
ในสภาวะกำลังเสี่ยงขาดแคลนน้ำมันจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่จบ แถมประชาชนกำลังตื่นตระหนกกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แถมน้ำมันหน้าปั๊มหมด อาจยิ่งเพิ่มกระแสความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วหากวิกฤตพลังงานรุนแรงในระยะต่อไปอาจส่งผลกระทบทั้งรถน้ำมันและรถไฟฟ้าไปด้วย
แต่แม้ว่าไม่เกิดสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยก็กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ แม้ว่ายอดขายรวมของทั้งตลาดจะไม่ได้เติบโตมากนัก แต่โครงสร้างของตลาดกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ค่ายรถจีนขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่ค่ายรถญี่ปุ่นและตะวันตกกลับเผชิญแรงกดดันจากยอดขายที่ชะลอตัว
ข้อมูลล่าสุดประเมินว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 620,000 คัน ลดลงเล็กน้อยราว 0.2% จากปีก่อนซึ่งสะท้อนว่าตลาดรถยนต์ไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ ทั้งจากรายได้แรงงานภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว รายได้เกษตรกรที่ลดลง รวมถึงความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อรถยนต์
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขยอดขายรวม คือ การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดรถยนต์ ที่กำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว
หากดูภาพรวม ตลาดรถยนต์ไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ในทิศทางชะลอตัว จากยอดขายประมาณ 849,000 คันในปี 2565 ลดลงมาเหลือเพียง ประมาณ 620,000 คันในปี 2569
สัดส่วนยอดขายรถยนต์แบ่งตามประเภท ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงคาดการณ์ปี 2569
สาเหตุสำคัญมาจาก รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ โดยเฉพาะรถปิกอัพ ซึ่งเป็นตลาดหลักของประเทศไทยกำลังหดตัว โดยในปี 2569 คาดว่าจะลดลงถึง 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดรถยนต์นั่งยังพอขยายตัวได้ราว 2% โดยแรงหนุนสำคัญมาจากรถยนต์ไฟฟ้า
รถยนต์กลุ่ม BEV และ PHEV ถูกคาดว่าจะเติบโตสูงถึง 28% ต่อปี ทำให้ยอดขายแตะระดับประมาณ 181,000 คัน และทำให้ส่วนแบ่งตลาดของรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 29% ของตลาดรถยนต์นั่ง
ในทางกลับกัน รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) และไฮบริด (HEV) มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยส่วนแบ่งตลาดคาดว่าจะลดเหลือประมาณ 38%
กล่าวง่าย ๆ คือ แม้ตลาดรถจะไม่ได้โต แต่รถไฟฟ้ากำลังแย่งส่วนแบ่งตลาดจากรถเครื่องยนต์เดิมอย่างรวดเร็ว
อีกหนึ่งภาพที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย คือ สัญชาติของรถที่ขายได้
ในตลาดรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถปิกอัพ
แต่เมื่อมองเฉพาะตลาดรถไฟฟ้า ภาพกลับตรงกันข้าม
นั่นหมายความว่า การเติบโตของรถไฟฟ้าแทบทั้งหมดในตลาดไทยกำลังถูกขับเคลื่อนโดยค่ายรถจีน
เมื่อรถไฟฟ้าเติบโตเร็ว สิ่งที่ตามมาคือ การขยายเครือข่ายดีลเลอร์ ซึ่งจากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าจำนวนดีลเลอร์รถสัญชาติจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างรวดเร็วหรือเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ภายในปีเดียว
ในขณะที่ดีลเลอร์ของค่ายรถญี่ปุ่นและตะวันตกกำลังลดลง หดตัวประมาณ 4%
นอกจากจำนวนดีลเลอร์แล้ว ยอดขายเฉลี่ยต่อดีลเลอร์ ก็เริ่มสะท้อนแนวโน้มเดียวกัน
แม้ว่าดีลเลอร์รถญี่ปุ่นและตะวันตกจะลดลงทั้งตลาด แต่ไม่ได้กระทบทุกกลุ่มเท่ากัน
แบรนด์ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูง (มากกว่า 10%) ยังสามารถประคองธุรกิจได้ เพราะยอดขายต่อดีลเลอร์ยังอยู่ในระดับสูง จำนวนดีลเลอร์คาดว่าจะลดลงเพียง 0.3%
แต่แบรนด์ที่มีส่วนแบ่งตลาดต่ำ (1% – 4%) กลับเผชิญความเสี่ยงสูงจำนวนดีลเลอร์ในกลุ่มนี้คาดว่าจะลดลงถึง 10.8%
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่
บางส่วนอาจต้อง ปิดกิจการ หรือปรับตัวไปเป็นดีลเลอร์รถจีนแทน
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดรถยนต์ไทยจึงไม่ใช่แค่ยอดขายขึ้นหรือลง แต่คือ การเปลี่ยนโครงสร้างของทั้งอุตสาหกรรม ที่ในอดีตตลาดรถไทยถูกขับเคลื่อนโดยรถปิกอัพและค่ายรถญี่ปุ่น แต่ในอนาคตแรงขับเคลื่อนใหม่กำลังมาจากรถยนต์ไฟฟ้าโดยผู้ผลิตรถจากจีน
และเมื่อเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเร็ว โครงสร้างธุรกิจก็ต้องปรับตัวตามตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ไปจนถึงเครือข่ายดีลเลอร์เพราะในเกมใหม่ของอุตสาหกรรมรถยนต์คนที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด อาจกลายเป็นผู้ชนะของตลาดยุคใหม่
ที่มาข้อมูล: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย