
ขบวนการค้ามนุษย์อาจดูเป็นคำไกลตัว เป็นอาชญากรรมรุนแรงที่ดูห่างไกล และเราอาจคิดว่าคงไม่เคยประสบพบเจอ แต่ความจริงแล้วความไกลห่างนั้นก็เป็นภาพลวงตา เพราะการค้ามนุษย์อยู่ใกล้เราเพียงแค่ข้างรั้วบ้าน
วันนี้ Spotlight World ชวนแชร์เรื่องราวจาก ‘ผู้รอดพ้น’ จากขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติทั้ง 4 คน ที่ได้รับการสนับสนุนจาก International Justice Mission (IJM) หรือ มูลนิธิไอเจเอ็ม ที่จะช่วยเพิ่มการมองเห็นและความเข้าใจแก่เราว่า ขบวนการค้ามนุษย์นั้นเป็นเรื่องใกล้ตัว และผู้รอดพ้นแต่ละคนมีวิธีการในการต่อสู้ เอาตัวรอด และเยียวยาอย่างไร
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2561 ตินติน (นามสมมติ) เป็นหญิงชาวเมียนมาคนหนึ่ง อาศัยอยู่ที่บ้านเกิดกับแม่และลูกสาว หาเลี้ยงชีพด้วยการเปิดแผงขายอาหารอย่าง ส้มตำ ไก่ย่าง มีรายได้ราววันละ 300-450 บาท แน่นอนว่าไม่พอต่อการดำรงชีพ ยิ่งเมื่อมีหนี้สิน และภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น ตินตินจึงตัดสินใจเดินทางมาหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าในประเทศไทย
เพื่อนของเธอแนะนําให้รู้จักกับนายหน้าจากอีกหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งรับปากว่าจะหางานในประเทศไทยให้ พร้อมอาหารและที่พักฟรี แต่ก่อนอื่น เธอต้องจ่ายค่านายหน้า 18,000 บาท เจ้าของแผงขายส้มตำผู้มีรายได้ต่อวันน้อยนิด จึงต้องกู้เงินเพื่อมาจ่ายเงินก้อนนี้จากแหล่งกู้ที่คิดอัตราดอกเบี้ยสูง
จ่ายเงินก้อนโตแล้ว แต่วิธีการเดินทางกลับไม่ได้สะดวกสบาย ตินตินถูกพาขึ้นรถกลางดึกพร้อมคนเมียนมาจากที่ต่าง ๆ อีกกว่า 30 คน
“พวกเราเดินทางกันอย่างลับ ๆ หลบเลี่ยงเจ้าหน้าที่ เดินผ่านป่า และข้ามแม่นํ้าด้วยเรือลําเล็กอยู่หลายวัน” ตินตินเล่า
นี่คือจุดเริ่มต้นการถูกแสวงหาประโยชน์ เพราะความเปราะบางทางเศรษฐกิจ เธอจึงถูกฉุดเข้ามาในวังวนได้ง่ายมากขึ้น
เธอไม่มีวีซ่า และลักลอบข้ามพรมแดนเข้ามาโดยไม่ได้ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง การเดินทางครั้งนั้นทําให้เธอทั้งเหนื่อยล้า หิวโหย และไม่แน่ใจว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรเมื่อมาถึงจุดหมาย
เมื่อมาถึงไทย เธอถูกกักขังอยู่ในโรงงานผลิตขนมเยลลี่ร่วมกับแรงงานอีก 17 คน ถูกบังคับให้ทํางานมากกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ไปจนถึงช่วงคํ่า ไม่มีวันหยุด ไม่ได้รับค่าจ้าง แรงงานแต่ละคนต้องบรรจุเยลลี่ประมาณ 1,500–2,000 ชิ้น บางวันต้องทํางานจนถึงเที่ยงคืนหรือข้ามคืน
พวกเขาแทบไม่มีเวลาพักผ่อน เวลารับประทานอาหารที่มีเพียง 2 มื้อต่อวัน ก็มีเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น ความกระหายต้องดับด้วยน้ำประปาจากห้องน้ำ ที่นอนคือกระดาษลังที่ปูบนพื้นแข็ง ๆ อากาศบริสุทธิ์คือของฟุ่มเฟือยที่ไม่เคยได้รับ และหากมีใครคนใดคนหนึ่งป่วยขึ้นมา พวกเขาต้องอุดอู้อยู่ในห้องอากาศอับ ไร้ทางระบายนั้นโดยไม่ได้รับอาหารตลอดวัน
ผู้คุมเลวร้ายไม่ต่างจากสภาพแวดล้อม หากพวกเขาทำงานไม่เป็นไปตามที่กำหนด พวกเขาจะถูกด่าทอ ข่มขู่ ต้องจุดธูปสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรงในความเชื่อของชาวเมียนมา
“ฉันรู้สึกสิ้นหวังมาก กลัวว่าจะหนีออกไปไม่ได้หรือชีวิตฉันจะจบลงที่นั่น ประตูและรั้วของโรงงานก็ถูกล็อกตลอดไม่มีใครจากภายนอกมองเห็นว่าอะไรบ้างเกิดขึ้นข้างในนี้ และถ้ามองจากข้างนอกมันดูเหมือนบ้านธรรมดา แต่ตอนกลางคืนพวกเขาจะให้เราปิดไฟทั้งหมด มันมืดมาก ไม่มีใครคาดคิดได้ว่าพวกเรากําลังถูกทําร้ายอยู่ข้างในนี้” ตินตินกล่าว
ใครจะรู้ว่า ‘นรก’ ที่เธออยู่เป็นเพียงบ้านธรรมดาหลังหนึ่ง แต่เป็นบ้านที่มีรั้วสูง มีลวดหนาม และประตูลงกลอน และมีกล้องวงจรปิดสอดส่องตลอด 24 ชั่วโมง การติดต่อภายนอกไม่ต้องพูดถึง พวกเขาถูกยึดโทรศัพท์และบัตรประชาชนตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง
ล่วงเลยมาจนถึงปี 2564 เมื่อวันที่ 27 มกราคม ตินตินได้สัมผัสอิสรภาพอีกครั้ง เมื่อเธอและผู้รอดพ้นคนอื่น ๆ ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐไทย และมูลนิธิไอเจเอ็มประเทศไทย ตั้งแต่การเข้าช่วยเหลือจากสถานที่คุมขัง และมีส่วนในกระบวนการยุติธรรม
มูลนิธิไอเจเอ็มกล่าวว่า ในบรรดาแรงงานทั้ง 17 ชีวิต 5 คนเลือกเดินทางกลับประเทศด้วยความหวาดกลัว ส่วนอีก 13 คน IJM ดูแลต่อ และพาพวกเขาไปยังสถานคุ้มครองของรัฐ มีการจัดหาอาหาร สิ่งจำเป็น และให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย เป็นโจทก์ร่วม และเป็นตัวแทนพวกเขาขึ้นชั้นศาล
ผู้กระทําผิดทั้งสองรายถูกตั้งข้อหาในคดีบังคับใช้แรงงานและถูกตัดสินให้มีการคุมประพฤติเป็นเวลาสามปี และแต่ละคนมีค่าปรับ 756,000 บาท ปัจจุบัน มูลนิธิไอเจเอ็มได้มีการส่งเรื่องให้แก่ศาลเพื่อพิจารณาโทษฐานการค้ามนุษย์ด้วยเช่นกันด้วยเหตุนี้
ตินตินเชื่อในระบบยุติธรรมอีกครั้งและเชื่อว่า วันหนึ่ง ความยุติธรรมจะมาถึงอย่างแท้จริง เธอกลายมาเป็น ผู้นําเครือข่ายผู้รอดพ้นในพื้นที่ของไอเจเอ็มประเทศไทย (Local Survivor Network: LSN) หรือ “Light of Hope” ซึ่งจัดการอบรมให้แรงงานข้ามชาติในเรื่องสิทธิของตน ส่งเสริมพลังของการเล่าเรื่องเพื่อการรณรงค์ และพัฒนาการพูดในที่สาธารณะ
ตอนนี้ตินตินมีครอบครัวอบอุ่น มีหนังสือเดินทาง ปลดหนี้สำเร็จ และมีงานที่มั่นคง เธองอกเงยจากบาดแผล และยังแบ่งปันความรู้ที่เธอได้รับจากการอบรมผ่าน TikTok ส่วนตัว เพื่อสนับสนุนให้ผู้ที่กําลังถูกเอาเปรียบ หรือใครก็ตามที่รู้จักผู้ที่กําลังเผชิญความไม่เป็นธรรม
“ถ้าฉันเห็นหรือได้ยินว่ามีใครที่กําลังถูกทําร้าย ฉันจะบอกพวกเขาว่า มันมีกลไก มันมีทางที่พวกเขาจะได้รับความช่วยเหลือและมันมีผู้คนที่รอจะให้ความช่วยเหลือคุณอยู่” เธอกล่าว
นายจ้างชาวเมียนมาซื้อตัว ธิฮะ (นามสมมติ) เด็กชายวัย 17 ปีจากพ่อแม่ในราคา 10,000 บาท
เขาเดินทางจากบ้านเกิดในเมืองเมาะลําเลิง (Mawlamyine) ประเทศเมียนมาด้วยรถตู้สีขาวซึ่งพาธิฮะมาถึงเมืองเมียวดี (Myawaddy) ก่อนจะข้ามมาที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ตอนนี้มีผู้หญิงอีก 3 คนมาร่วมขบวนด้วย ก่อนทั้งหมด 7 คนจะเบียดเสียดเดินทางต่อมาถึงกรุงเทพฯ
ที่เมืองหลวงแสนศิวิไลซ์นี้เอง การทารุณเริ่มต้นขึ้น บ้านนายจ้างเป็นบ้านที่ดูปกติธรรมดาหลังหนึ่ง ตั้งอยู่ในเขตมีนบุรี ช่วง 10 วันแรก เขาถูกสอนให้ทำโรตี ก่อนถูกส่งไปขายโรตีตามลำพังตั้งแต่สี่โมงเย็นไปจนถึงตีสองหรือตีสาม ไม่ได้ค่าจ้าง ได้รับอาหารไม่พอกิน จํานวนโรตีที่เขาต้องขายเพิ่มขึ้นในแต่ละวันทําให้เขาต้องกลับบ้านช้าลงกว่าเดิมเรื่อย ๆ
และหลายต่อหลายครั้ง เมื่อเขาขายไม่ได้ตามเป้า หรือทําผิดพลาด สายชาร์จโทรศัพท์และท่อยาง คืออาวุธที่นายจ้างใช้เฆี่ยนตีเขาภายหลังกำแพงบ้านที่ดูปกติหลังนั้น ชีวิตดำเนินไปอย่างนั้นยาวนานถึง 6 เดือน เขาถูกบังคับขายโรตี ถูกข่มขู่ และเฆี่ยนตี ยาวนานกว่า 180 วัน ทั้งนายจ้างยังขู่เสมอว่า ถ้าหนี เขาจะถูกตํารวจจับในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย
ธิฮะทนการทารุณกรรมไม่ไหว จึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน ซึ่งเชื่อคําพูดของเขาหลังจากได้เห็นรอยฟกชํ้าและเคยเห็นเหตุการณ์ตอนนายจ้างลงมือตี ในที่สุดธิฮะได้เข้าแจ้งความต่อตํารวจ และถูกส่งตัวไปยังสถานคุ้มครองของรัฐ
หลังจากได้รับการคัดแยกว่า เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในวันที่ 13 มิถุนายน 2024 มูลนิธิไอเจเอ็มได้รับการประสานงานจากสถานคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ จ.ปทุมธานี เพื่อร่วมดูแลภายหลังการช่วยเหลือ การจัดหาล่าม และสนับสนุนการส่งตัวกลับภูมิลําเนา ทีมกฎหมายของมูลนิธิฯ และสถานคุ้มครองฯ ได้เข้าสัมภาษณ์ธิฮะเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2024 และเมื่อเขาตัดสินใจดําเนินคดีต่อศาล มูลนิธิฯ ก็ได้ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างเต็มที่ตามความต้องการของเขา
นายจ้างของธิฮะถูกจับกุมและถูกดําเนินคดีฐานค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงาน ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ มาตรา 6 และ 6/1 ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2024 ศาลตัดสินว่านายจ้างมีความผิดจริงทั้งสองข้อหาจากหลักฐานที่มัดตัว ทั้งเรื่องการจัดหาโดยการซื้อตัวธิฮะจากพ่อแม่ การพาเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย และการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับขายโรตีพร้อมทําร้ายร่างกายซํ้า ๆ ซึ่งเดิมศาลตัดสินจําคุก 8 ปี แต่เนื่องจากจําเลยให้การรับสารภาพจึงลดโทษลงเหลือจําคุก 4 ปี 3 เดือน และสั่งปรับเป็นเงินจํานวน 640,190 บาท
“ผมขอขอบคุณศาลและสถานคุ้มครองของรัฐที่ดูแลผมอย่างดี และขอบคุณไอเจเอ็มที่คอยช่วยเหลือผมตลอดการดําเนินคดี” ธิฮะกล่าวโดยรับรู้ว่าเขาไม่ต้องเผชิญหน้าการเยียวยาจากประสบการณ์อันสะเทือนใจนี้โดยลําพังและขณะนี้เขาก็ปลอดภัยรวมถึงได้รับการคุ้มครอง ขณะที่ผู้ค้ามนุษย์ถูกตัดสินและจําคุกในท้ายที่สุด
เรื่องราวของตินตินและธิฮะอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่เราคิด มีการแสวงหาผลประโยชน์จากผู้มีความเปราะบาง ไม่ว่าเชื้อชาติ เศรษฐกิจ ผู้ลี้ภัยจากความขัดแย้ง และเหตุผลอื่น ๆ อีกมาก อย่างไรก็ตาม ระบบกฎหมาย หน่วยงานรัฐบาล และภาคประชาสังคมสามารถร่วมมือกันได้ เพื่อป้องกัน ช่วยเหลือ และลดการตีตราผู้รอดพ้นจากการค้ามนุษย์ มอบแสงสว่างให้พวกเขาอีกครั้ง
“แสงสว่างจะส่องไสวที่สุดในยามมืดมิดและคดีนี้แสดงให้เห็นว่าอาชญากรรมด้านแรงงานบังคับในปัจจุบันนั้น มักซ่อนอยู่ในที่ที่ดูธรรมดาโดยไอเจเอ็มมุ่งมั่นที่จะนําคดีเหล่านี้ออกสู่แสงสว่าง เพื่อให้ผู้รอดพ้นได้รับความยุติธรรม และยุติการลอยนวลของผู้กระทําความผิดที่ทําให้การแสวงหาประโยชน์ยังคงดําเนินต่อไป” แอนดรูว์ วสุงศ์ ผู้อํานวยการมูลนิธิไอเจเอ็มประเทศไทยกล่าว