Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ทองร่วงหนักต่อเนื่อง สงครามส่อดันเงินเฟ้อสูง หวั่นธ.กลางขึ้นดอกเบี้ย
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ทองร่วงหนักต่อเนื่อง สงครามส่อดันเงินเฟ้อสูง หวั่นธ.กลางขึ้นดอกเบี้ย

23 มี.ค. 69
11:06 น.
แชร์

ราคาทองคำในตลาดโลกเผชิญแรงเทขายอย่างรุนแรงในช่วงต้นสัปดาห์ โดยปรับตัวลดลงมากกว่า 2% ในวันจันทร์ และร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 4 เดือน สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำลังกลายเป็นตัวเร่งสำคัญต่อความกังวลเงินเฟ้อและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยโลกที่อาจพลิกกลับเป็นขาขึ้น

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทตลาดการเงินที่เปลี่ยนทิศอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่นักลงทุนคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายการเงิน กลับกลายเป็นการประเมินความเสี่ยงใหม่ว่าธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง เพื่อรับมือกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่ถูกขับเคลื่อนโดยราคาพลังงานที่ยังทรงตัวในระดับสูง

ขณะเดียวกัน บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเข้าสู่โหมด “หลีกเลี่ยงความเสี่ยง” (risk-off) อย่างชัดเจน โดยตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลดลงพร้อมกันในวงกว้าง ขณะที่ราคาน้ำมันยังคงเคลื่อนไหวเหนือระดับ 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนทยอยลดสถานะในสินทรัพย์ต่าง ๆ รวมถึงทองคำ ซึ่งแม้จะมีสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่กลับถูกกดดันจากปัจจัยด้านผลตอบแทนและสภาพคล่องในตลาด

ทองคำร่วงต่อเนื่อง 9 วัน ดอกเบี้ยขาขึ้นกดความน่าสนใจ

ราคาทองคำสปอตปรับตัวลดลง 2.5% อยู่ที่ 4,372.86 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 02:38 GMT หรือ 09:38 น. เวลาไทย โดยเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 9 ติดต่อกัน และร่วงลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา ขณะที่ตลอดสัปดาห์ก่อนหน้า ราคาทองคำปรับตัวลดลงรวมแล้วมากกว่า 10% สะท้อนแรงขายที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสั้น

ในตลาดล่วงหน้า สัญญาทองคำสหรัฐสำหรับส่งมอบเดือนเมษายนปรับตัวลดลงแรงถึง 4.4% มาอยู่ที่ 4,375.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เคลื่อนไหวสอดคล้องกับตลาดสปอต และยิ่งตอกย้ำแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่กำลังกดทับราคาทองคำในรอบนี้

ขณะที่ราคาทองคำในประเทศ ณ เวลา 10:52 น. ตามเวลาไทย มีการปรับเปลี่ยนแล้วถึง 17 ครั้ง โดยทองคำแท่งรับซื้ออยู่ที่บาทละ 68,000.00 บาท และขายออกที่บาทละ 68,200.00 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อที่บาทละ 66,643.36 บาท และขายออกที่บาทละ 69,000.00 บาท โดยในช่วงเวลาเดียวกัน ราคาทองคำสปอตเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 4,358.00 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ สะท้อนความผันผวนที่ส่งผ่านมายังตลาดในประเทศอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

ทิม วอเทอเรอร์ หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดจาก KCM Trade ระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ประกอบกับราคาน้ำมันที่ยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ทำให้มุมมองของตลาด “เปลี่ยนแกน” จากการคาดการณ์ลดดอกเบี้ย ไปสู่ความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความน่าสนใจของทองคำในเชิงผลตอบแทน

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทน (non-yielding asset) จะเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนค่าเสียโอกาส (opportunity cost) ของการถือครองทองคำเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน

นอกจากนี้ วอเทอเรอร์ยังชี้ว่า “สภาพคล่องสูงของทองคำกลับกลายเป็นปัจจัยลบในช่วงที่ตลาดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง” โดยการปรับตัวลงอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นเอเชียในวันเดียวกัน ได้กระตุ้นให้เกิดการลดสถานะซื้อ (long position unwinding) ในตลาดทองคำเพิ่มเติม ซึ่งยิ่งซ้ำเติมแรงขายในตลาด

สงคราม-ฮอร์มุซปิด ดันน้ำมันพุ่ง ซ้ำเติมเงินเฟ้อ-เปลี่ยนเกมดอกเบี้ยโลก

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหลักที่สร้างความผันผวนในตลาดโลก โดยความขัดแย้งที่ดำเนินมากว่า 3 สัปดาห์ได้ยกระดับขึ้นอีกขั้น เมื่ออิหร่านประกาศเมื่อวันอาทิตย์ว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบน้ำของประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อตอบโต้ หากประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าตามคำขู่ที่ประกาศก่อนหน้านั้นว่าจะโจมตีโครงข่ายไฟฟ้าของอิหร่านภายใน 48 ชั่วโมง

ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ดังกล่าวส่งผลให้ตลาดพลังงานเข้าสู่ภาวะตึงตัวอย่างหนัก โดยราคาน้ำมันยังคงยืนอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันจันทร์ และในบางช่วงเคลื่อนไหวเหนือ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่นักลงทุนกำลังประเมินความเป็นไปได้ที่ทั้งสหรัฐและอิหร่านอาจมุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของกันและกัน

ปัจจัยสำคัญอีกประการคือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การหยุดชะงักของเส้นทางดังกล่าวได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และก่อให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อผ่านต้นทุนการขนส่งและการผลิตที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การปิดเส้นทางขนส่งยังส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียบางส่วนจำเป็นต้องปิดแหล่งผลิตชั่วคราว เนื่องจากไม่สามารถจัดเก็บหรือขนส่งน้ำมันได้เพียงพอ ยิ่งตอกย้ำภาวะอุปทานตึงตัวในตลาดโลก

แม้โดยหลักการ เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมักจะเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง แต่ในบริบทปัจจุบัน แรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้นกลับมีน้ำหนักมากกว่า โดยตลาดได้ปรับเพิ่มความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่า สัญญาฟิวเจอร์สดอกเบี้ยเริ่มสะท้อนความเป็นไปได้ราว 27% ที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในเดือนธันวาคมปีนี้ ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า และทำให้แนวโน้มการลดดอกเบี้ยถูกลดน้ำหนักลงอย่างมาก

ในตลาดโลหะมีค่าอื่น ๆ ก็เผชิญแรงขายเช่นเดียวกัน โดยราคาเงิน (silver) ปรับตัวลดลง 3.2% อยู่ที่ 65.61 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แพลทินัมลดลง 2.9% อยู่ที่ 1,866.65 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และพัลลาเดียมลดลง 0.5% อยู่ที่ 1,397.25 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนภาพรวมแรงกดดันที่กระจายตัวในสินทรัพย์กลุ่มโลหะมีค่าภายใต้ภาวะตลาดที่ผันผวนสูงในปัจจุบัน

ที่มา: Reuters


แชร์
ทองร่วงหนักต่อเนื่อง สงครามส่อดันเงินเฟ้อสูง หวั่นธ.กลางขึ้นดอกเบี้ย