
ชาบูตง ราเมง ร้านราเมงชื่อดังภายใต้เครือ CRG (Central Restaurants Group) บริษัทในเครือกลุ่มเซ็นทรัล ประกาศปิดกิจการในประเทศไทย หลังให้บริการผู้บริโภคชาวไทยมายาวนาน 16 ปี โดยจะเปิดให้บริการ 2 สาขาสุดท้าย ได้แก่ สาขาเกทเวย์ เอกมัย ถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2569 และสาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2569
ชาบูตง ราเมง เป็นแบรนด์ราเมงต้นตำรับจากญี่ปุ่น ก่อตั้งโดยเชฟระดับตำนาน ยาสุจิ โมริซึมิ เจ้าของฉายา “ราชาราเมง” และอดีตแชมป์รายการทีวีแชมเปี้ยน ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในฐานะร้านราเมงญี่ปุ่นในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดอาหารและเครื่องดื่มในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดราเมงในไทยที่มีการแข่งขันสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากผู้เล่นรายใหญ่ที่ขยายสาขาอย่างเป็นระบบ และผู้เล่นรายใหม่ที่เข้ามาจับตลาดเฉพาะกลุ่มมากขึ้น ร้านราเมงส่วนใหญ่ในไทยวางตำแหน่งอยู่ในกลุ่ม Premium Mass หรือกลุ่มที่เน้นคุณภาพควบคู่กับความคุ้มค่า ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิหลักของตลาดราเมงในปัจจุบัน
อีกปัจจัยสำคัญคือพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงตามสภาพเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าทำให้การเดินทางไปบริโภคอาหารญี่ปุ่นถึงแหล่งกำเนิดในประเทศญี่ปุ่นมีความคุ้มค่ามากขึ้น ส่งผลให้การใช้จ่ายกับอาหารญี่ปุ่นราคาสูงในประเทศอาจชะลอตัวลงบางส่วน
จากรายงานผลสำรวจร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย ปี 2568 ขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือเจโทร กรุงเทพฯ ระบุว่า ร้านราเมงในไทยมีจำนวน 823 ร้าน เพิ่มขึ้น 2.6% สวนทางกับร้านอาหารญี่ปุ่นแนวอื่น ๆ ในไทยที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของร้านค้าลดลง โดยต่างจังหวัดเป็นพื้นที่ที่ร้านราเมงเพิ่มขึ้นมากที่สุด มีอัตราการเพิ่มต่อปีอยู่ที่ 3.7% และมีจำนวนร้านราเมงในต่างจังหวัด 281 ร้าน
ในตลาดราเมงยังมีผู้เล่นที่แข็งแกร่งหลายราย หนึ่งในเจ้าตลาดที่ผู้บริโภคคุ้นเคยคือ ฮะจิบัง ราเมง ซึ่งมีจุดเด่นด้านราคา โดยเมนูฮะจังเมน หรือ 8-Men ราเมงสูตรต้นตำรับของฮะจิบัง ราเมง มีราคาเริ่มต้นที่ 88 บาท แบรนด์วางตำแหน่งเป็นราเมงที่เข้าถึงง่าย ทุกคนสามารถจับต้องได้ และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า โดยใช้กลยุทธ์เปิดร้านในห้างสรรพสินค้าที่เข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม มีราคาเฉลี่ยต่อมื้ออยู่ที่ 150 บาท
อีกหนึ่งผู้เล่นในเครือใหญ่คือ Oishi Ramen ร้านราเมงในเครือ Oishi Group ซึ่งจับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความคุ้มค่า แต่ยังต้องการคุณภาพในมื้ออาหาร จุดขายของแบรนด์อยู่ที่เส้นราเมงที่แตกต่าง รวมถึงการ Localize เมนูให้เข้ากับผู้บริโภคไทย เช่น ราเมงต้มยำหมูชาชู และราเมงกะเพรากรอบ ปัจจุบันมีมากกว่า 50 สาขา และมีราคาเฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 170 บาท
นอกจากนี้ A-Ramen หรือที่รู้จักในชื่อ “ราเมงข้อสอบ” เป็นอีกแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในตลาด โดยมีจุดเด่นเรื่องการเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และประสบการณ์การรับประทานราเมงที่แตกต่าง ปัจจุบันมีทั้งหมด 16 สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ราคาเฉลี่ยต่อมื้อต่อคนอยู่ที่ 200 บาท
สถานการณ์ตลาดปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า เม็ดเงินในตลาดราเมงกำลังไหลไปยังกลุ่มที่เน้นความคุ้มค่า หรือ Value for Money และการเข้าถึงง่ายเป็นหลัก ขณะที่ตลาดราเมงในภาพรวม โดยเฉพาะต่างจังหวัด ยังคงเติบโตต่อเนื่อง
การปิดตัวของชาบูตง ราเมง จึงเกิดขึ้นท่ามกลางตลาดที่ยังมีการเติบโต แต่มีการแข่งขันสูง และผู้เล่นที่เน้นกลยุทธ์ด้านความคุ้มค่าและการเข้าถึงง่ายสามารถครองใจผู้บริโภคได้มากขึ้น สถานการณ์นี้สะท้อนว่า ธุรกิจอาหารในปัจจุบันจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับราคาและความคุ้มค่า
ท้ายที่สุด ผู้บริโภคยังสามารถแวะเวียนไปอำลาชาบูตง ราเมง ได้ที่ 2 สาขาสุดท้าย ได้แก่ สาขาเกทเวย์ เอกมัย ถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2569 และสาขาเซ็นทรัล ลาดพร้าว ถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ก่อนที่ร้านราเมงที่อยู่คู่ผู้บริโภคชาวไทยมายาวนาน 16 ปีจะปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ