
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางรายงานการระเบิดและกลุ่มควันขนาดใหญ่ในกรุงเตหะราน ใกล้บริเวณสำนักงานของผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ความขัดแย้งเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์อิหร่านกำลังทวีความตึงเครียด และเพิ่มความเสี่ยงที่ภูมิภาคอาจเผชิญการเผชิญหน้าทางทหารรอบใหม่
การโจมตีครั้งนี้ทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกเข้าสู่โหมด “หลีกเลี่ยงความเสี่ยง” (risk-off) อย่างรวดเร็ว โดยนักลงทุนหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือนจากความกังวลต่อเสถียรภาพอุปทานพลังงานโลก โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่มีน้ำมันราว 20% ของโลกไหลผ่าน
ท่ามกลางบรรยากาศความไม่แน่นอนดังกล่าว นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า “ทองคำ” อาจกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์มากที่สุด หากสถานการณ์บานปลาย โดยประเมินว่าราคาทอง (XAU/USD) มีโอกาสเร่งตัวขึ้นทดสอบระดับแนวต้านสำคัญที่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์
อย่างไรก็ตาม ทิศทางของตลาดจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาของความขัดแย้ง หากการโจมตีกลายเป็นปฏิบัติการทางทหารที่ยืดเยื้อ ความผันผวนในตลาดการเงินโลกอาจเพิ่มขึ้น
สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในวันนี้ โดยมีรายงานว่าการโจมตีเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงบริเวณใกล้สำนักงานของผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ในกรุงเตหะราน ขณะที่พยานระบุว่าสามารถเห็นกลุ่มควันลอยขึ้นจากหลายจุดในเมืองหลวง และได้ยินเสียงระเบิดหลายครั้งทั่วเมือง
ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า คาเมเนอี วัย 86 ปี อยู่ภายในสำนักงานในช่วงเวลาที่เกิดการโจมตีหรือไม่ โดยเขาไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะมาหลายวันแล้ว ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นกับสหรัฐ ถนนที่มุ่งหน้าไปยังบริเวณที่พักของเขาในใจกลางกรุงเตหะรานถูกเจ้าหน้าที่ปิดกั้น ขณะที่อิหร่านประกาศปิดน่านฟ้าและมีรายงานการตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือในช่วงที่เกิดการระเบิดหลายจุดทั่วเมือง
ในเบื้องต้น ตลาดพลังงานโลกตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าวอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหกเดือน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงต่ออุปทาน เนื่องจากอิหร่านเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของ OPEC และตั้งอยู่ใกล้ช่องแคบยุทธศาสตร์ Strait of Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของโลก
หลังการโจมตีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวผ่านวิดีโอที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า สหรัฐได้เริ่ม “ปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ในอิหร่าน” เพื่อปกป้องประชาชนอเมริกันและกำจัดภัยคุกคามจากรัฐบาลอิหร่าน ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นระบอบที่ “โหดร้าย รุนแรง และอันตรายอย่างยิ่ง” พร้อมกล่าวหาอิหร่านว่ายังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ และมีแผนพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถโจมตีสหรัฐได้
ทรัมป์ยังเรียกร้องให้ประชาชนอิหร่าน “ลุกขึ้นยึดรัฐบาลของตนเอง” พร้อมยอมรับว่าอาจมีทหารอเมริกันเสียชีวิตจากการตอบโต้ของอิหร่าน โดยกล่าวว่า “สิ่งนั้นมักเกิดขึ้นในสงคราม” ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งยืนยันกับ Reuters ว่ากองกำลังอเมริกันได้โจมตีอิหร่านทั้งทางอากาศและทางทะเล โดยมีรายงานว่ากระทรวงหลายแห่งในพื้นที่ตอนใต้ของกรุงเตหะรานตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี
ด้านนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่าการโจมตีร่วมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ “ขจัดภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของประเทศ” จากอิหร่าน และกล่าวว่าปฏิบัติการดังกล่าวจะสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนอิหร่านสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้ ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล อิสราเอล แคตซ์ ระบุว่าเป้าหมายของการโจมตีรวมถึงกองทัพอิหร่าน สัญลักษณ์ของรัฐบาล และเป้าหมายด้านข่าวกรอง แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม
ก่อนหน้าการโจมตีของสหรัฐเพียงไม่กี่ชั่วโมง อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีกรุงเตหะรานในเวลากลางวัน โดยมีรายงานจาก Associated Press ว่ามีกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นจากย่านใจกลางเมือง แม้ยังไม่ชัดเจนว่าเป้าหมายของการโจมตีคืออะไร
ทั้งนี้ หลังการโจมตีอิหร่านเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอล ขณะที่กองทัพอิสราเอลใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงมาจากอิหร่าน ยังไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะเดียวกันไซเรนเตือนภัยยังดังขึ้นในประเทศจอร์แดน
โรงพยาบาลหลายแห่งในอิสราเอลได้เปิดใช้แผนรับมือเหตุฉุกเฉิน รวมถึงการย้ายผู้ป่วยและการผ่าตัดไปยังพื้นที่ใต้ดิน ขณะที่อิรักซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านได้ประกาศปิดน่านฟ้าเช่นกัน ตามข้อมูลจากกระทรวงคมนาคมของอิสราเอล
นอกจากนี้ ความตึงเครียดในภูมิภาคยังเสี่ยงขยายวง เมื่อกลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านประกาศว่าจะกลับมาโจมตีเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงเพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงโจมตีอิสราเอลเพื่อสนับสนุนอิหร่าน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกลุ่มสองรายเปิดเผยว่าการโจมตีครั้งแรกอาจเกิดขึ้นได้ “ตั้งแต่คืนนี้”
ก่อนหน้านี้กลุ่มฮูตีได้ยุติการโจมตีเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงตามข้อตกลงกับรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการที่สหรัฐยุติการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มฮูตี และการหยุดโจมตีอิสราเอลหลังการหยุดยิงในเดือนตุลาคมที่ยุติการสู้รบขนาดใหญ่ในฉนวนกาซา
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐเร่งเสริมกำลังทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยส่งเครื่องบินรบและเรือรบจำนวนมากเข้าประจำการ เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านยอมทำข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ ทรัมป์เคยเตือนว่า “เรื่องเลวร้ายอย่างยิ่งจะเกิดขึ้น” หากอิหร่านไม่ยอมตกลงเกี่ยวกับอนาคตของโครงการนิวเคลียร์ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายเพิ่งเข้าร่วมการเจรจารอบที่สามในสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ มาร์โก รูบิโอ ระบุว่าการที่อิหร่านปฏิเสธที่จะหารือเรื่องโครงการขีปนาวุธพิสัยไกลควบคู่ไปกับโครงการนิวเคลียร์ถือเป็น “ปัญหาใหญ่” แม้อิหร่านจะระบุว่าพร้อมประนีประนอมในประเด็นนิวเคลียร์ แต่อิหร่านก็ยืนยันหลายครั้งว่าโครงการขีปนาวุธของตนไม่อยู่ในวาระการเจรจา
อิหร่านระบุว่าตนไม่ได้เพิ่มระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่ได้ปฏิเสธไม่ให้นักตรวจสอบระหว่างประเทศเข้าเยี่ยมชมพื้นที่ที่สหรัฐเคยโจมตีระหว่างสงคราม 12 วันก่อนหน้านั้น ภาพถ่ายดาวเทียมที่วิเคราะห์โดย Associated Press พบกิจกรรมใหม่ที่สถานที่สองแห่งดังกล่าว ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าอิหร่านกำลังประเมินความเสียหายและพยายามกู้คืนวัสดุบางอย่างจากพื้นที่
ปัจจุบันอิหร่านกำหนดข้อจำกัดด้วยตนเองต่อโครงการขีปนาวุธพิสัยไกล โดยจำกัดระยะยิงไว้ที่ประมาณ 2,000 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ทั่วตะวันออกกลางและบางส่วนของยุโรปตะวันออก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานสาธารณะว่าอิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป แม้ว่าสหรัฐจะวิพากษ์วิจารณ์โครงการอวกาศของอิหร่านว่าอาจเปิดทางให้ประเทศพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวได้ในอนาคต
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นักวิเคราะห์มองว่า นักลงทุนในตลาด ทองคำและเงิน อาจต้องเตรียมรับความผันผวนอย่างรุนแรงในวันจันทร์ หลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีเชิงป้องกัน (pre-emptive attack) ต่ออิหร่านในวันเสาร์ โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ส่งผลให้ตะวันออกกลางเข้าสู่ความตึงเครียดทางทหารระลอกใหม่
การโจมตีครั้งนี้คาดว่าจะยิ่งลดความหวังในการหาทางออกทางการทูตต่อข้อพิพาทด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านกับชาติตะวันตกที่ดำเนินมายาวนาน โดยมีรายงานว่าการโจมตีเกิดขึ้นใกล้กับสำนักงานของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี
ก่อนหน้าการโจมตี ยังมีสัญญาณเตือนด้านภูมิรัฐศาสตร์หลายประการ เช่น การที่จีนออกคำเตือนให้พลเมืองเดินทางออกจากอิหร่านและอิสราเอล รวมถึงรายงานของผู้สื่อข่าว Al-Arabiya บนแพลตฟอร์ม X ว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้สั่งอพยพเจ้าหน้าที่ที่ไม่จำเป็นและครอบครัวออกจากสถานทูตสหรัฐในกรุงแบกแดด
Anuj Gupta ผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดเงิน คาดว่าเมื่อเปิดการซื้อขายในวันจันทร์ ราคาทองคำและเงินมีแนวโน้ม เปิดตลาดกระโดดขึ้น (gap-up) เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงในอิหร่าน ซึ่งจะกระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย
ในมุมมองทางเทคนิค Zain Vawda นักวิเคราะห์ตลาดของ OANDA มองว่าแนวโน้มของทองคำ (XAU/USD) ยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยระดับแนวต้านสำคัญที่ตลาดกำลังจับตา ได้แก่บริเวณ 5,249 ดอลลาร์ และ 5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์
อย่างไรก็ตาม หากความตึงเครียดทางทหารระหว่างสหรัฐและอิหร่านทวีความรุนแรงมากขึ้น ราคาทองอาจพุ่งทะลุระดับดังกล่าวอย่างรวดเร็ว โดยแนวต้านถัดไปอยู่ที่ 5,337 ดอลลาร์ และระดับจิตวิทยาที่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งนักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าเป็นเป้าหมายสำคัญของราคาทองคำภายใต้สภาวะความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น นักลงทุนในตลาดการเงินกำลังประเมินความเป็นไปได้ของพัฒนาการต่าง ๆ ในภูมิภาคอีกครั้ง โดย ไมเคิล บอล (Michael Ball) นักกลยุทธ์เศรษฐกิจมหภาคชื่อดัง ได้ทำการวิเคราะห์สถานการณ์โดยใช้ข้อมูลเหตุการณ์ในอดีตเป็นกรณีศึกษา
บอลระบุว่า หากสหรัฐดำเนินการทางทหารต่ออิหร่าน ตลาดการเงินมักเข้าสู่ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมัน ราคาทองคำ และดัชนีความผันผวน VIX มักปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นเผชิญแรงกดดัน อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวมักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เว้นแต่จะเกิดการหยุดชะงักอย่างมีนัยสำคัญต่อการผลิตหรือการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
บอลชี้ว่าประเด็นสำคัญที่ตลาดกำลังจับตาอยู่ในขณะนี้มีอยู่สองเรื่องหลัก ได้แก่
ในการวิเคราะห์สถานการณ์ บอลได้พิจารณาสมมติฐานที่สหรัฐดำเนินการโจมตีในวงจำกัด ก่อนจะหันไปใช้นโยบายลดความตึงเครียดในระยะถัดมา ซึ่งในกรณีนี้หมายความว่าการผลิตน้ำมันในภูมิภาค หรือการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะไม่หยุดชะงักรุนแรง
เหตุการณ์ในอดีตที่สามารถใช้เป็นกรณีศึกษา ได้แก่ การโจมตีทางอากาศของสหรัฐในเดือนมกราคมปี 2563 เพื่อสังหารนายพลคาเซ็ม โซเลมานี ของอิหร่าน รวมถึงปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่ของอิสราเอลต่ออิหร่านในปีที่ผ่านมา ภายใต้ปฏิบัติการ “Rising Lion” และปฏิบัติการ “Hammer Midnight” ของสหรัฐที่มุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์
จากเหตุการณ์เหล่านี้ รูปแบบการตอบสนองของตลาดมักเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ ในช่วง 1-3 วันแรก ตลาดมักเข้าสู่ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอย่างรุนแรง ราคาน้ำมันและทองคำพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นเผชิญแรงขาย ทั้งนี้ หากการขนส่งน้ำมันยังคงดำเนินไปตามปกติ ความผันผวนในตลาดมักลดลงอย่างรวดเร็ว และเมื่อราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลงจากการคลายตัวของ “risk premium” ตลาดหุ้นก็มักฟื้นตัวตามมาในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม บอลเตือนว่า หากเป้าหมายของปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ คือการโค่นล้มผู้นำของอิหร่าน ตลาดการเงินอาจเข้าสู่ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และความผันผวนของสินทรัพย์ทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นในลักษณะที่ยืดเยื้อ
โดยทั่วไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (regime change) แทบไม่เคยเกิดขึ้นจากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว แต่เป็นกระบวนการที่กินเวลายาวนาน และเกี่ยวข้องกับการประเมินใหม่ทั้งโครงสร้างการปกครอง สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคง ตลอดจนแนวนโยบายด้านพลังงาน แม้ในกรณีที่เรียกว่าเป็น “การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระเบียบ” ความเชื่อมั่นของตลาดก็จะกลับมาได้ก็ต่อเมื่อนักลงทุนเชื่อมั่นว่าอุปทานน้ำมันในอนาคตยังมีเสถียรภาพเพียงพอ
ในกรณีที่สถานการณ์นำไปสู่ความวุ่นวายหรือความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันจะมีความผันผวนเชิงโครงสร้างมากขึ้น เนื่องจากตลาดจะเริ่มให้น้ำหนักกับเหตุการณ์ความเสี่ยงปลายทาง (tail risk) มากขึ้น ไม่ใช่เพียงสมมติฐานว่าราคาน้ำมันในตลาดสปอตจะเพิ่มขึ้นจากการสูญเสียอุปทานเท่านั้น
ขณะเดียวกัน เมื่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตาม แม้ว่าความคาดหวังเงินเฟ้อในระยะยาวอาจยังไม่หลุดกรอบทั้งหมดก็ตาม ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องเผชิญโจทย์นโยบายที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
ตัวอย่างหนึ่งคือปฏิบัติการ “Operation Iraqi Freedom” ที่กองทัพสหรัฐฯ เริ่มขึ้นในเดือนมีนาคม 2546 และดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึงแปดปี ในช่วงแรกของสงคราม ความผันผวนของราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนที่ราคาน้ำมันจะค่อย ๆ กลับมามีเสถียรภาพหลังช่วงเปลี่ยนผ่านของระบอบการปกครองสิ้นสุดลง และตลาดน้ำมันโลกสามารถปรับตัวได้ รวมถึงการเกิดขึ้นของการปฏิวัติพลังงาน shale oil ในสหรัฐฯ
ดังนั้น บอลจึงสรุปว่า เมื่อพิจารณาความตึงเครียดล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับตลาดการเงิน ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ “เส้นทางของการยกระดับความขัดแย้ง” โดยการโจมตีครั้งแรกอาจเป็นตัวชี้ทิศทางของสถานการณ์ในระยะต่อไป
หากสหรัฐฯ ดำเนินการโจมตีเป้าหมายทางทหารในลักษณะที่ “คาดการณ์ได้” และอิหร่านตอบโต้ในระดับที่สมดุล ก็อาจสะท้อนว่าช่องทางการเจรจายังไม่ปิดลง และความผันผวนของตลาดอาจค่อย ๆ ลดลง แต่หากเกิดการโจมตีขนาดใหญ่ที่มุ่งเป้าไปยังผู้นำของอิหร่าน ก็อาจเป็นสัญญาณของช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันและความผันผวนในตลาดการเงินยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
้้อ้างอิง: The Economic Times, FutuBull, Market Pulse, AP