
ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังจุดชนวนคำถามสำคัญถึงอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ที่เปิดฉากทำสงครามโดยไม่ได้ขออนุมัติจากสภาคองเกรส
ในวิดีโอแถลงการณ์ ทรัมป์อธิบายถึงการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็นปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ แต่การที่ทรัมป์ใช้อำนาจใด ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ โดยปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในสภาคองเกรสสหรัฐฯ ต่อการโจมตีอิหร่านแสดงให้เห็นถึงรอยแบ่งทางการเมืองอย่างชัดเจน โดยปฏิกิริยาส่วนใหญ่แบ่งออกเป็นสองฝ่ายตามสองพรรคการเมืองใหญ่
ฝ่ายรีพับลิกัน ซึ่งขณะนี้ครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ต่างออกมาสนับสนุนปฏิบัติการดังกล่าวเป็นส่วนใหญ่ โดยไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน เปิดเผยว่า รัฐบาลของทรัมป์ได้แจ้งต่อกลุ่มที่เรียกว่า “Gang of 8” ซึ่งเป็นคณะผู้นำสภาคองเกรสจากทั้งสองพรรค ล่วงหน้าก่อนเปิดฉากโจมตี
ขณะที่ฝ่ายเดโมแครตส่วนใหญ่ออกมาประณามการโจมตีดังกล่าว โดยกล่าวหาว่า ทรัมป์เปิดฉากทำสงครามโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส พร้อมเรียกร้องให้รัฐสภาพิจารณามติจำกัดอำนาจสงคราม (War Powers Resolution) อีกครั้ง หลังจากร่างกฎหมายลักษณะเดียวกันเคยถูกปัดตกไปเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกรีพับลิกัน
หากมีการเสนอและผ่านมติลักษณะได้ ก็อาจจะจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีในการใช้กำลังทางทหารฝ่ายเดียวโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาได้ อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ โอกาสที่ร่างกฎหมายดังกล่าวจะผ่านความเห็นชอบยังดูริบหรี่ เพราะจนถึงขณะนี้ มีสมาชิกรีพับลิกันเพียงไม่กี่รายที่ส่งสัญญาณสนับสนุนมาตรการดังกล่าว
ด้านนักกฎหมายด้านความมั่นคงแห่งชาติก็ออกมาตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของการตัดสินใจครั้งนี้ของทรัมป์
“ประธานาธิบดีทรัมป์ละเมิดรัฐธรรมนูญด้วยการรุกรานอิหร่าน เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ใครมีอำนาจในการประกาศสงครามและส่งทหารอเมริกันเข้าสู่สนามรบ และบุคคลนั้นคือสภาคองเกรสเพียงฝ่ายเดียว” คริสโตเฟอร์ แอนเดอร์ส ทนายความจาก American Civil Liberties Union (ACLU) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายความมั่นคง กล่าว
เขาระบุเพิ่มเติมว่า “ประธานาธิบดีพยายามรวบอำนาจนั้นมาไว้กับตนเอง โดยไม่ได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนดำเนินการ”
ทั้งนี้ เมื่อตอนที่ทรัมป์โจมตีอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว และเปิดฉากโจมตีเวเนซุเอลาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทรัมป์ก็อาศัยอำนาจพิเศษของประธานาธิบดีในการสั่งบุก โดยไม่รอการอนุมัติจากสภาคองเกรสเช่นกัน
รายงานระบุว่า ทำเนียบขาวยังไม่เปิดเผยเหตุผลทางกฎหมายต่อสาธารณชน กรณีปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ขณะที่แหล่งข่าวหลายรายเปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดทางกฎหมายอย่างครบถ้วนต่อสมาชิกสภาคองเกรสเช่นกัน
รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า มีเพียงสภาคองเกรสเท่านั้นที่มีอำนาจประกาศหรืออนุมัติการทำสงคราม โดยตามปกติแล้ว สภาคองเกรสจะเป็นฝ่ายสำรองอำนาจการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ ตามที่ระบุเอาไว้ในมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ตาม ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ มีเพียงรัฐสภาเท่านั้นที่มีอำนาจประกาศหรืออนุมัติการทำสงคราม แต่ผู้นำสหรัฐฯ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมักอ้าง มาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญว่า ประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดมีอำนาจสั่งใช้กำลังทหารในกรณีที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ ในต่างประเทศ
ตามแหล่งข่าว เจ้าหน้าที่ระดับสูงในทำเนียบขาวกล่าวว่า มุมมองที่อ้างอำนาจตามมาตรา 2 ยังเป็นหนึ่งในเหตุผลทางกฎหมายที่ถูกวิเคราะห์ก่อนดำเนินการโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว โดยอ้างอำนาจนี้ร่วมกับคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดที่เคยเอื้ออำนาจประธานาธิบดีในการใช้กำลังกว้างขวาง โดยเฉพาะในคำตัดสินเรื่องสิทธิคุ้มกันของประธานาธิบดีเมื่อปี 2024
นอกจากนี้ มาตรา 2 ยังถูกนำมาอ้างเป็นหนึ่งในเหตุผลทางกฎหมายเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในการจับกุมตัวผู้นำเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโร เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เคยออกคำแนะนำทางกฎหมายเป็นความลับ ระบุว่า ประธานาธิบดีไม่ได้ถูกจำกัดด้วยกฎหมายภายในประเทศ เมื่อดำเนินการภารกิจบังคับใช้กฎหมายในต่างประเทศ
ประเด็นเรื่อง “อำนาจใช้กำลังทหารโดยไม่ขอความเห็นชอบจากรัฐสภา” ยังคงเป็นหัวข้อถกเถียงร้อนแรงในสหรัฐฯ โดยนักกฎหมายบางส่วนมองว่า การตีความมาตรา 2 ในเชิงขยายอำนาจของประธานาธิบดี อาจลดบทบาทของรัฐสภาในการควบคุมการทำสงคราม และเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการใช้กำลังทหารในต่างแดนที่อาจไม่มีข้อจำกัดชัดเจน
https://edition.cnn.com/2026/02/28/politics/legal-experts-iran-strikes-congress-war-powers