
นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง โลกของเราก้าวเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า “สงครามเย็น” แม้จะไม่ได้มีสงครามที่ใช้กำลังการทหารห้ำหั่นระหว่างสองขั้วมหาอำนาจที่มีความเห็นแตกต่างกันด้านระบอบปกครอง อย่างสหรัฐฯ ซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และโซเวียต ซึ่งปกครองด้วยคอมมิวนิสต์ แต่มันกลายเป็นการแข่งขันด้านข่าวกรอง โฆษณาชวนเชื่อ การสะสมอาวุธนิวเคลียร์ ความก้าวหน้าทางอวกาศ รวมไปถึงสงครามตัวแทนในประเทศต่าง ๆ
ในบรรดาโฆษณาชวนเชื่อทั้งหลาย เราอาจจะรวมสิ่งที่เรียกว่า ภาพยนตร์เข้าไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงนั้นที่ภาพยนตร์จาก “ฮอลลีวูด” ของสหรัฐฯ โด่งดังเสียเหลือเกิน และในภาพยนตร์ที่มี “พระเอก” และ “ตัวร้าย” คงเดาไม่ยากว่าประเทศอะไรจะรับบทใดในหนังอเมริกัน
แต่ถ้าหากสหรัฐอเมริกาจะรับบทอะไรในเวทีละครของโลกใบนี้ในยุคสงครามเย็นเรื่อยมาก็คงต้องเป็น "ตำรวจโลก" (World Police) อย่างไม่ต้องสงสัย
บทบาทนี้คงจะอยู่คู่กับอเมริกาไปได้อีกนาน หากว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” ไม่ผงาดขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยความคาดเดาไม่ได้ และสโลแกน “Make America Great Again” ของเขา ได้สั่นสะเทือนโลกทั้งใบชนิดที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อน
การมาของทรัมป์ยังเป็นการปิดฉากอวสานบทตำรวจโลกของสหรัฐฯ และนับตั้งแต่เขากลับมาดำรงตำแหน่งได้เพียงแค่ 1 ปีนิด ๆ (เริ่มดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ในเดือนมกราคมปี 2568) เขายังเปิดฉากการทำสงครามกับหลายประเทศ ล่าสุด ถึงคิวของอิหร่าน ที่สหรัฐฯ จับมือกับอิสราเอลเปิดฉากยิงขีปนาวุธและโดรนเข้าใส่กรุงเตหะราน โดยอ้างเหตุผลเรื่องการพัฒนาขีปนาวุธและนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งเป็นการคุกคามชาติพันธมิตร
หรือนี่จะเป็นการเปิดฉากบทใหม่ของอเมริกาในเวทีละครของโลกใบนี้ Spotlight ชวนคุณผู้อ่านสำรวจบทบาทของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ ซึ่งอ้างเสมอว่าตัวเขาคู่ควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่ในขณะเดียวกัน ทรัมป์ก่อสงครามไปแล้วกี่แห่งนับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำอันทรงเกียรติของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดและเป็นมหาอำนาจของโลกใบนี้
หากจะย้อนไปถึงที่มาของวลี “ตำรวจโลก” (world police) ซึ่งใช้เรียกบทบาทของสหรัฐอเมริกา โดยทั่วไปเชื่อมโยงกับยุคของประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลต์ ซึ่งเป็นผู้นำสหรัฐฯ ระหว่างปี พ.ศ. 2444–2452 และนโยบาย “ไม้เท้าใหญ่” (Big Stick) ซึ่งเป็นนโยบายต่างประเทศของรูสเวลต์ ที่เน้นการทูตที่นุ่มนวลควบคู่ไปกับการขู่ว่าจะใช้กำลังทหารหรืออำนาจทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่าเพื่อบรรลุเป้าหมาย โดยเฉพาะในละตินอเมริกา มุ่งเน้นการเจรจาแต่พร้อมจัดการขั้นเด็ดขาดหากจำเป็น
การดำเนินนโยบายดังกล่าว การ์ตูนการเมืองในยุคนั้นมักวาดภาพรูสเวลต์ในฐานะตำรวจถือกระบองในภูมิภาคแคริบเบียน สะท้อนบทบาทของสหรัฐฯ ที่ขยายอิทธิพลออกไปนอกพรมแดน
แม้รากฐานแนวคิดดังกล่าวจะอยู่ในยุครูสเวลต์ แต่คำว่า “ตำรวจโลก” ถูกใช้แพร่หลายมากขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะในยุคประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน ที่ประกาศใช้ “หลักการทรูแมน”
หลักการทรูแมนคือนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่ประกาศโดยประธานาธิบดีทรูแมน เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2490 โดยมุ่งมั่นสนับสนุนประเทศเสรีที่ถูกคุกคามจากระบอบเผด็จการหรือการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะโซเวียต ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้นโยบายสกัดกั้น และจุดเริ่มของสงครามเย็น
หลังสิ้นสุดสงครามเย็นในปี 2534 บทบาท “ตำรวจโลก” ถูกเชื่อมโยงกับการบังคับใช้บรรทัดฐานระหว่างประเทศ การต่อต้านการก่อการร้าย และการแทรกแซงในวิกฤตด้านมนุษยธรรม
ยกตัวอย่างการแทรกแซงต่างประเทศของสหรัฐฯ ย้อนกลับไปในช่วงช่วงยุค 2530 โซมาเลียเกิดภาวะสงครามกลางเมืองและวิกฤตความอดอยากรุนแรง ทำให้ในปี 2535 สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีจอร์จ บูช ส่งกำลังเข้าไปภายใต้ภารกิจด้านมนุษยธรรม เพื่อรักษาความปลอดภัยในการแจกจ่ายอาหารและความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่กำลังเผชิญภาวะอดอยากร้ายแรง ปฏิบัติการดังกล่าวพัฒนาเป็นภารกิจทางทหารในชื่อ Operation Restore Hope โดยมีเป้าหมายสร้างเสถียรภาพขั้นต้นในพื้นที่
แต่สถานการณ์บานปลายเมื่อกองกำลังสหรัฐฯ และสหประชาชาติพยายามจับกุมผู้นำกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่น นำไปสู่การสู้รบครั้งใหญ่ในกรุงโมกาดิชู เมื่อวันที่ 3–4 ตุลาคม 2536 เหตุการณ์นี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “Black Hawk Down” จากกรณีเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กของสหรัฐฯ ถูกยิงตกกลางเมือง
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือความสูญเสียอย่างหนักจากยุทธการที่โมกาดิชู สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดกระแสสังคมในสหรัฐฯ กดดันให้รัฐบาลทบทวนบทบาททางทหารในโซมาเลีย และในเวลาต่อมา สหรัฐฯ ได้ถอนกำลังออกจากประเทศดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ผลพวงของสงครามและความไร้เสถียรภาพ ทำให้ผู้อพยพจากโซมาเลียกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้อพยพหลักที่เดินทางเข้าสู่สหรัฐฯ
แต่ในยุคของทรัมป์ นโยบายด้านผู้อพยพถูกเข้มงวดขึ้นอย่างมาก และเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ทรัมป์กล่าวต่อบรรดานายทหารระดับสูงของสหรัฐฯ ว่า
“ในช่วงไม่กี่ทศวรรษมานี้เองที่นักการเมืองบางคนเริ่มเชื่อไปว่า มันเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องคอยไปทำตัวเป็นตำรวจในพื้นที่ห่างไกลอย่างเคนยาและโซมาเลีย ขณะที่อเมริกากำลังเผชิญกับการ ‘รุกรานจากภายใน’”
ผู้นำสหรัฐฯ ยังระบุด้วยว่า ประเทศกำลังเผชิญ “สงครามจากภายใน” ทั้งจากอาชญากรรมและการอพยพเข้าเมือง นั่นสะท้อนให้เห็นว่า ทรัมป์ไม่ได้เห็นด้วยกับบทบาทตำรวจโลกของสหรัฐฯ อีกแล้ว และเขาพร้อมวางบทบาทพี่ใหญ่ของโลก ซึ่งทรัมป์แสดงออกให้เห็นอย่างขัดเจนว่าเป็นเช่นนั้น
ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ ก้าวเข้ามารับบทพี่ใหญ่ของโลก และสร้างระเบียบโลกใหม่ภายใต้องค์การสหประชาชาติ (UN) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2488 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ป้องกันไม่ให้เกิดสงครามร้ายแรงซ้ำรอย พัฒนาความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างประเทศ ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสังคมร่วมกัน
แต่มาในยุคทรัมป์ ซึ่งมองผลประโยชน์ของประเทศตนใหญ่กว่าเรื่องส่วนรวม ทรัมป์ติดหนี้สหประชาชาติเกือบ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และนับจนถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สหรัฐฯ เพิ่งชำระหนี้คืนแล้วประมาณ 160 ล้านดอลลาร์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์มาพร้อมไอเดียวใหม่ กับแนวคิดตั้ง 'Board of Peace' หรือคณะกรรมการสันติภาพในแบบของทรัมป์ ซึ่งหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการท้าทายสหประชาชาติ องค์กรดั้งเดิมของโลกใบนี้
ไอเดียคณะกรรมการผดุงสันติภาพโลก แท้จริงแล้วไม่ได้เพิ่งเกิด ทรัมป์เสนอให้จัดตั้ง Board of Peace เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ในช่วงที่เขาประกาศแผนยุติสงครามในฉนวนกาซา ต่อมาเขาได้ระบุชัดเจนว่า ขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการนี้จะขยายออกไปไกลกว่าแค่เรื่องกาซา เพื่อจัดการกับความขัดแย้งอื่น ๆ ทั่วโลก
เมื่อดูความตั้งใจของทรัมป์ในการสร้างคณะกรรมการสันติภาพ ก็อาจจะดูย้อนแย้งอยู่ไม่น้อย เพราะแม้เขาจะเริ่มหาเสียงด้วย America First ที่ยึดหลักอเมริกาต้องมาก่อน แต่ในเชิงปฏิบัติแล้ว ดูเหมือนว่าทรัมป์จะเอามือเข้าไปแตะปมขัดแย้งระหว่างประเทศมากกว่าที่คิด ตลอดรอบปีที่ผ่านมา ทรัมป์มักกล่าวถึงผลงานการยุติสงครามของเขาเสมอมา เนื่องจากทรัมป์หมายตาจะได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ
เขาอ้างว่า ตนเองได้หยุดยั้งสงครามไปแล้วถึง 8 แห่ง รวมถึงความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา แต่ในขณะเดียวกัน ทรัมป์แทรกแซงเข้ามา “สร้าง” สงครามแล้ว 5 ครั้งด้วยกัน โดยก่อนหน้านี้เป็นคิวของเวเนซุเอลา ซึ่งทรัมป์อ้างเหตุผลเรื่องของการค้ายาเสพติด และเข้าไปจับกุมตัวนิโคลัส มาดูโร ผู้นำของเวเนฯ
คิวล่าสุดคืออิหร่าน ซึ่งแม้ทรัมป์จะบอกเสมอว่า เขาให้ความสำคัญกับการเจรจามาก่อน แต่ถ้าหากเจรจาไม่สำเร็จ อิหร่านก็เลี่ยงการโจมตีไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงอยู่ใน “กระบวนการ” ยังไม่จบด้วยซ้ำไป แต่เราก็ทราบแล้วว่าผลลัพธ์ในเวลานี้เกิดอะไรขึ้น
สำนักข่าวบีบีซีเคยรายงานในปี 2558 ว่า ในช่วงนั้น ชาวรัสเซียมักกลายเป็น “ตัวร้ายยอดนิยม” ของฮอลลีวูด แต่หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติและสัญชาติต่างก็เคยมีช่วงเวลาที่ถูกจับวางไว้ใต้สปอตไลต์ในฐานะผู้ร้าย
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยเหตุผลที่เห็นได้ชัด ชาวเยอรมันมักถูกวาดภาพเป็นตัวร้ายในภาพยนตร์สหรัฐฯ เช่นเดียวกับชาวญี่ปุ่น
จีนเองก็เคยมีส่วนในการถูกสร้างเป็นตัวร้ายในภาพยนตร์ โดยย้อนไปถึงยุคแรกของภาพยนตร์เสียงเรื่อง The Mask of Fu Manchu ออกฉายในปี 1932 ก็มีตัวละครชาวจีนที่ไม่น่าไว้วางใจ ทำให้ตอนนั้นสถานทูตจีนในสหรัฐฯ ได้ยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ เนื่องจากตัวละครเอกถูกถ่ายทอดในเชิงเป็นปฏิปักษ์อย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแทบไม่ปรากฏตัวละครชาวจีนที่มีเจตนาร้ายในภาพยนตร์ฮอลลีวูดอีกต่อไป เนื่องจากจีนกลายเป็นตลาดภาพยนตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสตูดิโอภาพยนตร์สหรัฐฯ และเราพบเห็นตัวละคร “จีน” ในภาพยนตร์ฮอลลิวูดมากมาย
ประเด็นนี้เห็นได้ชัดจากภาพยนตร์สงครามสหรัฐฯ เรื่อง Red Dawn ฉบับสร้างใหม่ในปี 2012 ซึ่งเดิมทีถ่ายทำโดยกำหนดให้ตัวร้ายเป็นชาวจีน แต่ด้วยความกังวลว่าอาจกระทบต่อการเข้าฉายในตลาดจีน ตัวร้ายจึงถูกเปลี่ยนให้เป็นชาวเกาหลีเหนือในขั้นตอนหลังการถ่ายทำ แม้ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากก็ตาม
ในยุคที่หลายคนพูดว่า ไม่มีระเบียบโลกอีกต่อไป เพราะทรัมป์เข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรหลาย ๆ อย่าง หลายประเทศก็เดินหน้าเข้าหาจีนอย่างเปิดเผย รัฐบาลจีนเนื้อหอมอย่างช่วยไม่ได้ และแม้กระทั่งทรัมป์เองก็มีกำหนดการจะเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนเมษายนนี้
และด้วยบุคลิกที่คาดเดาไม่ได้ของทรัมป์ ความย้อนแย้งในตัวเขาที่มีสูง ทำให้เหล่านักวิเคราะห์มองตรงกันว่า ทรัมป์กำลังเพิ่มความเสี่ยงให้โลกใบนี้ และไม่ว่าในเวลานี้ สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของทรัมป์คิดจะรับบทบาทอะไร แต่คงไม่ใช่บทตำรวจโลกอย่างแน่นอน เพราะบทเดิมถูกฉีกด้วยมือของผู้นำที่ชื่อทรัมป์เรียบร้อยแล้ว
https://www.bbc.com/culture/article/20141106-why-are-russians-always-bad-guys