Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวีแจกใหญ่ส่งท้ายปี ดูทั้งวันแจกทุกวันLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ศก.ไทยติดกับลงทุนต่ำ ปชน.ชี้ทางปฏิรูป ช่วยSME ปราบทุจริตเสริมเชื่อมั่น
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ศก.ไทยติดกับลงทุนต่ำ ปชน.ชี้ทางปฏิรูป ช่วยSME ปราบทุจริตเสริมเชื่อมั่น

18 ม.ค. 69
14:52 น.
แชร์

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะ “ติดกับดักการลงทุนต่ำ” อย่างยืดเยื้อ แม้รัฐจะใช้นโยบายกระตุ้นการบริโภคและการใช้จ่ายภาครัฐอย่างต่อเนื่อง แต่เครื่องยนต์หลักที่ควรขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาวกลับไม่ฟื้นตัวอย่างแท้จริง ในห้วงเวลาที่การเมืองกำลังเปลี่ยนผ่านและประเทศกำลังมุ่งสู่การเลือกตั้งใหญ่ โจทย์เศรษฐกิจจึงไม่ใช่เพียงการพยุงตัวเลขจีดีพีในระยะสั้น หากแต่เป็นการฟื้นความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุน ว่าประเทศไทยยังเป็นพื้นที่ที่ “ควรลงทุน” และ “กล้าลงทุน” ได้อีกครั้ง

ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว พรรคประชาชนเสนอกรอบการฟื้นเศรษฐกิจในช่วง 90-100 วันแรก โดยโฟกัส “สามหัวหอก” ที่กระทบชีวิตประชาชนวงกว้างที่สุด ได้แก่ เอสเอ็มอี ภาคการท่องเที่ยว และเกษตรกร ควบคู่ไปกับการวางรากฐานเชิงโครงสร้างด้านการลงทุนและการปฏิรูประบบตั้งแต่ระยะแรก แนวคิดสำคัญไม่ใช่การเลือกแก้ปัญหาเป็นรายส่วน แต่คือการขยับหลายมิติไปพร้อมกัน เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและส่งผลจริงต่อเศรษฐกิจทั้งภาพใหญ่และระดับฐานราก

บทสัมภาษณ์นี้ SPOTLIGHT พาไปสำรวจทั้งโจทย์เชิงโครงสร้าง แนวคิดนโยบาย และเดิมพันทางเศรษฐกิจที่พรรคประชาชนวางไว้ในช่วงเริ่มต้นของการบริหารประเทศ ผ่านมุมมองของ อจ.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายยุทธศาสตร์การเมือง ซึ่งชี้ชัดว่า หากไม่เร่งปลดล็อกปัญหาการลงทุนและความเชื่อมั่น ไม่ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะออกมามากเพียงใด ก็จะเป็นเพียงการประคองเศรษฐกิจให้เดินต่อไปวันต่อวัน โดยไม่อาจสร้างแรงส่งใหม่ให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักเดิมได้อย่างแท้จริง

เศรษฐกิจไทยติดกับดักลงทุนต่ำ ดัน 3 หัวหอกฟื้นความเชื่อมั่นใน 100 วันแรก

อจ.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายยุทธศาสตร์การเมือง และที่ปรึกษาด้านนโยบาย ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว SPOTLIGHT ถึงการจัดลำดับความสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจและกรอบเวลาการดำเนินงาน ว่าสำหรับ “12 ภารกิจ” ที่พรรคประกาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา แนวคิดสำคัญคือทุกภารกิจต้องสามารถเดินหน้าไปพร้อมกัน ไม่ใช่เลือกทำเฉพาะบางเรื่องก่อนบางเรื่องหลัง เพราะการเปลี่ยนแปลงเชิงเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกัน หากขยับเพียงด้านใดด้านหนึ่ง อีกหลายมิติก็จำเป็นต้องขยับตามไปพร้อมกัน จึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม หากต้องระบุจุดเน้นในเชิงปฏิบัติ อจ.วีระยุทธระบุว่า มี “สามหัวหอกเศรษฐกิจไทย” ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนวงกว้างมากที่สุด ได้แก่ เอสเอ็มอี ภาคการท่องเที่ยว และเกษตรกร ทั้งสามกลุ่มเป็นกลุ่มที่สามารถมองเห็นตัวตนของผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างชัดเจน เมื่อพูดถึงเอสเอ็มอีสามารถนึกถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง เมื่อพูดถึงเกษตรกรสามารถชี้ชัดได้ว่ากระจายตัวอยู่ในพื้นที่ใดและกำลังเผชิญปัญหาอะไร ส่วนภาคการท่องเที่ยวสามารถมองเห็นแรงงานและผู้เกี่ยวข้องตลอดทั้งซัพพลายเชน ตั้งแต่โรงแรม ธุรกิจบริการ ไปจนถึงกิจกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ

อจ.วีระยุทธระบุว่า ทั้งสามกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของการแก้ปัญหาในช่วง 90-100 วันแรกของการทำงาน โดยจะไม่ใช่เพียงการประกาศนโยบายเชิงหลักการ แต่จะกำหนดตัวชี้วัดหรือ KPI ที่ชัดเจนว่าเข้าไปช่วยกลุ่มใด ช่วยอย่างไร และวัดผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่นโยบายพื้นฐานด้านอื่น เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรม การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การปฏิรูประบบราชการ และนโยบายสวัสดิการ จะถูกวางเป็นฐานรองรับและเดินหน้าไปพร้อมกันตั้งแต่ระยะแรก ไม่ได้ถูกเลื่อนออกไปในระยะยาว

เมื่อถูกถามถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำ และสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ช้า อจ.วีระยุทธอธิบายว่า หากพิจารณาโครงสร้าง GDP จะพบว่ามีองค์ประกอบหลักอยู่ประมาณสามถึงสี่ตัว โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยมักเลือกใช้นโยบายกระตุ้นผ่านการบริโภคหรือ Consumption ด้วยการอัดฉีดเงินลงไปในระบบ ซึ่งในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างเต็มแล้ว ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายภาครัฐหรือ Government spending ก็อยู่ในระดับสูงเช่นกัน ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ประสิทธิภาพการเบิกจ่าย และการหลีกเลี่ยงความล่าช้า มากกว่าการเพิ่มวงเงินใหม่

ตัวแปรที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง คือการลงทุนหรือ Investment โดยสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP เป็นตัวชี้วัดที่ทั่วโลกใช้ประเมินว่าเศรษฐกิจประเทศหนึ่งมีศักยภาพการเติบโตในอนาคตมากน้อยเพียงใด นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญกับตัวเลขนี้อย่างมาก ประเทศที่เติบโตได้ดีในช่วง 20 ปีหลัง เช่น เวียดนามและจีน มีสัดส่วนการลงทุนราว 30% ของ GDP ขณะที่ไทยในช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งเคยมีสัดส่วนมากกว่า 30% และเคยพุ่งเกิน 40% ซึ่งถือว่าสูงเกินไปจนเริ่มนำไปสู่การเก็งกำไร แต่หลังจากเกิดวิกฤต เศรษฐกิจไทยกลับไม่เคยฟื้นสัดส่วนการลงทุนให้กลับไปถึงระดับ 25% ได้อีกเลย

อจ.วีระยุทธระบุว่า เมื่อสื่อสารกับนักลงทุนต่างชาติ ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจตรงกันได้ทันทีว่า จุดอ่อนของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่การลงทุน ดังนั้น โฟกัสของนโยบายเศรษฐกิจต้องอยู่ที่การทำอย่างไรให้การลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน กลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักอีกครั้ง ตัวอย่างเช่น โรงงานหรืออุตสาหกรรมเดิม อย่างกลุ่มเครื่องประดับที่ส่งออกไปสหรัฐ หากมีการลงทุนใหม่ ซื้อเครื่องจักรใหม่ หรือปรับกระบวนการผลิตให้ทันสมัย การใช้จ่ายเหล่านี้จะถูกนับเป็นการลงทุนโดยตรง และจะช่วยดึงสัดส่วน Investment ให้เพิ่มขึ้น

ในบริบทนี้ พรรคจึงมีแนวคิดเรื่อง “transformation loan” เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเดิม เปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ การลงทุนในลักษณะดังกล่าวจะไม่เพียงช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่ยังส่งผลต่อ GDP ผ่านกลไกการลงทุนโดยตรง ซึ่งสามารถแปลงจากกรอบเชิงเทคนิคมาเป็นนโยบายเชิงปฏิบัติได้ทั้งหมด

นอกจากนี้ อจ.วีระยุทธยังสะท้อนมิติด้านจิตวิทยาการลงทุนว่า ปัญหาของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่การขาดแคลนเงินทุน แต่เป็นการที่เงินทุนไหลออกไปอยู่นอกประเทศ หากเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียน ไทยกลับรั้งท้ายในหลายตัวชี้วัดสำคัญ ทั้งคุณภาพการศึกษา การดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมีเพียงกราฟเดียวที่ไทยอยู่เหนือประเทศอื่น คือสัดส่วนเงินที่ภาคธุรกิจไทยนำไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยมีเงินทุนอยู่จริง แต่แม้แต่นักธุรกิจไทยเองก็เลือกนำเงินออกไปลงทุนข้างนอก เพราะความน่าลงทุนในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง

อจ.วีระยุทธระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งปัญหาคอร์รัปชัน ระบบส่วย รวมถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม เมื่อถามว่าควรทำอย่างไรให้ GDP เติบโตได้มากกว่านี้ คำตอบจึงไม่ใช่เพียงการอัดฉีดเงินระยะสั้น แต่ต้องทำให้ภาคธุรกิจและนักลงทุน “กล้าลงทุน” ในประเทศอีกครั้ง ซึ่งเงื่อนไขสำคัญคือการปฏิรูประบบราชการ สร้างความโปร่งใส และทำให้การลงทุนในประเทศไทยเป็นสิ่งที่คุ้มค่าและน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

เศรษฐกิจไทยต้องปฏิรูปก่อนตัวเลข GDP ถึงดึงลงทุนกลับมาได้

อจ.วีระยุทธมองว่า หากพรรคประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงภาพเศรษฐกิจไทยจะไม่ถูกกำหนดด้วยตัวเลขเป้าหมายการเติบโตของจีดีพีแบบตายตัวเพียงอย่างเดียว แต่จะเริ่มจากการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการฟื้นความเชื่อมั่นและการเติบโตอย่างยั่งยืน

อจ.วีระยุทธอธิบายว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่เติบโตเร็วอย่างจีนหรือเวียดนาม คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจโตเท่าไร แต่ต้องย้อนกลับไปดูว่าเติบโตได้เพราะอะไร โดยกรณีเวียดนามซึ่งประกาศแนวทาง “โด๋ยเม่ย 2.0” ในช่วงปีที่ผ่านมา สิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนไม่ใช่นโยบายที่หวือหวา แต่คือการปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง ทั้งการปรับโครงสร้างกระทรวง ลดความซ้ำซ้อน และจัดระบบการบริหารประเทศให้กระชับขึ้น ซึ่งเป็นการปฏิรัฐ หรือ State Reform ที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าสภาพแวดล้อมการลงทุนกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น

อจ.วีระยุทธระบุว่า สำหรับประเทศไทย เรื่องปากท้องของประชาชนก็ผูกโยงกับการปฏิรูปในลักษณะเดียวกัน หากประเทศส่งสัญญาณชัดว่ากำลังเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูป นักลงทุนทั้งต่างชาติและนักลงทุนไทยที่นำเงินออกไปลงทุนต่างประเทศจะเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและโครงสร้างที่เคยเป็นอุปสรรคจะค่อย ๆ ลดลง ซึ่งจะปลดปล่อยพลังการลงทุนที่อัดอั้นอยู่ให้กลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน อจ.วีระยุทธกล่าวว่า พรรคประชาชนไม่ได้มองเฉพาะการปฏิรูปเชิงระบบเท่านั้น แต่ยังวางแผนการลงทุนทั่วประเทศผ่านแนวคิด “ออเรนจ์เมกะโปรเจกต์” เพื่อรับมือกับวิกฤติที่สะสมมานานและกำลังรอปะทุในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะปัญหาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

อจ.วีระยุทธยกตัวอย่างปัญหาขยะซึ่งพบได้ในหลายจังหวัด รวมถึงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ขยะฝังกลบมีปริมาณล้นจนกลายเป็นภูเขาในหลายจุด หากปัญหานี้บรรจบกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและน้ำท่วม จะกลายเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติในอนาคต หากไม่เริ่มแก้ไขตั้งแต่วันนี้ ความเสียหายจะกระจายไปทั่วประเทศ

อจ.วีระยุทธระบุว่า ออเรนจ์เมกะโปรเจกต์ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ พร้อมกับทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์กระตุ้นการลงทุนครั้งใหญ่ โดยรัฐไม่จำเป็นต้องลงมือทำเองทั้งหมด แต่สามารถใช้บทบาทการเหนี่ยวนำ ผ่านการร่วมลงทุนแบบพีพีพี เปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในโครงการต่าง ๆ ทั่วประเทศ

อจ.วีระยุทธกล่าวว่า แนวทางดังกล่าวเป็นแผนที่ครอบคลุมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ทั้งการแก้ปัญหาเร่งด่วน การวางโครงสร้างรองรับอนาคต และการสร้างความคึกคักทางเศรษฐกิจในวงกว้าง พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า หากดำเนินการควบคู่กันทั้งการปฏิรูปและการลงทุนเชิงโครงสร้าง จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมามีพลังการเติบโตและความเชื่อมั่นได้อีกครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับตัวเลขจีดีพีเพียงอย่างเดียว

 ชู ‘หวยใบเสร็จ’ เปลี่ยนเกมกำลังซื้อ ดึงเงินเข้าร้านรายย่อยระยะยาว

สำหรับนโยบายเรือธงของพรรคประชาชน อจ.วีระยุทธ ย้ำว่านโยบายด้านเศรษฐกิจที่ดูแลปากท้องประชาชนเป็นหัวใจและเป็นเรือธงสำคัญของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้

อจ.วีระยุทธระบุว่า นโยบายเรือธงด้านเศรษฐกิจของพรรคประชาชนคือ “หวยใบเสร็จ” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชน และดึงกำลังซื้อให้ไหลเข้าสู่เอสเอ็มอี และร้านค้ารายย่อยอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการกระตุ้นระยะสั้น นโยบายดังกล่าวเป็นบทเรียนที่ต่อยอดมาจากโครงการคนละครึ่ง ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ดีและช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้จริง โดยเฉพาะในหมู่ร้านค้ารายย่อย

อย่างไรก็ตาม อจ.วีระยุทธชี้ว่า จากการลงพื้นที่เดินตลาดในหลายจังหวัด พบเสียงสะท้อนจากพ่อค้าแม่ค้าว่า ช่วงที่มีโครงการคนละครึ่ง เปรียบเสมือนฝนที่ตกลงมาอย่างชุ่มฉ่ำ ทำให้ยอดขายดีขึ้นทันที แต่เมื่อโครงการสิ้นสุด กำลังซื้อกลับหดตัวลงอย่างชัดเจน ร้านค้าจำนวนมากต้องกลับมารอความช่วยเหลือรอบใหม่ในลักษณะเดียวกับชาวนาที่รอฝน พรรคประชาชนจึงมองว่าจำเป็นต้องออกแบบนโยบายที่ไม่ต้องรอรอบ ไม่ต้องรอเงินหมดโครงการ และไม่สร้างภาวะ “ฝนแล้ง” ทางเศรษฐกิจเมื่อมาตรการสิ้นสุด

อจ.วีระยุทธอธิบายว่า หวยใบเสร็จเป็นนโยบายที่ตั้งเป้าให้กำลังซื้อไหลเข้าสู่เอสเอ็มอี และร้านค้ารายย่อยอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน โดยใช้แนวคิดจากไต้หวัน ซึ่งประชาชนมีวัฒนธรรมขอใบเสร็จเพื่อนำหมายเลขไปลุ้นรางวัล นโยบายของพรรคกำหนดให้การซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังหรือแอปธนาคารที่เข้าร่วมโครงการสามารถนำมาสะสมได้ ซื้อได้จากหลายร้าน เมื่อรวมยอดครบ 500 บาท จะได้รับสิทธิ์ลุ้นสลากหนึ่งใบ ออกรางวัลเดือนละสองครั้ง

อจ.วีระยุทธระบุว่า งบประมาณที่ตั้งไว้สำหรับนโยบายนี้อยู่ที่ประมาณเดือนละ 1,000 ล้านบาท ซึ่งมองว่าไม่สูงมากเมื่อเทียบกับผลลัพธ์เชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในระยะยาว นโยบายนี้ตั้งใจใช้จริตของคนไทยที่ชอบการลุ้นรางวัลมาเป็นแรงจูงใจ ไม่ใช่การบังคับหรือการอัดฉีดแบบครั้งเดียวแล้วจบ

อจ.วีระยุทธกล่าวเพิ่มเติมว่า ในแต่ละเดือน ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือแรงงานหาเช้ากินค่ำ ต่างมีค่าใช้จ่ายจำเป็นอยู่แล้ว เช่น ของใช้ในครัวเรือน ทิชชู อุปกรณ์จำเป็นต่าง ๆ พรรคประชาชนต้องการให้ประชาชนค่อย ๆ ปรับพฤติกรรม โดยจัดสรรเงินส่วนหนึ่งจากการซื้อในร้านค้าขนาดใหญ่ มาซื้อจากร้านค้ารายย่อย ร้านตึกแถว หรือร้านใกล้บ้าน เพื่อสะสมยอด 500 บาทและนำไปลุ้นรางวัลอย่างต่อเนื่อง

อจ.วีระยุทธระบุว่า เมื่อประชาชนเริ่มรับรู้ว่าการซื้อจากร้านค้ารายย่อยมีโอกาสลุ้นรางวัลทุกสองสัปดาห์ จะเกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมโดยสมัครใจ กำลังซื้อจะค่อย ๆ ไหลออกจากร้านใหญ่บางส่วนเข้าสู่ร้านค้ารายย่อยโดยไม่ต้องบีบ ไม่ต้องบังคับ และทำซ้ำทุกเดือนจนกลายเป็นพฤติกรรมถาวร ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับที่ประสบความสำเร็จในไต้หวัน

ในด้านรูปแบบร้านค้าที่เข้าร่วม อจ.วีระยุทธกล่าวว่า พรรคประชาชนต้องการให้เป็นกลุ่มร้านค้าลักษณะเดียวกับโครงการคนละครึ่ง คือร้านค้ารายย่อย ร้านตลาด ร้านริมถนน และร้านตึกแถว ไม่ใช่ร้านเชนขนาดใหญ่ โดยไม่จำเป็นต้องออกใบเสร็จกระดาษทุกกรณี เนื่องจากระบบสามารถทำผ่านออนไลน์ได้ทั้งหมด การชำระเงินผ่านเป๋าตังหรือแอปธนาคารที่มีอยู่แล้วจะถูกบันทึกเข้าสู่ระบบโดยอัตโนมัติ พรรคไม่เห็นความจำเป็นในการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงภาระและความซ้ำซ้อน

รีเซ็ตเอสเอ็มอีไทยสู่เกมรุกออนไลน์-ท่องเที่ยวคุณภาพ

นอกจากนี้ อจ.วีระยุทธยังกล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือ SME ของพรรคประชาชนไม่ได้มีเพียงมิติเดียว หากลงรายละเอียดจะพบว่าครอบคลุมตั้งแต่การเพิ่มสินเชื่อผ่าน บสย. ไปจนถึงการผลักดัน SME ไทยเข้าสู่ตลาดออนไลน์ต่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญแต่กลับถูกมองข้ามอยู่บ่อยครั้ง 

ปัจจุบัน SME ไทยจำนวนมากยังอยู่ในสถานะ “เชิงรับ” รับรู้ว่ามีอีคอมเมิร์ซแต่ยังไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน การสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะมีปัจจัยสำคัญคือระบบคลังสินค้าในต่างประเทศที่ทำให้การจัดส่งรวดเร็ว ผู้บริโภคจำนวนมากไม่พร้อมรอสินค้าเป็นวันหรือเป็นสัปดาห์ หากได้ภายในวันเดียวก็พร้อมตัดสินใจซื้อทันที ดังนั้นคลังสินค้าจึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ หากต้องการผลักดันสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ไปขายในมาเลเซียหรือประเทศอาเซียนอื่น ๆ จำเป็นต้องสนับสนุนให้มีการตั้งคลังสินค้าในต่างประเทศควบคู่กัน นโยบายลักษณะนี้จะช่วยเพิ่มทั้งกำลังซื้อและกำลังขายของ SME ผ่านช่องทางออนไลน์ 

ขณะเดียวกัน อจ.วีระยุทธ กล่าวว่า ภาครัฐยังต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเครดิตเทอม ซึ่งแม้มีกฎหมายกำหนดไว้ที่ 45 วัน แต่ในทางปฏิบัติแทบไม่เกิดขึ้นจริง หน่วยงานที่มีอำนาจกำกับคือคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า หรือ กขค. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สังคมยังรู้จักไม่มาก การบังคับใช้กฎหมายจำเป็นต้องได้รับแรงสนับสนุนจากฝ่ายบริหารอย่างจริงจัง เพราะหากเครดิตเทอมยืดเยื้อเป็น 45 หรือ 90 วัน เงินจะไม่หมุนในระบบเอสเอ็มอี และกระทบต่อสภาพคล่องโดยตรง

ในอีกด้านหนึ่ง ภาคท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของคนไทย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ยังคงซบเซา แนวคิดการใช้งบประมาณแบบเดิม เช่น การทุ่มงบก้อนใหญ่เพื่อประชาสัมพันธ์ “Amazing Thailand” ไม่ได้ผิดในตัวเอง แต่ไม่ตอบโจทย์ยุคปัจจุบันที่ต้องการนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงและกลุ่มเฉพาะทาง นักท่องเที่ยวที่ยอมจ่ายต่อหัวสูงขึ้นมักเป็นกลุ่มที่เดินทางเพื่อกิจกรรมเฉพาะ เช่น วิ่งเทรล ดูนก ตกปลา ลิ้มรสอาหารท้องถิ่น หรือชมดนตรีพื้นบ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงกว่าการท่องเที่ยวกระแสหลัก 

แนวคิดที่พรรคประชาชนเสนอคือการใช้งบประมาณเท่าเดิม แต่แบ่งย่อยออกเป็นหลายกลุ่ม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองรองและการสร้าง man-made destination ที่ไม่เกี่ยวกับกาสิโน โดยเปิดโอกาสให้แต่ละพื้นที่ตัดสินใจเองว่าจะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใดให้เหมาะกับบริบทของตนเอง ตัวอย่างเช่น สกายวอล์คอัยเยอร์เวง จังหวัดยะลา ที่ช่วยดึงนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี จากเดิมที่มีฤดูกาลท่องเที่ยวจำกัด ใช้งบประมาณไม่ถึงร้อยล้านบาทแต่สร้างผลลัพธ์ได้จริง หากแต่ละเมืองรองมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง และเจาะตลาดนักท่องเที่ยวเฉพาะทาง ก็จะช่วยกระจายรายได้และดึงกำลังซื้อกลับเข้าสู่ระบบอย่างยั่งยืน 

อจ.วีระยุทธ กล่าวว่า ภาพที่ควรเกิดขึ้นคือการท่องเที่ยวที่ทำให้ผู้มาเยือนอยากกลับมาอีกครั้ง เหมือนกรณีญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวรู้สึกว่ายังมีเมืองอื่นให้ไปเสมอ ต่างจากการโปรโมตแบบรวมศูนย์ที่ทำให้มาเที่ยวเพียงครั้งเดียวแล้วจบ หากประเทศไทยสามารถสื่อสารแบบเจาะกลุ่มย่อย และใช้ช่องทางสื่อให้ตรงกับพฤติกรรมของแต่ละกลุ่ม ความต้องการเดินทางและกำลังซื้อในภาคท่องเที่ยวก็จะฟื้นกลับมาเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจได้อีกครั้ง

ปราบทุนเทาอย่างเดียวไม่พอ ต้องแก้ทั้งระบบ

นอกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อจ.วีระยุทธ กล่าวว่า การปราบปรามทุนเทาและการแก้ปัญหาคอร์รัปชันยังเป็นวาระสำคัญที่พรรคประชาชนยกขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่การแก้ปัญหาจำเป็นต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจธรรมชาติของทุนเทาก่อน เพราะในโลกความเป็นจริง ทุนเทาไม่ได้ดำรงอยู่ในลักษณะขาวหรือดำแบบตัดขาด หากแต่เชื่อมโยงกับโครงสร้างการอยู่รอดของธุรกิจจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน

อจ.วีระยุทธอธิบายว่า จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการภาคท่องเที่ยวขนาดกลางและขนาดเล็กเมื่อไม่นานมานี้ ได้รับการสะท้อนอย่างชัดเจนว่าธุรกิจจำนวนหนึ่งสามารถดำรงอยู่ได้จนถึงวันนี้ เพราะยอมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนสีเทา ผู้ประกอบการรายดังกล่าวเล่าว่า ทัวร์ศูนย์เหรียญมีลักษณะเริ่มต้นจากการดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาด้วยข้อเสนอว่าไม่ต้องจ่ายเงินหรือจ่ายในราคาที่ถูกมาก แต่เมื่อเดินทางเข้ามาแล้ว นักท่องเที่ยวจะถูกพาไปยังร้านค้าหรือแหล่งช็อปปิ้งที่กำหนดไว้ และถูกกดดันให้ซื้อสินค้า หากไม่ซื้อ แม้จะได้รับอาหารฟรี ก็อาจเผชิญการใช้กำลัง การข่มขู่ หรือการกรรโชกในบางกรณี

อจ.วีระยุทธระบุว่า ผู้ประกอบการสะท้อนว่า ในอดีตช่วงที่นักท่องเที่ยวมีจำนวนมาก ธุรกิจสามารถเลือกไม่ยุ่งเกี่ยวกับซัพพลายเชนลักษณะนี้ได้ แต่เมื่อการท่องเที่ยวซบเซา ความรู้สึกไม่ปลอดภัยเพิ่มขึ้น และกำลังซื้อหดตัว การอยู่รอดในแต่ละวันกลับต้องแลกกับการยอมเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายทัวร์ศูนย์เหรียญและรอรับส่วนแบ่งเพียงเล็กน้อยเพื่อประคองกิจการ

อจ.วีระยุทธกล่าวว่า ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าทุนเทาไม่ได้เกิดจากความต้องการทำผิดกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแรงกดดันเชิงโครงสร้าง เมื่อรัฐหรือฝ่ายการเมืองเสนอเพียงการ “ปราบทุนเทา” โดยไม่คิดถึงทางออกให้ธุรกิจไปต่อได้จริง จะทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถหลุดออกจากวงจรเดิม และเมื่อแรงกดดันจากการปราบปรามลดลง ซัพพลายเชนสีเทาก็จะกลับมาใหม่ในรูปแบบเดิมหรือรูปแบบที่ซับซ้อนกว่า

อจ.วีระยุทธกล่าวว่า หากต้องการช่วยผู้ประกอบการจริง ต้องช่วยหลายทางพร้อมกัน ไม่ใช่เพียงการใช้มาตรการด้านกฎหมาย ตัวอย่างเช่น กลุ่มไกด์นำเที่ยวที่ทำงานกับนักท่องเที่ยวจีนมานาน มีทักษะภาษาจีนเป็นจุดแข็ง แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถเปลี่ยนไปฝึกภาษาใหม่ เช่น ภาษาเยอรมัน ได้ง่าย นโยบายจึงควรใช้ศักยภาพที่มีอยู่ ด้วยการดึงนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษาจีนจากแหล่งอื่นเข้ามาเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน สิงคโปร์ หรือบางส่วนของอินโดนีเซีย เพื่อสร้างดีมานด์ใหม่ให้ธุรกิจโดยไม่ผลักกลับเข้าสู่ซัพพลายเชนเดิม

นอกจากนี้ อจ.วีระยุทธเน้นว่า หากมีการกวดขันหรือบังคับใช้กฎหมาย ต้องกวดขันทุกเจ้าอย่างเท่าเทียม หากผู้ประกอบการรายหนึ่งตัดสินใจออกจากซัพพลายเชนสีเทา แต่รายอื่นยังคงได้รับประโยชน์จากโครงสร้างเดิม ผู้ประกอบการที่พยายามทำให้ถูกต้องจะไม่สามารถแข่งขันได้ และสุดท้ายจะอยู่ไม่ได้ การแก้ปัญหาจึงต้องคิดทั้งระบบ ตั้งแต่บริษัทนำเที่ยวในต่างประเทศ บริษัททัวร์ ไกด์ รถทัวร์ ไปจนถึงร้านช็อปปิ้ง และต้องสร้างแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์การจับจ่ายรูปแบบใหม่ที่อยู่นอกโครงข่ายเดิม เพื่อเปิดทางเลือกให้ธุรกิจสามารถหลุดออกจากซัพพลายเชนสีเทาได้จริง พร้อมย้ำว่า จากการพูดคุยกับนักธุรกิจจำนวนมาก พบว่าการประกาศเพียงว่าจะปราบทุนเทาอาจช่วยได้แค่ระยะสั้น หากต้องการช่วยอย่างยั่งยืน ต้องคิดให้ครบทั้งวงจร และมองจากมุมของผู้ประกอบการว่าเผชิญปัญหาอะไร และจะมีทางเลือกใดมาทดแทนซัพพลายเชนเดิมได้

อจ.วีระยุทธกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในภาคท่องเที่ยว แต่พบในหลายซัพพลายเชนของเศรษฐกิจไทยที่เผชิญแรงกดดันคล้ายกัน จนทุกฝ่ายต้องยอมกระจุกตัวอยู่ในโครงสร้างเดิม ขณะที่แต่ละอุตสาหกรรมก็มีโจทย์เฉพาะแตกต่างกัน ภาคอุตสาหกรรมใหม่อย่างดาต้าเซนเตอร์มีโจทย์หนึ่ง ส่วนอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ หรือสิ่งทอ ก็มีโจทย์อีกแบบหนึ่ง พรรคประชาชนจึงพยายามออกแบบนโยบายให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน โดยมีนโยบายมากกว่า 200 ข้อ

นักลงทุนญี่ปุ่น-ยุโรปสะท้อนแรง คอร์รัปชันทำเงินลงทุนใหม่ไหลออก

ในประเด็นการทุจริตคอร์รัปชัน อจ.วีระยุทธกล่าวว่า ได้พบปะนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นและยุโรป และพบว่าเสียงบ่นเกี่ยวกับปัญหาคอร์รัปชันมีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อราวหนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีการพบกับสมาคมธุรกิจญี่ปุ่น ซึ่งใช้ถ้อยคำสุภาพตามวัฒนธรรม แต่ย้ำคำว่า “ความโปร่งใส” ซ้ำถึงหลายครั้ง สะท้อนความกังวลต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในประเทศไทยอย่างชัดเจน แม้จะไม่ได้พูดตรงไปตรงมา แต่ทุกฝ่ายต่างเข้าใจนัยของคำดังกล่าวดี

อจ.วีระยุทธระบุว่า ในการพูดคุยนอกรอบ นักลงทุนต่างชาติให้ข้อมูลตรงกันว่า สามารถแยกแยะได้ว่าเจ้าหน้าที่หรือรัฐมนตรีแต่ละคนมีรูปแบบการเรียกรับผลประโยชน์อย่างไร มีอัตราเรตเท่าใด และเรตดังกล่าวไม่ได้คงที่ บางช่วงมีการปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่บุคคลเดิมกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง หรือในช่วงใกล้การเลือกตั้ง เสียงสะท้อนเหล่านี้เป็นเรื่องที่ฟังแล้วสะเทือนใจ แต่เป็นสิ่งที่รับรู้กันอยู่ในแวดวงนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ

อจ.วีระยุทธกล่าวว่า การรับรู้ดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนจำนวนมากชะลอการตัดสินใจลงทุน แม้นักลงทุนกลุ่มนี้จะอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลานานและมีความผูกพันกับประเทศก็ตาม การลงทุนในระยะต่อไปซึ่งมักเป็นการลงทุนใน “เฟสใหม่” จึงเริ่มเปลี่ยนทิศทาง โดยยกตัวอย่างบริษัทต่างชาติในอุตสาหกรรมเครื่องประดับที่จ้างแรงงานจำนวนมาก ซึ่งยืนยันว่าจะรักษาฐานการผลิตเดิมในไทยไว้ แต่การลงทุนใหม่ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสีเขียวหรือการอัปเกรดเครื่องจักร กลับเลือกย้ายไปประเทศอื่น เช่น เวียดนาม

อจ.วีระยุทธระบุว่า เหตุผลสำคัญคือการไม่เห็นสัญญาณการปรับตัวของประเทศไทย ทั้งในมิติการแก้ปัญหาคอร์รัปชันและการลงทุนด้านพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นปัจจัยจำเป็นต่อการตัดสินใจลงทุนในระยะยาว หากไม่มีการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และจริงจัง การประกาศข่าวหรือการทำข้อตกลงในรูปแบบเอ็มโอยูหรือเอ็มโอเอเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะนักลงทุนสามารถประเมินได้ว่าใครมีความตั้งใจจริงและใครไม่จริงจัง

อจ.วีระยุทธกล่าวว่า จุดแข็งสำคัญของพรรคประชาชนในสายตานักลงทุนและสื่อต่างชาติ คือการถูกอธิบายว่าเป็นพรรคสายปฏิรูป หรือ reformist ซึ่งหมายถึงพรรคที่ถือธงนำการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง พร้อมเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง และไม่ยอมรับคอร์รัปชัน พร้อมย้ำว่า พรรคประชาชนพร้อมใช้จุดยืนดังกล่าวเป็นจุดขายสำคัญ เพื่อส่งสัญญาณความมุ่งมั่นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอีกครั้ง

เศรษฐกิจจะสำเร็จต้องเปลี่ยนวิธีทำ รัฐเป็นแพลตฟอร์มไม่ใช่คนทำเอง

อจ.วีระยุทธอธิบายว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นโยบายเศรษฐกิจประสบความสำเร็จ ไม่ได้อยู่ที่การออกแบบนโยบายให้ดูดีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “วิธีทำ” ซึ่งที่ผ่านมาเป็นข้อจำกัดของหลายรัฐบาล แม้นโยบายจะมีเจตนาดี แต่ยังยึดวิธีคิดเดิม ทำให้ผลลัพธ์ไม่เกิดขึ้นจริงตามที่ตั้งใจไว้

อจ.วีระยุทธระบุว่า หลักการใหญ่ของพรรคประชาชนคือการสร้างรัฐบาลที่ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่เลือกตั้งแล้วจบ แต่เป็นการจับมือกันเดินหน้าปรับเปลี่ยนประเทศร่วมกัน แนวคิดนี้ถูกแปลงมาเป็นกรอบการออกแบบนโยบาย โดยรัฐจะไม่ลงไปทำทุกอย่างเอง แต่ทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์ม” หรือกลไกกลาง เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาแข่งขันเสนอทางเลือกบริการ ภายใต้มาตรฐานที่รัฐกำกับ และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือก

อจ.วีระยุทธยกตัวอย่างนโยบายแก้ปัญหาหนี้ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะรัฐมักเริ่มจากการเข้าไปจัดการผ่านธนาคารของรัฐ ทำให้แก้ได้เฉพาะหนี้บางส่วน ขณะที่พฤติกรรมลูกหนี้ในปัจจุบันมีความซับซ้อนสูง ทั้งหนี้ในระบบ นอกระบบ ธนาคารรัฐ ธนาคารเอกชน และสถาบันการเงินนอนแบงก์ หากรัฐพยายามทำเองทั้งหมดจะไม่สามารถจัดการได้ครบวงจร

แนวทางของพรรคประชาชนจึงเสนอให้รัฐทำหน้าที่เป็นตัวกลาง เปิดให้เอกชนหรือผู้ให้บริการด้านการจัดการหนี้เข้ามาแข่งขันเสนอแพ็กเกจที่เหมาะกับลูกหนี้แต่ละกลุ่ม โดยรัฐและธนาคารแห่งประเทศไทยทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติและความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ จากนั้นให้คูปองแก่ลูกหนี้เพื่อเลือกบริการด้วยตนเอง พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ผู้ให้บริการ หากสามารถเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ย หรือแก้ปัญหาได้จริง จะได้รับส่วนแบ่งตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

อจ.วีระยุทธกล่าวว่า หลักคิดเดียวกันนี้ถูกนำไปใช้กับนโยบายด้านเกษตร โดยไม่ต้องการช่วยเหลือในรูปแบบเดิมที่เป็นการให้เงินแล้วโครงสร้างการผลิตไม่เปลี่ยน แต่ต้องการพาเกษตรกรไปสู่เกษตรรูปแบบใหม่ ผ่านระบบคูปองที่เปิดให้เกษตรกรเลือกพัฒนาตนเองตามความต้องการ เช่น การไม่เผา การปลูกพืชให้เหมาะกับดิน การพักดินเพื่อลดการใช้สารเคมี หรือการยกระดับมาตรฐานเพื่อเข้าสู่ตลาดใหม่ โดยให้เกษตรกรเป็นผู้ตัดสินใจเลือกแนวทางเอง

ในด้านการรีสกิล อจ.วีระยุทธระบุว่า รัฐไม่อาจกำหนดได้ว่าประชาชนแต่ละคนควรพัฒนาไปในทิศทางใด เพราะความต้องการและศักยภาพแตกต่างกัน บางคนอาจเปลี่ยนสายอาชีพโดยสิ้นเชิง บางคนต้องการต่อยอดทักษะเดิม เช่น หมอนวดที่ต้องการเพิ่มทักษะเฉพาะทางเพื่อเพิ่มมูลค่าแรงงาน รัฐจึงควรทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์ม เปิดให้ประชาชนใช้คูปองเลือกเส้นทางพัฒนาทักษะของตนเอง และสามารถเปลี่ยนหรือพัฒนาต่อเนื่องได้ในแต่ละช่วงเวลา

อจ.วีระยุทธสรุปว่า เหตุผลที่นโยบายจำนวนมากในอดีตไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เพราะเนื้อหานโยบายไม่ดี แต่เป็นเพราะยังใช้วิธีทำแบบเดิม พรรคประชาชนจึงเลือกเปลี่ยนทั้งนโยบายและกลไกการดำเนินงาน โดยยึดหลักให้รัฐคุมมาตรฐาน เปิดพื้นที่ให้กลไกตลาดและเอกชนทำงาน และให้ประชาชนเป็นผู้เลือก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้นโยบายเศรษฐกิจมีโอกาสเกิดขึ้นจริงและยั่งยืนมากขึ้น


แชร์
ศก.ไทยติดกับลงทุนต่ำ ปชน.ชี้ทางปฏิรูป ช่วยSME ปราบทุจริตเสริมเชื่อมั่น