 สาย ครอบคลุมทั้ง BTS, MRT, Airport Rail Link และรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ส่วนรถเมล์มีให้บริการมากกว่า 100 สาย โดย ขสมก. มีสายหลัก 107 สาย และยังมีรถเมล์เอกชนร่วมบริการอีกจำนวนมาก ซึ่งครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล
แต่คำถามสำคัญก็คือ คำว่าครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้นเพียงพอแล้วหรือยัง? และยังมีคำถามอื่น ๆ ที่คนในจังหวัดอื่น ๆ ก็อาจจะสงสัยไม่แพ้กันคือ เมื่อไหร่? ขนส่งมวลชนที่เพียงพอและครอบคลุมจะไปถึงพวกเขาบ้าง?
Spotlight ชวนคุยกับคนอาชีพต่าง ๆ ที่พวกเขาอาจจะเป็นคนนอกแสงไฟสปอตไลท์ แต่พวกเขาคือหนึ่งในกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พวกเขาอยากได้อะไรจากรัฐบาลใหม่ และอยากบอกอะไรกับคนที่กำลังจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี
“น่าจะมีหลายคนที่เหมือนหนู จากบ้านอยู่ที่หนึ่ง ที่ทำงานอยู่ที่หนึ่ง เมื่อสมัครงานมาแล้วได้ เราก็ไม่ได้อยากเปลี่ยนงานบ่อย ๆ “
นั่นคือคำบอกเล่าของน้องพิม เมื่อถามว่า การเดินทางไกลบั่นทอนการทำงานของเธอไหม? น้องพิมบอกว่า การเดินทางก็เหนื่อย แต่จะเหนื่อยคนละแบบกับการทำงาน และสำหรับเดิน การเดินทางที่ทำให้เหนื่อยมากเป็นพิเศษเพราะเธอต้องเปลี่ยนรถหลายต่อ
น้องพิมใช้บริการขนส่งสาธารณะ ตั้งแต่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ออกจากบ้านมายังถนนใหญ่ รอรถสองแถวเพื่อเดินทางต่อไปยังรถไฟฟ้า ก่อนจะขึ้นรถไฟฟ้าเข้าไปเปลี่ยนสายที่สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ นั่งต่อไปลงปลายทาง และใช้บริการแท็กซี่เพื่อเข้าไปให้ถึงที่ทำงาน
ด้วยระยะทางที่ไกลมาก ทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะนั่งรถเมล์ เพราะนอกจากการต้องเปลี่ยนรถหลายต่อแล้ว การรอรถที่นาน แบบที่ไม่รู้อนาคตว่ารถจะมากี่โมง ก็ทำให้เธอไม่สามารถรอได้เนื่องจากเวลาเข้างานรออยู่
เมื่อถามน้องพิมว่า เธอคิดว่าขนส่งมวลชนในประเทศไทยเพียงพอแล้วหรือยัง? เธอตอบว่า คิดว่ายังไม่เพียงพอ เพราะนอกจากต้องรอรถเมล์นานแล้ว รถไฟฟ้าก็ยังไม่ทั่วถึงอย่างแท้จริง และมีราคาแพง โดยค่าเดินทางของเธอในแต่ละวันนั้น
- ค่าวิน 25 บาท
- ค่าสองแถว 10 บาท
- ค่ารถไฟฟ้าสีแดง 42 บาท
- ค่ารถไฟฟ้าสีน้ำเงิน 32 บาท
- ค่าแท็กซี่ 45 บาท
รวม 154 บาท ไป-กลับ = 308 บาท
ด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่ถือว่า สูงมาก เราจึงถามเธอว่า เคยคิดจะไปหาที่พักใกล้ที่ทำงานหรือไม่ เธอตอบว่า เธอชอบอยู่บ้านมากกว่า อยากอยู่กับครอบครัว และถ้าหากไปอยู่หอพัก เมื่อรวมค่ากินค่าอยู่ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้ว ก็อาจจะแพงกว่าการที่เธอต้องเดินทางไปกลับรวม 4 ชั่วโมงในทุก ๆ วันด้วยซ้ำไป
สำหรับคนอายุ 26 ปีเช่นเธอ การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 3 แล้ว แต่ถ้าหากมองย้อนกลับไป เธอมองว่า การเลือกตั้งก็ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงให้แก่ประเทศไทย
เมื่อถามว่า สำหรับคนรุ่นใหม่เช่นเธอ การเมืองยังเป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นเรื่องน่าเบื่ออยู่ไหม? น้องพิมตอบว่า เมื่อตอนยังเด็ก เธอมองว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว แต่เมื่อเริ่มทำงาน เธอพบว่า การเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด ตั้งแต่การต้องซื้อของเอง จ่ายค่าน้ำค่าไฟเอง ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการเมือง ถ้าหากว่า การเมืองดี สวัสดิการดี เศรษฐกิจก็จะดี
"แค่เรื่องทางเท้า หรือไฟข้างทาง อากาศที่เราสูดเข้าไปก็เกี่ยวกับการเมืองหมดเลยค่ะ” เธอบอก
ดังนั้น เธอหวังว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะเป็นคนที่มีแนวคิดกว้างไกล ไม่ล้าหลัง และสามารถทำในสิ่งที่สัญญาไว้ให้ได้