
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาประกาศเตือนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (22 มีนาคม) ว่า สงครามในตะวันออกกลางได้มาถึง "ระยะที่อันตรายอย่างยิ่ง" ภายหลังจากเกิดการโจมตีบริเวณรอบพื้นที่ตั้งทางนิวเคลียร์ในประเทศอิหร่านและอิสราเอล พร้อมกันนี้ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุด
โมนา เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก กล่าวผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า สงครามในตะวันออกกลางได้มาถึงระยะที่อันตรายอย่างยิ่ง จากเหตุการณ์โจมตีเมืองนาแตนซ์ ในอิหร่าน และดีโมนา ในอิสราเอล การโจมตีที่มีเป้าหมายไปยังพื้นที่ตั้งทางนิวเคลียร์ ได้สร้างภัยคุกคามที่ทวีความรุนแรงขึ้นต่อสาธารณสุขและความปลอดภัยทางสิ่งแวดล้อม
เมื่อช่วงดึกของวันเสาร์ที่ผ่านมา ขีปนาวุธของอิหร่านได้พุ่งเข้าโจมตีอาคารที่พักอาศัยจนพังทลาย ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายสิบรายในเมืองดีโมนา ทางตอนใต้ของประเทศอิสราเอล โดยเมืองดีโมนาเป็นที่ตั้งของคลังแสงนิวเคลียร์เพียงแห่งเดียวในตะวันออกกลาง แม้ว่าอิสราเอลจะไม่เคยยอมรับว่าครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยยืนกรานมาตลอดว่า สถานที่ดังกล่าวมีไว้เพื่อการวิจัยเท่านั้น
ทางด้านอิหร่านระบุว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการตอบโต้เหตุการณ์ก่อนหน้า เนื่องจากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีที่ตั้งทางนิวเคลียร์ ณ เมืองนาแตนซ์ ซึ่งสถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของเครื่องเหวี่ยงแยกมวลใต้ดิน ใช้ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม สำหรับโครงการนิวเคลียร์ที่เป็นประเด็นขัดแย้งของอิหร่าน และเคยได้รับความเสียหายมาแล้วในช่วงสงครามเดือนมิถุนายน ปี 2025
เขากล่าวย้ำว่า "ผมขอเรียกร้องอย่างเร่งด่วนให้ทุกฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจทางการทหารอย่างสูงสุด และหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจเป็นชนวนให้เกิดอุบัติการณ์ทางนิวเคลียร์ ผู้นำทั้งหลายต้องให้ความสำคัญกับการลดความตึงเครียดและปกป้องพลเรือนเป็นอันดับแรก"
สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อกองทัพอิสราเอลยอมรับว่า ไม่สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธที่พุ่งเป้าโจมตีเมืองดีโมนาและเมืองอาราดได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่อาวุธของอิหร่านสามารถเจาะทะลุระบบป้องกันภัยทางอากาศในพื้นที่ยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ที่ได้รับการคุ้มกันหนาแน่นที่สุด การโจมตีโดยตรงที่เมืองอาราดส่งผลให้อาคารที่พักอาศัยอย่างน้อย 10 แห่งเสียหายหนักและเสี่ยงต่อการพังถล่ม โดยมีผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีอย่างน้อย 64 ราย
ในขณะเดียวกัน ความผิดพลาดจากข้อมูลข่าวกรองที่ล้าสมัยของฝ่ายสหรัฐฯ ได้นำไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เมื่อการโจมตีทางอากาศพลาดเป้าไปถูกโรงเรียนสตรีแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับฐานทัพทหารของอิหร่าน ทางการอิหร่านระบุว่า เหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีเด็กนักเรียนหญิงเสียชีวิตมากกว่า 150 ราย ซึ่งถือเป็นความสูญเสียทางพลเรือนที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น
แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะพยายามปฏิเสธและชี้นิ้วกล่าวโทษว่า เป็นฝีมือของฝ่ายอิหร่านเอง แต่จากการวิเคราะห์หลักฐานโดยสำนักข่าว CNN บ่งชี้ว่า สิ่งที่ทำลายโรงเรียนคือขีปนาวุธทอมาฮอว์ก ที่ผลิตโดยสหรัฐฯ ตอกย้ำถึงข้อกังขาจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางส่วนที่มองว่า ข้อมูลข่าวกรองที่นำมาใช้ในสงครามครั้งนี้ขาดความชัดเจนและอาจนำไปสู่ความผิดพลาดที่เป็นหายนะ
ท่ามกลางความกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) กำลังเร่งตรวจสอบความเสียหายในพื้นที่เป้าหมายอย่างใกล้ชิด นายเทดรอสระบุว่า ในขณะนี้ยังไม่มีรายงานสัญญาณของระดับรังสีที่ผิดปกติหรือเพิ่มสูงขึ้นภายนอกพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าและศูนย์วิจัย
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงมีความสุ่มเสี่ยงเนื่องจากยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านจำนวนมหาศาลกว่า 970 ปอนด์ ยังคงถูกฝังอยู่ภายใต้ซากปรักหักพังของโรงงานที่เมืองอิสฟาฮาน ซึ่งหากมีการโจมตีซ้ำเติมอาจนำไปสู่หายนะทางสิ่งแวดล้อมที่ประเมินค่าไม่ได้
นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ องค์การอนามัยโลกได้เริ่มดำเนินมาตรการป้องกันเชิงรุกอย่างเร่งด่วน โดยมีการจัดฝึกอบรมให้แก่บุคลากรของตนเองและเจ้าหน้าที่สหประชาชาติใน 13 ประเทศทั่วภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมทักษะในการตอบโต้ภัยคุกคามด้านสาธารณสุข หากเกิดอุบัติการณ์ทางนิวเคลียร์ขึ้นจริงในอนาคต การเตรียมการนี้ครอบคลุมถึงการรับมือกับผลกระทบจากรังสีที่อาจแพร่กระจายข้ามพรมแดน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชีวิตของพลเรือนในวงกว้าง
มาตรการรับมือระดับสากลเน้นไปที่การประสานงานผ่านเครือข่าย IACRNE (คณะกรรมการระหว่างหน่วยงานด้านอุบัติเหตุทางรังสีและนิวเคลียร์) ซึ่งมี IAEA เป็นแกนกลางในการตรวจวัดระดับรังสีตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งกำกับดูแลการใช้เวชภัณฑ์เฉพาะทางอย่าง โพแทสเซียมไอโอไดด์ (KI) เพื่อป้องกันมะเร็งต่อมไทรอยด์ในกลุ่มเสี่ยง และการสำรองสารขับรังสีออกจากร่างกาย สำหรับผู้ที่สัมผัสฝุ่นรังสีจากการโจมตีหรืออุบัติเหตุทางนิวเคลียร์
นอกจากนี้ WHO ยังให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมกระบวนการคัดแยกผู้ป่วยปนเปื้อนรังสี และการชำระล้างสารรังสีที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้สถานพยาบาลกลายเป็นพื้นที่ปนเปื้อนซ้ำซ้อน ควบคู่ไปกับการวางแนวทางปฏิบัติพื้นฐานสำหรับพลเรือนที่เรียกว่า "Get Inside, Stay Inside, Stay Tuned" หรือการหลบเข้าอาคารที่มิดชิด ปิดประตูหน้าต่าง และเฝ้าฟังการแจ้งเตือน เพื่อลดการสัมผัสอนุภาครังสีที่อาจพัดพามาตามกระแสลม