Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
รู้จัก 8 คอขวดการค้าทั่วโลกนอกจากฮอร์มุซ สำคัญอย่างไร?หากปิดกระทบอะไร?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

รู้จัก 8 คอขวดการค้าทั่วโลกนอกจากฮอร์มุซ สำคัญอย่างไร?หากปิดกระทบอะไร?

22 มี.ค. 69
14:24 น.
แชร์

การที่อิหร่านระงับการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซในปี 2569 กลายเป็นภาพสะท้อนอย่างชัดเจนถึงความเปราะบางของ “คอขวดทางทะเล” (Maritime Chokepoints) ต่อระบบการค้าระหว่างประเทศและเศรษฐกิจโลก 

ผลกระทบเกิดขึ้นในวงกว้าง เมื่อการขนส่งพลังงานหลักของโลก ทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 20% ต้องถูกเบี่ยงเส้นทางหรือหยุดชะงัก ขณะเดียวกัน การส่งออกสินค้าสำคัญอย่างปิโตรเคมี ปุ๋ย ฮีเลียม และอะลูมิเนียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ส่งผลให้แรงสั่นสะเทือนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคพลังงาน แต่ขยายวงไปถึงห่วงโซ่อุปทานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกในทันที

สถานการณ์ดังกล่าวตอกย้ำว่า ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เพียงเส้นทางเดินเรือทั่วไป แต่เป็นคอขวดเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลกอย่างยิ่ง เมื่อเกิดการปิดกั้นหรือถูกรบกวน ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ในระดับโลก และที่สำคัญ ยังมีคอขวดลักษณะเดียวกันอีกหลายจุดทั่วโลก ซึ่งมีความสำคัญต่อการลำเลียงพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันและ LNG และเชื่อมโยงโดยตรงกับประเทศผู้ส่งออกพลังงานหลักในตะวันออกกลาง

ในบทความนี้ SPOTLIGHT ชวนสำรวจคอขวดทางทะเลสำคัญอื่นๆ นอกเหนือจากช่องแคบฮอร์มุซ ที่มีบทบาทต่อการขนส่งสินค้าโลก ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในอนาคต พร้อมประเมินว่าหากเส้นทางเหล่านี้ถูกปิดหรือถูกรบกวน จะส่งผลกระทบต่อสินค้าและห่วงโซ่อุปทานในระดับใด

‘ช่องแคบมะละกา’ คอขวดน้ำมัน 23 ล้านบาร์เรล/วัน เส้นเลือดใหญ่การค้าโลก 40% 

นอกจากช่องแคบฮอร์มุซ อีกหนึ่งช่องแคบที่สำคัญต่อการขนส่งพลังงานมากที่สุดของโลกคือ ช่องแคบมะละกา (Strait of Malacca) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ และถือเป็นเส้นทางเดินเรือที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลก 

ช่องแคบมะละกามีความกว้างเพียง 2.8 กิโลเมตร ณ จุดแคบที่สุด แต่กลับรองรับการค้าทั้งหมดราว 40% ของโลก และการค้าทางทะเลราว 24% ของโลก ขณะที่ในมิติพลังงาน ช่องแคบแห่งนี้รองรับการขนส่งน้ำมันดิบทางเรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 45% ของโลก และมีปริมาณน้ำมันไหลผ่านประมาณ 23 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้เป็นคอขวดการขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก แซงหน้าช่องแคบฮอร์มุซ

บทบาทของช่องแคบมะละกายิ่งทวีความสำคัญในบริบทเอเชียตะวันออก โดยเป็นเส้นทางหลักที่จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ใช้ในการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะจีนซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านเส้นทางนี้เกือบ 80% จนเกิดคำเรียกว่า “Malacca dilemma” สะท้อนความกังวลเชิงยุทธศาสตร์ของปักกิ่งต่อความเปราะบางของเส้นทางขนส่งพลังงาน

นอกจากความสำคัญด้านพลังงาน ช่องแคบมะละกายังเป็นที่ตั้งของสิงคโปร์ ซึ่งมีท่าเรือคอนเทนเนอร์ที่คึกคักเป็นอันดับสองของโลก ยิ่งตอกย้ำบทบาทของพื้นที่นี้ในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับโลก 

อย่างไรก็ตาม ความหนาแน่นของการเดินเรือก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ทั้งปัญหาโจรสลัดที่ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยมีรายงานมากกว่า 130 ครั้งในปี 2568 ไปจนถึงความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ หากความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจอย่างจีน สหรัฐฯ หรืออินเดียทวีความรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรืออย่างมีนัยสำคัญ

ในอีกด้านหนึ่ง ช่องแคบมะละกายังเผชิญความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น สึนามิและภูเขาไฟ ดังเช่นเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 ที่สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานบริเวณทางเข้า ซึ่งยิ่งตอกย้ำถึงความเปราะบางของหนึ่งในคอขวดทางทะเลที่สำคัญที่สุดของโลกแห่งนี้

‘ช่องแคบบับ อัล-มานเดบ’ คอขวด 12% การค้าโลกบนเส้นทางเอเชีย-ยุโรป

ช่องแคบบับ อัล-มานเดบ (Bab al-Mandeb) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเยเมนบนคาบสมุทรอาหรับกับจิบูตีและเอริเทรียในภูมิภาคฮอร์นออฟแอฟริกา เป็นหนึ่งในคอขวดทางทะเลที่มีความสำคัญสูงสุดของโลก โดยมีความกว้างราว 30-32 กิโลเมตร ณ จุดแคบที่สุด และทำหน้าที่เชื่อมทะเลแดงเข้ากับอ่าวเอเดนและมหาสมุทรอินเดีย

ชื่อของช่องแคบแห่งนี้มีความหมายว่า “ประตูแห่งน้ำตา” (Gate of Tears) สะท้อนถึงประวัติศาสตร์การเดินเรือที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและอันตราย ขณะที่ในเชิงยุทธศาสตร์ ช่องแคบแห่งนี้ถือเป็นเส้นเลือดหลักของการค้าระหว่างยุโรป เอเชีย และแอฟริกา โดยเชื่อมต่อโดยตรงกับคลองสุเอซ และมีสัดส่วนสินค้าทางทะเลราว 10-12% ของโลกที่ไหลผ่านในแต่ละวัน

ปัจจุบัน ช่องแคบนี้รองรับการขนส่งน้ำมันประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเป็นเส้นทางหลักของเรือบรรทุกน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และสินค้าการผลิตจากเอเชียและอ่าวเปอร์เซียที่มุ่งหน้าสู่ยุโรปและตลาดโลก ทำให้มันถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “chokepoint” ด้านพลังงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานโลก

อย่างไรก็ตาม ความสำคัญดังกล่าวมาพร้อมกับความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่มั่นคงในเยเมนและภูมิภาคฮอร์นออฟแอฟริกาทำให้เส้นทางนี้กลายเป็นจุดเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางทะเลมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงหลังที่กลุ่มฮูตีในเยเมนได้เปิดฉากโจมตีเรือที่มีความเชื่อมโยงกับอิสราเอล ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการขนส่งพลังงานและสินค้าทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อเส้นทางนี้ถูกรบกวน เรือสินค้าจำนวนมากจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮปทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ซึ่งเพิ่มทั้งระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งอย่างมีนัยสำคัญ และตอกย้ำบทบาทของบับ อัล-มานเดบในฐานะ “จุดคอขวด” ที่สามารถสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกได้ในทันทีหากเกิดวิกฤติขึ้น

‘คลองสุเอซ’ คอขวดแคบ แต่คุมชีพจรการค้าโลก 10%

คลองสุเอซ (Suez Canal) เป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่เชื่อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดง โดยพาดผ่านและแบ่งคาบสมุทรไซนายออกจากแผ่นดินใหญ่อียิปต์ นับตั้งแต่เปิดใช้งานในปี 2412 คลองแห่งนี้ได้กลายเป็นทางลัดสำคัญของการค้าโลก ช่วยย่นระยะทางระหว่างเอเชียกับยุโรปลงได้ราว 8,900 กิโลเมตร หรือประมาณ 5,500 ไมล์ ทำให้ไม่ต้องอ้อมแอฟริกา และลดเวลาเดินเรือได้อย่างน้อย 10 วัน

แม้คลองสุเอซจะมีความกว้างในช่วงแคบสุดเพียงราว 225 เมตร จนเป็น “คอขวด” โดยธรรมชาติ แต่เส้นทางแห่งนี้กลับมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการค้าโลก โดยรองรับการขนส่งทางทะเลประมาณ 10% ของทั้งระบบ ครอบคลุม 22% ของตู้คอนเทนเนอร์ 20% ของการขนส่งรถยนต์ และราว 10% ของน้ำมันดิบ หรือคิดเป็นปริมาณน้ำมันเฉลี่ยประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ในด้านความเสี่ยง แม้คลองจะอยู่ภายใต้การควบคุมของอียิปต์และไม่ได้เป็นเป้าหมายทางทหารโดยตรง แต่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะจากอุบัติเหตุที่สามารถกระทบการขนส่งทั้งระบบได้ในทันที ดังเช่นเหตุการณ์ปี 2564 เมื่อเรือคอนเทนเนอร์ของ Evergreen Marine เกยตื้นขวางคลอง ส่งผลให้การเดินเรือต้องหยุดชะงักนาน 6 วัน และสร้างความเสียหายต่อการค้าทั่วโลกมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม จุดเปราะบางที่แท้จริงของคลองสุเอซกลับอยู่ “นอกคลอง” นั่นคือบริเวณช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ซึ่งเป็นประตูทางตอนใต้ของทะเลแดง ความไม่สงบในเยเมนและการโจมตีเรือพาณิชย์โดยกลุ่มฮูตีในช่วงปี 2566-2568 ทำให้สายเดินเรือจำนวนมากต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ส่งผลให้จำนวนเรือที่ผ่านคลองสุเอซลดลงอย่างชัดเจน จากกว่า 26,000 ลำในปี 2566 เหลือเพียงราว 13,000 ลำในปี 2567

สถานการณ์ล่าสุดยังคงตึงเครียด เมื่อผู้นำกลุ่มฮูตีขู่ว่าจะกลับมาโจมตีเรือพาณิชย์อีกครั้ง เพื่อตอบโต้ความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงของคลองสุเอซในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปัจจัยด้านภูมิศาสตร์หรือโครงสร้างพื้นฐาน แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

‘คลองปานามา’ คอขวดการค้า 2.5% ที่คุมเกมการค้า-พลังงานโลก

คลองปานามา (Panama Canal) ซึ่งตัดผ่านประเทศปานามาเพื่อเชื่อมทะเลแคริบเบียนเข้ากับมหาสมุทรแปซิฟิก ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของโลก แม้จะรองรับการค้าทางทะเลเพียงราว 2.5% ของทั้งหมด แต่กลับมีบทบาทโดดเด่นในสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง เช่น ตู้คอนเทนเนอร์ รถยนต์ และธัญพืช โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่พึ่งพาเส้นทางนี้ในการขนส่งตู้สินค้าประมาณ 40% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 270,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

คลองแห่งนี้เปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 2457 และมีจุดเด่นอยู่ที่ระบบ “ล็อก” (lock system) ซึ่งใช้ยกระดับและลดระดับเรือระหว่างมหาสมุทรทั้งสองฝั่ง ทำให้สามารถลัดผ่านแผ่นดินได้โดยไม่ต้องอ้อมทวีปอเมริกาใต้ แม้บริเวณที่แคบที่สุดจะมีความกว้างเพียงประมาณ 222 เมตร แต่ก็ยังรองรับการขนส่งพลังงานในระดับที่มีนัยสำคัญ

ในเชิงพลังงาน คลองปานามารองรับการไหลผ่านของน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมราว 2-3 ล้านบาร์เรลต่อวัน อีกทั้งยังเป็นเส้นทางหลักสำหรับการส่งออกก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) จากสหรัฐไปยังเอเชียมากกว่า 95% สะท้อนบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของโลก

อย่างไรก็ตาม ความเปราะบางของคลองแห่งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงข้อจำกัดทางกายภาพ หากยังเผชิญแรงกดดันจากทั้งสภาพภูมิอากาศและภูมิรัฐศาสตร์ โดยในช่วงปี 2566-2567 ภัยแล้งรุนแรงทำให้ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จนทางการต้องจำกัดจำนวนและขนาดเรือที่สามารถผ่านคลองได้

ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางการเมืองก็เริ่มปรากฏชัดในต้นปี 2568 เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแสดงท่าทีขู่เข้าควบคุมคลอง โดยอ้างความกังวลต่อบทบาทของบริษัท Hutchison จากฮ่องกงในการบริหารท่าเรือบางแห่ง ยิ่งตอกย้ำว่า “คลองปานามา” ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางลัดของการค้าโลก หากแต่เป็นจุดตัดของความเสี่ยงด้านพลังงาน การค้า และอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลกอย่างแท้จริง

‘ช่องแคบตุรกี’ คอขวดพลังงาน-ธัญพืชโลก 3% ที่โลกเลี่ยงไม่ได้

ช่องแคบตุรกี (Turkish Straits) เป็นเส้นทางเดินเรือเพียงช่องทางเดียวที่เชื่อมทะเลดำเข้ากับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยพาดผ่านนครอิสตันบูลและอยู่คนละฝั่งของทะเลมาร์มารา ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญที่เปิดทางให้ประเทศในยุโรปตะวันออกสามารถเข้าถึงตลาดโลกได้

เส้นทางนี้รองรับการค้าทางทะเลราว 3% ของโลก และมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งต่อการขนส่งพลังงาน โดยมีน้ำมันไหลผ่านประมาณ 3-4 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมถึงก๊าซธรรมชาติจากภูมิภาคทะเลดำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก ขณะเดียวกันยังเป็นเส้นทางหลักของการส่งออกข้าวสาลีราว 20% จากยูเครน รัสเซีย และโรมาเนีย

ในเชิงกายภาพ ช่องแคบนี้มีลักษณะเป็นคอขวด โดยเฉพาะบริเวณบอสฟอรัสที่มีความกว้างเพียงราว 700 เมตรในจุดที่แคบที่สุด และพาดผ่านเขตเมืองหนาแน่นอย่างอิสตันบูล ทำให้การเดินเรือต้องอาศัยความแม่นยำสูง และมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุอยู่เป็นระยะ

ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ช่องแคบตุรกีอยู่ภายใต้อนุสัญญามงเทรอซ์ ซึ่งให้อำนาจตุรกีในการควบคุมการผ่านของเรือ โดยเฉพาะเรือรบ และนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2565 ตุรกีได้ใช้กลไกดังกล่าวเพื่อจำกัดการเคลื่อนย้ายกำลังทางทะเลในภูมิภาค

ท่ามกลางความตึงเครียดในทะเลดำที่ยังดำเนินอยู่ ช่องแคบแห่งนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในคอขวดที่มีความเปราะบางสูง หากเกิดการหยุดชะงัก ไม่เพียงกระทบตลาดธัญพืชโลก แต่ยังอาจสะเทือนเสถียรภาพด้านพลังงานของหลายประเทศ ขณะเดียวกัน พื้นที่โดยรอบยังเผชิญความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวในระดับสูง ซึ่งยิ่งเพิ่มความเปราะบางให้กับเส้นทางยุทธศาสตร์แห่งนี้

‘ช่องแคบยิบรอลตาร์’ ประตูตะวันตกคุมเส้นเลือดใหญ่แอตแลนติก-เมดิเตอร์เรเนียน

ช่องแคบยิบรอลตาร์ (Strait of Gibraltar) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างตอนใต้ของสเปนและชายฝั่งตอนเหนือของโมร็อกโก ทำหน้าที่เป็นเส้นทางเชื่อมต่อเพียงแห่งเดียวระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีความกว้างแคบที่สุดราว 13-14 กิโลเมตร หรือประมาณ 7-9 ไมล์ทะเล และมีความยาวตลอดแนวประมาณ 60 กิโลเมตร

เส้นทางแห่งนี้ถือเป็น “ประตูตะวันตก” ของการเดินเรือที่มุ่งหน้าสู่คลองสุเอซ ทำให้มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ต่อการค้าและพลังงานโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีเรือแล่นผ่านราว 300 ลำต่อวัน และมีปริมาณน้ำมันไหลผ่านเฉลี่ยประมาณ 5-6 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ในเชิงกายภาพ ช่องแคบยิบรอลตาร์มีความลึกตั้งแต่ประมาณ 300 เมตร ไปจนถึงมากกว่า 900 เมตร โดยมีลักษณะท้องทะเลลึกและซับซ้อน ประกอบกับการเป็นพื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยา ส่งผลให้การเดินเรือต้องอาศัยความแม่นยำสูง ขณะเดียวกัน กระแสน้ำที่ไหลเวียนระหว่างแอตแลนติกและเมดิเตอร์เรเนียนยังเอื้อต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งวาฬ โลมา และยังเป็นเส้นทางอพยพสำคัญของนกจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดระยะยาวในการพัฒนาโครงการอุโมงค์รถไฟใต้ช่องแคบ เพื่อเชื่อมโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงระหว่างสเปนและโมร็อกโก ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะยิ่งตอกย้ำบทบาทของช่องแคบยิบรอลตาร์ในฐานะจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างยุโรปและแอฟริกาในอนาคต

‘ช่องแคบไต้หวัน’ คอขวดการค้าโลกใต้เงาความตึงเครียดจีน-ไต้หวัน

ช่องแคบไต้หวัน (Taiwan Strait) เป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่กั้นระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับเกาะไต้หวัน โดยอยู่ระหว่างมณฑลฝูเจี้ยนกับไต้หวัน และทำหน้าที่เชื่อมทะเลจีนใต้ทางตะวันตกเฉียงใต้เข้ากับทะเลจีนตะวันออกทางตะวันออกเฉียงเหนือ 

เส้นทางน้ำแห่งนี้มีความกว้างราว 160 กิโลเมตร (ประมาณ 100 ไมล์) ในจุดที่แคบที่สุด และมีความลึกเฉลี่ยประมาณ 70 เมตร พร้อมทั้งเป็นที่ตั้งของหมู่เกาะสำคัญอย่างเผิงหู (Pescadores) รวมถึงท่าเรือหลักอย่างเซี่ยเหมินของจีนและเกาสงของไต้หวัน

ในด้านเศรษฐกิจ เส้นทางนี้รองรับมูลค่าการค้าทางทะเลมากกว่า 20% ของโลกต่อปี นับเป็นหนึ่งใน “คอขวดทางทะเล” ที่มีความสำคัญสูงสุดของระบบเศรษฐกิจโลก โดยเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสินค้าและพลังงานระหว่างจีน ญี่ปุ่น ยุโรป และตะวันออกกลาง อีกทั้งยังมีเรือคอนเทนเนอร์เกือบครึ่งหนึ่งของกองเรือโลก และห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงจำนวนมากต้องอาศัยเส้นทางนี้ในการขนส่ง

ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ช่องแคบไต้หวันถือเป็นพื้นที่ที่มีการทหารเข้มข้นและเป็นจุดปะทะเชิงยุทธศาสตร์มาอย่างยาวนาน หรือที่รู้จักในอดีตว่า “ช่องแคบฟอร์โมซา” เส้นแบ่งนี้แยกระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) กับสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) และเคยเป็นเวทีของการเผชิญหน้าทางทหารหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ 1950 

ปัจจุบัน ความตึงเครียดยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่จีนยืนยันอธิปไตยเหนือไต้หวันและมองช่องแคบนี้เป็นส่วนหนึ่งของน่านน้ำตน ขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างเพิ่มระดับการซ้อมรบและปฏิบัติการทางทะเลอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งตอกย้ำความเปราะบางของเส้นทางการค้าสำคัญแห่งนี้ต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

‘ช่องแคบเดนมาร์ก’ คอขวดพลังงานยุโรปเหนือ ทางผ่านน้ำมัน 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ช่องแคบเดนมาร์ก (Danish Straits) ซึ่งคั่นระหว่างเดนมาร์กกับสวีเดน และทำหน้าที่เชื่อมทะเลบอลติกเข้ากับทะเลเหนือ ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์สำคัญของยุโรปเหนือ โดยในจุดที่แคบที่สุดมีความกว้างเพียงราว 3.7 กิโลเมตร หรือประมาณ 2 ไมล์ทะเลเท่านั้น

ในเชิงยุทธศาสตร์ ช่องแคบแห่งนี้มีบทบาททั้งด้านการทหารและพาณิชยกรรม โดยเป็นจุดควบคุมการเข้าออกของเรือจากทะเลบอลติกสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้มีความสำคัญต่อการเฝ้าระวัง การป้องปรามภัยคุกคาม และการรักษาเสรีภาพในการเดินเรือ ปัจจุบันนาโตและเดนมาร์กได้ติดตั้งเทคโนโลยีตรวจการณ์ขั้นสูงและมาตรการด้านความมั่นคงเพื่อรักษาความปลอดภัยของเส้นทางนี้ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของยุโรป

ในมิติพลังงาน ช่องแคบเดนมาร์กเป็นทางออกหลักของน้ำมันจากท่าเรือในทะเลบอลติกของรัสเซียสู่ตลาดโลก โดยในช่วงก่อนหน้าเคยมีน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมไหลผ่านมากกว่า 3.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือบางแหล่งระบุว่ามากถึง 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีบทบาทต่อเนื่องในระดับสูง โดยเฉพาะท่าเรือสำคัญอย่าง Primorsk และ Ust-Luga ใกล้เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่กลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกพลังงานของรัสเซีย

ความสำคัญของช่องแคบนี้ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังสงครามยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก โดยเส้นทางดังกล่าวกลายเป็นทางผ่านหลักของ “กองเรือเงา” (shadow fleet) ของรัสเซีย ซึ่งเป็นเครือข่ายเรือบรรทุกน้ำมันที่หลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรเพื่อคงการส่งออกพลังงานไว้

ระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคม ปี 2567 จำนวนเรือในกลุ่มนี้ที่ผ่านช่องแคบเพิ่มขึ้นถึง 277% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2565 และในช่วงต้นปี 2566 ถึงกลางปี 2567 มีการขนส่งน้ำมันมูลค่ารวมราว 103,000 ล้านยูโรผ่านเครือข่ายดังกล่าว

ข้อมูลในช่วงสั้น ๆ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม ถึง 8 พฤศจิกายน 2566 พบว่ามีเรือมากกว่า 200 ลำแล่นผ่านช่องแคบนี้ หรือเฉลี่ยเกือบ 3 ลำต่อวัน สะท้อนถึงความหนาแน่นของการสัญจรและบทบาทสำคัญในการประคองการส่งออกพลังงานของรัสเซียภายใต้แรงกดดันจากนานาชาติ

ด้วยเหตุนี้ ช่องแคบเดนมาร์กจึงไม่ใช่เพียงเส้นทางการค้า แต่ยังเป็น “สมรภูมิทางเศรษฐกิจ” ที่สะท้อนการแข่งขันระหว่างมาตรการกดดันของโลกตะวันตกกับความพยายามหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของรัสเซียในระบบพลังงานโลก

อ้างอิง: Al Jazeera, The Conversation, ICSE, Britannica 1, The Atlas Bookshelf , FIRMM, Britannica 2

แชร์
รู้จัก 8 คอขวดการค้าทั่วโลกนอกจากฮอร์มุซ สำคัญอย่างไร?หากปิดกระทบอะไร?