
ความสับสนกลางอากาศ หันหัวกลับสนามบินโดฮา
“เครื่องออกตอน 8.15 น. ครับ บินไปได้เกือบช่วงโมงนึง นักบินก็ประกาศว่ามีการปิดน่านฟ้า ทำให้ต้องบินกลับไปลงจอดที่สนามบินโดฮาแบบฉุกเฉิน แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าทำไมและเกิดอะไรขึ้น”
คุณเปา หนุ่มไทยที่กำลังจะเดินทางไปพักร้อนที่ประเทศเยอรมนี เปิดเผยกับทีมข่าว Spotlight ถึงนาทีความสับสน บนเครื่องบินของสายการบินกาตาร์แอร์เวย์ ตอนแรกเขายังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าเหตุใดเครื่องบินต้องหันหัวกลับ ทั้ง ๆ ที่ออกเดินทางมาเกือบชั่วโมงแล้ว
เมื่อเครื่องบินลงจอดและผู้โดยสารถูกเชิญให้กลับเข้ามายังอาคาร คุณเปาได้เชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่สนามบิน จึงได้เห็นข่าว “สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน” ตามมาด้วย “ผู้นำอยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ถูกสังหาร” และพาดหัวข่าวอันน่าตกใจอย่าง “สงครามเต็มรูปแบบ” ได้เริมต้นขึ้นแล้ว จึงทำได้แค่นั่งรอประกาศจากทางสายการบิน เพราะเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่คงจะงุนงงและไม่ได้เตรียมรับมือเหตุการณ์นี้เช่นกัน
คำประกาศปิดน่านฟ้าแบบสายฟ้าแลบทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนการเดินทางของคุณเปาและผู้โดยสารอีกหลายหมื่นชีวิต ไม่ว่าปลายทางของพวกเขาจะเป็นยุโรป อเมริกา เอเชีย หรือต่อเครื่องภายในประเทศ แต่นักเดินทางเหล่านี้ได้กลายเป็นผู้ประสบภัยสงครามในต่างแดนทันที เมื่อ "ทางหลวงอากาศ" ที่เชื่อมโลกตะวันออกและตะวันตกถูกสั่งตัดขาด ส่งผลให้สนามบินที่เคยเป็นสวรรค์ของนักเดินทาง กลายเป็นคอขวดขนาดใหญ่ที่มวลมหาประชาชนติดค้างอยู่ภายในอย่างไร้จุดหมาย
Spotlight แชร์บทสัมภาษณ์คนไทยในกาตาร์ และวิเคราะห์ผลกระทบที่ Hub การบินของโลกต้องหยุดชะงัก ทางการไทยเปิดช่องทางช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลางอย่างไรบ้าง
การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอลและอิหร่าน ได้ส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินทั่วตะวันออกกลางและพื้นที่ใกล้เคียง ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคสั่งปิดน่านฟ้า และสนามบินหลักที่เชื่อมต่อยุโรป แอฟริกา และโลกตะวันตกเข้ากับเอเชียต้องหยุดชะงัก นักเดินทางหลายแสนคนตกอยู่ในสภาวะติดค้างหรือต้องเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินอื่น หลังจากอิสราเอล กาตาร์ ซีเรีย อิหร่าน อิรัก คูเวต และบาห์เรน สั่งปิดน่านฟ้า นอกจากนี้ เว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน FlightRadar24 ระบุว่า ไม่มีความเคลื่อนไหวของเที่ยวบินเหนือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) หลังจากรัฐบาลประกาศ "ปิดน่านฟ้าชั่วคราวและบางส่วน"
หลังจากนั่งรออยู่ภายในอาคาร 3-4 ชั่วโมง สายการบินกาตาร์แอร์เวยส์ประกาศให้ผู้โดยสารสามารถรับคูปองอาหารเพื่อใช้จ่ายเป็นค่าอาหารกลางวันภายในสนามบิน แม้จะมีเงินและคูปองในการใช้จ่ายแล้ว แต่กลับต้องเจอกับคิวยาวเหยียดและผู้คนที่แน่นร้าน ระหว่างนั้นคุณเปาสังเกตว่า เที่ยวบินต่าง ๆ ที่อยู่บทจอเริ่มถูกยกเลิกไปเรื่อย ๆ
คุณเปาได้รับแจ้งว่า เขาจะได้บินต่อไปยังเยอรมนีเป็นไฟลท์ 19.00 น. ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ (วันเดียวกับที่มีการโจมตี) แต่ในช่วงบ่ายก็ได้รับการประกาศเปลี่ยนแปลงอีกครั้งว่า น่าจะไม่มีเที่ยวบินใด ๆ แล้วในวันนั้น สายการบินจึงให้ผู้โดยสายไปต่อคิวเพื่อรับวอยเชอร์เข้าพักที่โรงแรม ซึ่งคิวที่ว่านั้น คุณเปาต้องต่อแถวยาวหลายชั่วโมง โดยบรรยายว่า เป็นคิวที่ยาวสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว กว่าจะได้รับวอยเชอร์ และผ่านตม. เพื่อลงทะเบียนพำนักชั่วคราว กว่าจะถึงโรงแรมก็ 21.00 น. แล้ว อีกทั้งกระเป๋าสัมภาระก็ยังอยู่ในความดูแลของสายการบิน
เช้าวันนี้ (1 มีนาคม) การเดินทางต่อหรือแม้แต่เดินทางกลับก็ยังไม่แน่นอนเพราะน่านฟ้ายังปิดอย่างต่อเนื่อง เขาติดค้างอยู่ที่โรงแรมไม่ไกลจากสนามบิน แต่ความน่าระทึกคือ การได้ยินเสียงระเบิดเป็นช่วง ๆ สร้างความกังวลและน่าหวั่นใจไม่น้อย แม้จะเป็นเสียงมาจากที่ไกล ๆ ก็ตาม ขณะนี้ คุณเปาและผู้โดยสารจากทั่วโลก ยังคงต้องคอยฟังประกาศจากทางการไทยและกาตาร์ และมาตรการต่าง ๆ จากสายการบินอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงทุกชั่วโมง
การโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลในครั้งนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสนามรบ แต่มันคือการ “ปิดตาย” ประตูเชื่อมโลกที่สำคัญที่สุด ภูมิภาคนี้นับเป็นศูนย์กลางการบินพาณิชย์ระดับนานาชาติ เพราะมีสนามบินในดูไบ อาบูดาบี และโดฮา ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของการเดินทางข้ามทวีป ระหว่างยุโรป แอฟริกา และอเมริกา มุ่งหน้าสู่เอเชีย
โดยปกติแล้ว 3 สนามบินยักษ์ใหญ่ มีผู้บริการในแต่ละวันมากถึง 90,000 คนต่อวัน เมื่อการดำเนินงานหยุดชะงัก ทำให้มีนักเดินทางหลายแสนคนต้องติดค้าง หรือถูกเปลี่ยนเส้นทางบินไปยังเมืองอื่นอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อน่านฟ้าเหนืออิหร่าน อิรัก จอร์แดน และอีกหลายประเทศถูกสั่งปิด การบินโลกจึงเข้าสู่สภาวะ “อัมพาต” ทันที
แค่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแค่วันเดียว จากเที่ยวบินที่มีกำหนดลงจอดในตะวันออกกลาง 4,218 เที่ยว ถูกยกเลิกไปถึง 966 เที่ยว (คิดเป็น 22.9%) และหากนับรวมเที่ยวบินขาออก ตัวเลขการยกเลิกพุ่งทะลุกว่า 1,800 เที่ยวบิน ทั่วภูมิภาค ข้อมูลจาก FlightAware ระบุว่า มีเที่ยวบิน ล่าช้ากว่า 18,000 เที่ยว และถูก ยกเลิกรวมกว่า 2,350 เที่ยวทั่วโลก เนื่องจากตารางการบินที่เชื่อมต่อกันเป็นโดมิโนล้มครืนลงมา
ไม่เพียงแต่เส้นทางบินจะถูกตัดขาด แต่สนามบินบางแห่งยังได้รับ “ลูกหลง” จากการตอบโต้ มีรายงานความเสียหายเกิดขึ้นที่ สนามบินนานาชาติดูไบ และโรงแรมแลนด์มาร์คอย่าง Burj Al Arab รวมถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่สนามบินนานาชาติซายิด ในอาบูดาบี ซึ่งมีรายงานผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ สถานการณ์ในตอนนี้ จึงเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมการบินโลก
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและมีแนวโน้มขยายวงกว้าง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อสวัสดิภาพของคนไทยในภูมิภาค นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ยกระดับมาตรการช่วยเหลือและเฝ้าระวังอย่างสูงสุด โดยมีการดำเนินการสำคัญดังนี้:
ประสานพันธมิตรเพื่อความคุ้มครอง: กระทรวงฯ มีการประสานงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ในไทย และสมาคมคนไทยในต่างแดน เพื่อรับทราบข้อมูลในแต่ละพื้นที่และให้ความคุ้มครองคนไทยทุกคนอย่างเต็มกำลัง