
ชนวนเหตุความตึงเครียดพุ่งสู่จุดเดือดสูงสุด เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศคำขาดผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันที่ 21 มีนาคม เวลา 23:44 น. GMT โดยระบุชัดเจนว่า สหรัฐฯ พร้อมจะปฏิบัติการ "ล้างบาง" โรงไฟฟ้าทุกแห่งของอิหร่าน หากรัฐบาลเตหะรานไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้ทำการเดินเรือได้อย่างอิสระและไม่มีเงื่อนไข
คำขู่นี้มีกรอบเวลาที่กระชั้นชิดอย่างยิ่ง โดยอิหร่านมีเวลาจนถึงเวลา 23:44 น. ของวันที่ 23 มีนาคม ตามเวลาสหรัฐฯ หรือตรงกับเวลา 03:14 น. ของวันที่ 24 มีนาคม ตามเวลาในกรุงเตหะราน ซึ่งหมายความว่า ในขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียงประมาณ 24 ชั่วโมงเท่านั้น ก่อนที่ปฏิบัติการทางทหารระดับรุนแรงจะเริ่มต้นขึ้น
ในฝั่งของพันธมิตรตะวันตก เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ได้ต่อสายตรงพูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงเย็นที่ผ่านมา เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตในตะวันออกกลาง โดยโฆษกประจำทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษเปิดเผยว่า ผู้นำทั้งสองเน้นย้ำถึง "ความจำเป็นเร่งด่วน" ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพื่อให้การเดินเรือขนส่งสินค้าทั่วโลกกลับมาดำเนินการได้
ทั้งสองผู้นำเห็นพ้องตรงกันว่า ช่องแคบแห่งนี้คือ "หัวใจหลัก" ของเสถียรภาพในตลาดพลังงานโลก เนื่องจากผลกระทบจากการปิดช่องแคบตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งทะยานทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 70% ภายในปีเดียว และเพิ่มขึ้นเกือบ 50% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
ทางด้านกองบัญชาการกองทัพอิหร่านมิได้เพิกเฉยต่อคำขู่ แต่กลับยกระดับการตอบโต้อย่างแข็งกร้าว โดยประกาศว่า ตนพร้อมจะปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างไม่มีกำหนด และจะไม่มีการเปิดเส้นทางน้ำนี้จนกว่าโรงไฟฟ้าที่ถูกทำลายจะได้รับการก่อสร้างใหม่จนเสร็จสมบูรณ์
นอกจากนี้ อิหร่านยังขยายวงการข่มขู่ไปยังพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาค โดยระบุว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการสื่อสารทั้งหมดของอิสราเอล รวมถึงบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นชาวอเมริกันในตะวันออกกลาง จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีทันที และเตือนว่าประเทศเพื่อนบ้านใดก็ตามที่ให้ที่ตั้งฐานทัพแก่สหรัฐฯ โรงไฟฟ้าในประเทศเหล่านั้นจะถือเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรม"ของกองทัพอิหร่านเช่นกัน
สอดคล้องกับคำเตือนของนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ที่ระบุว่าโครงสร้างพื้นฐานในตะวันออกกลางอาจถูก "ทำลายล้างจนไม่อาจกู้คืนได้"
ในขณะที่โลกจดจ่ออยู่กับช่องแคบฮอร์มุซ การสู้รบในพื้นที่อื่นก็ทวีความรุนแรงไม่แพ้กัน ในเลบานอน กองกำลังอิสราเอลได้ระเบิดสะพานคาซิมิยา ทางตอนใต้ ซึ่งประธานาธิบดี โจเซฟ อาอูน แห่งเลบานอน ระบุว่า เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเตรียมรุกรานภาคพื้นดิน
ในอิรัก เกิดการโจมตีทางอากาศถล่มกองบัญชาการกลุ่ม Popular Mobilisation Forces ที่ฝักใฝ่อิหร่านในกรุงแบกแดด เพื่อตอบโต้การโจมตีนักการทูตและศูนย์โลจิสติกส์ของสหรัฐฯ ณ สนามบินหลัก
ด้านนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ประกาศกร้าวจะทำลายอิหร่านให้สิ้นซาก หลังเกิดการโจมตีด้วยขีปนาวุธในเมืองอารัดและดีโมนา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 180 คน แม้ว่ากองทัพอิสราเอลจะสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธส่วนใหญ่ไว้ได้ก็ตาม
ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งมีความกว้างเพียง 33 กิโลเมตร ณ จุดที่แคบที่สุด คือเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ โดยปกติจะมีเรือล่องผ่านกว่า 3,000 ลำต่อเดือน แต่ปัจจุบัน ตัวเลขลดลงอย่างน่าตกใจเนื่องจากภัยคุกคามจากการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน
ข้อมูลจากสำนักข่าว AFP ระบุว่า นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น มีเรืออย่างน้อย 21 ลำที่ตกเป็นเป้าหมายหรือถูกโจมตี หากช่องแคบแห่งนี้ยังถูกปิดกั้นต่อไป พลังงานโลกกว่า 20% ทั้งน้ำมันและก๊าซ LNG จากอิรัก คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และยูเออี จะไม่สามารถออกสู่ตลาดโลกได้ ซึ่งจะนำไปสู่หายนะทางเศรษฐกิจที่ไม่อาจประเมินค่าได้