
แม้ว่าตลาดธุรกิจขนส่งพัสดุจะเติบโตขึ้นตามการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ หรือการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ แต่อาจไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการขนส่งพัสดุจะเข้าไปคว้าโอกาสกันได้อย่างเพลิดเพลินเพราะนี่เป็นหนึ่งในธุรกิจที่การแข่งขันดุเดือดมาก หลายบริษัทยังไม่สามารถทำกำไรได้ แม้จะประกอบธุรกิจมาแล้วหลายปี
ก่อนหน้านี้ หลายคนน่าจะได้เห็นภาพความดุเดือดของการแข่งขันในธุรกิจส่งพัสดุจากซีรีส์เรื่อง ‘สงคราม ส่งด่วน’ ในเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) กันไปแล้ว แม้ว่าเนื้อหาในภาพยนตร์จะมีการแต่งเติมเพื่อความสนุก แต่ภาพรวมก็ฉายให้เห็นภาพความดุเดือดในธุรกิจนี้ได้ดี
ไม่ใช่แค่ในไทยที่เป็นตลาดโหดหิน แต่ในหลาย ๆ ประเทศก็มีดีกรีความเดือดและอยู่ยากไม่แพ้กัน ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวในตลาดประเทศเพื่อนบ้าน คือ แฟลช เอ็กซ์เพรส (Flash Express) ธุรกิจขนส่งพัสดุด่วนจากไทยประกาศว่าจะปิดตัวธุรกิจในประเทศมาเลเซียในวันที่ 31 มกราคมนี้ หลังเข้าไปทำธุรกิจได้เพียง 4 ปีกว่า
ตามข่าวระบุว่า สาเหตุหลักที่ Flash Express ต้องถอนตัวจากมาเลเซียเป็นเพราะเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่ไม่สมดุล หลังจากที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในมาเลเซียทำข้อตกลงพิเศษกับบริษัทขนส่งเอกชนรายหนึ่ง ส่งผลให้ผู้ขายบนแพลตฟอร์มถูกจำกัดทางเลือกด้านโลจิสติกส์ และผู้ประกอบการขนส่งรายอื่น ๆ ไม่สามารถเข้าถึงปริมาณงานในระดับที่แข่งขันได้
ภาพที่เกิดขึ้นในมาเลเซียแม้จะไม่เหมือนกันทั้งหมดกับภาพในประเทศไทย แต่ก็คล้ายกันมาก คือ มีหลายบริษัทที่เข้าตลาดแล้วต้องโบกมือลา เพราะสู้ไม่ไหว เนื่องจากธุรกิจขนส่งพัสดุมีความเปราะบางมาก เพราะธุรกิจนี้เติบโตขึ้นมาโดยการเป็นส่วนให้บริการของอีคอมเมิร์ซ ไม่ได้เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคเลือกซื้อโดยตัวมันเอง จึงมีความเปราะบางต่อการครอบงำตลาดของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่างเลี่ยงได้ยาก
ในระยะแรก ๆ ผู้ให้บริการขนส่งพัสดุอาจได้ประโยชน์จากการเติบโตของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ แต่สัดส่วนงานมีแนวโน้มจะน้อยลงจากการที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมีธุรกิจจัดส่งพัสดุของตนเองและพยายามขยายสัดส่วนการจัดส่งสินค้าเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ในท้ายที่สุดอาจเหลือส่วนแบ่งตลาดให้บริษัทอื่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หากเทียบรายได้และผลกำไร/ขาดทุนของบริษัทขนส่งพัสดุด่วน 6 เจ้าใหญ่ในไทยย้อนหลัง 3-4 ปี จะเห็นว่ามีเพียง SPX (Shopee Express) และ Lazada Logistics ซึ่งเป็นบริษัทขนส่งของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่เท่านั้นที่สามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่ไม่ต้องลุ้นแล้ว
J&T Express - บริษัท โกลบอล เจท เอ็กซ์เพรส (ไทยแลนด์) จำกัด
Flash Express - บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด
SPX (Shopee Express) - บริษัท เอสพีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด
ไปรษณีย์ไทย - บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
Lazada Logistics - บริษัท ลาซาด้า เอ็กซ์เพรส จำกัด
KEX (Kerry Express) - บริษัท เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ระบุว่า ปี 2566 ธุรกิจขนส่งพัสดุ/ส่งด่วนมีรายได้รวม 83,453.18 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 9,952.12 ล้านบาท และในปี 2567 ธุรกิจขนส่งพัสดุ/ส่งด่วนในไทยมีมูลค่าการลงทุนจากต่างชาติ 924.49 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 10.86% ของมูลค่าการลงทุนในนิติบุคคลธุรกิจขนส่งพัสดุ/ส่งด่วนทั้งหมด
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าวิเคราะห์ว่า ธุรกิจขนส่งพัสดุ/ส่งด่วนของไทยเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน เช่น การเข้ามาของบริษัทคู่แข่งจากต่างประเทศที่มีการเข้าถึงแหล่งเงินลงทุนและมีเงินทุนหมุนเวียนสูงกว่า หรือกลยุทธ์การตั้งราคาต่ำที่อาจทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน แต่ยังมีปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจขนส่งพัสดุ/ส่งด่วนในไทยเติบโตและพัฒนาต่อไป เช่น การที่ทั่วโลกพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น การพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มความเร็วในการจัดส่งสินค้า และกระแส Shoppertainment ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเติบโต และเพิ่มความต้องการใช้บริการของธุรกิจขนส่งพัสดุ/ส่งด่วน
บริษัทวิจัย Mordor Intelligence คาดว่า มูลค่าตลาดบริการจัดส่งพัสดุของไทยมีแนวโน้มจะเติบโตจาก 2,820 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 88,580 ล้านบาท) ในปี 2568 ไปเป็น 3,020 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 94,860 ล้านบาท) ในปี 2569 และแตะ 4,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 133,500 ล้านบาท) ในปี 2574
แรงขับเคลื่อนที่สำคัญของตลาดบริการจัดส่งพัสดุยังคงเป็นอีคอมเมิร์ซ ซึ่งการเติบโตของแพลตฟอร์มออนไลน์ทำให้ปริมาณพัสดุเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะพัสดุน้ำหนักเบาที่มีราคาไม่สูง แต่มีความถี่ในการจัดส่งมาก
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคจำนวนมากคาดหวังบริการจัดส่งที่เร็วขึ้น มีระบบติดตามพัสดุแบบเรียลไทม์ และค่าส่งไม่เพิ่มตามความเร็วในการจัดส่ง ทำให้บริการส่งแบบด่วน (express) เติบโตเร็วในอัตราเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 8.13% ในช่วงปี 2568-2574 แม้ว่าการส่งแบบธรรมดาจะยังคงครองสัดส่วนปริมาณพัสดุอยู่มากถึง 75.55% ในปี 2568
หลายปีที่ผ่านมา ผู้ให้บริการขนส่งพัสดุมีการงัดสารพัดกลยุทธ์มาแข่งขันกัน ทั้งการลดค่าบริการ และการออกโปรโมชันต่าง ๆ ที่เรียกว่าเป็นการทำสงครามราคา ซึ่งพัสดุที่เพิ่มขึ้นแต่ละกล่องหมายถึงการแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นของผู้ให้บริการ ดังที่เห็นในซีรีส์ ‘สงคราม ส่งด่วน’ แต่ผู้ให้บริการยอมแบกรับต้นทุนเอาไว้ เพื่อหวังว่าจะดึงลูกค้าให้ใช้บริการต่อไปในระยะยาว
ศูนย์วิจัย ttb Analytics วิเคราะห์ไว้เมื่อปี 2566 ว่า ธุรกิจขนส่งพัสดุมีการแข่งขันสูง ถึงแม้รายได้เติบโตต่อเนื่อง แต่ความสามารถในการทำกำไรนั้นน่ากังวล ที่ผ่านมาผู้ประกอบการแต่ละรายมีการนำกลยุทธ์ต่าง ๆ มาใช้เพื่อดึงดูดผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการขยายพื้นที่การให้บริการ การขายแฟรนไชส์ และการลดราคาค่าบริการจัดส่ง แต่ผู้ประกอบการขนส่งพัสดุอาจไม่สามารถนำกลยุทธ์ด้านราคามาใช้ในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เพราะจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการขนส่งสินค้า
Mordor Intelligence วิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงกำลังกัดเซาะอัตรากำไรของธุรกิจส่งพัสดุด่วนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากกลยุทธ์การทำโปรโมชันเชิงรุกของกลุ่มโลจิสติกส์ที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเป็นเจ้าของ การให้คูปองส่วนลดและจัดแคมเปญส่งฟรีในช่วงเทศกาลชอปปิงกดดันรายได้ต่อพัสดุของผู้ให้บริการขนส่งอย่างต่อเนื่อง
สภาพแวดล้อมแบบนี้บีบให้ผู้ให้บริการขนส่งต้องเร่งขยายขนาดการดำเนินงานและลงทุนในระบบอัตโนมัติเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร ในขณะที่ผู้เล่นรายเล็กซึ่งไม่มีเงินทุนสำหรับลงทุนในศูนย์คัดแยกอัตโนมัติและหุ่นยนต์ จะไม่สามารถรักษาระดับความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ ส่งผลให้เริ่มเกิดการจับมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์มากขึ้นในอุตสาหกรรม
ท่ามกลางแรงกดดันนี้ ผู้ให้บริการต่างก็พยายามปรับตัว หาทางรอด และสร้างการเติบโต อย่างไปรษณีย์ไทยที่พยายามบรรเทาผลกระทบจากการแข่งขันด้านราคาโดยการสร้างรายได้จากบริการที่มีมูลค่าเพิ่มอย่างธุรกิจคลังสินค้าและบริการด้านศุลกากร
รายงานของ Mordor Intelligence เผยให้เห็นว่า อีคอมเมิร์ซเป็นอุตสาหกรรมปลายทางที่สร้างรายได้สูงสุดให้กับตลาดบริการขนส่งพัสดุในไทย โดยการค้าแบบธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C) ยังคงเป็นแหล่งรายได้ส่วนใหญ่ของผู้ให้บริการขนส่งพัสดุ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 56.62% แต่ขณะเดียวกัน การใช้งานของการค้าแบบผู้บริโภคกับผู้บริโภค (C2C) ก็เติบโตเร่งตัวขึ้น สะท้อนถึงการขยายตัวของตลาดสินค้ามือสอง การขายสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย และพฤติกรรมผู้บริโภคที่กลายเป็นผู้ขายสินค้าได้ง่ายขึ้น
Mordor Intelligence ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้บริษัทขนส่งต้องปรับระบบให้รองรับลูกค้ารายย่อยจำนวนมาก ไม่ใช่หวังพึ่งผู้ค้ารายใหญ่หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเท่านั้น
รายงานนี้ชี้ให้เห็นอีกว่า การใช้งานส่งพัสดุของกลุ่มธุรกิจเฮลธ์แคร์จะเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในช่วงปี 2568-2574 โดยมีความต้องการการจัดส่งยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ และสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ ดังนั้น ผู้ให้บริการขนส่งอาจจะปรับตัวมาคว้าโอกาสใหม่ ๆ เหล่านี้ได้ แต่ต้องมีการลงทุนในบริการเฉพาะทางมากขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสในการสร้างอัตรากำไรที่สูงกว่าการส่งพัสดุทั่วไป
ด้านบทวิเคราะห์ของ ttb Analytics เมื่อปี 2566 ชี้ว่า ภายใต้แรงกดดันจากการแข่งขันที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจขนส่งพัสดุดั้งเดิมที่ไม่ได้มีช่องทางการขายสินค้าออนไลน์ของตนเองจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาตลาดในเชิงคุณภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรักษามาตรฐานการบริการและการจัดส่ง ระยะเวลาการจัดส่ง และการจัดการการส่งคืนสินค้าให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความประทับใจให้ผู้ใช้บริการกลับมาใช้ซ้ำ
นอกจากนั้น ยังจำเป็นต้องขยายการบริการไปยังตลาดเฉพาะกลุ่มให้มากขึ้น เช่น การบริการรับ-ส่งสินค้าตามความต้องการ (on-demand delivery service) และการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ หรือการเพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อขยายการบริการให้ครบวงจร เช่น ห้างสรรพสินค้าที่มีช่องทางการขายสินค้าออนไลน์ และผู้ประกอบการรายย่อยที่ส่งสินค้าเป็นประจำ
.
อ้างอิง: DBD DataWarehouse, Mordor Intelligence, ttb, สนค. และ ฐานเศรษฐกิจ