
ไนจีเรีย เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในทวีปแอฟริกา และมีประชากรมากเป็นอันดับ 6 ของโลกใบนี้ เมื่อจำนวนประชากรที่มากเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของประเทศแห่งนี้ ข้อดีคือมีจำนวน “แรงงาน” ขนาดใหญ่
แต่ข้อเสียก็คือ ประชากรอยู่กันอย่างแออัด เพราะโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ยังขาดแคลน
เมื่อไม่นานมากนี้ รัฐบาลเริ่มสั่งรื้อบ้านเรือนในชุมชนแออัดที่เลื่องชื่ออย่าง “มาโคโค” ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงดั้งเดิม เพื่อขยายพื้นที่เมือง แต่การที่รัฐยังขาดแผนรองรับในหลายด้าน ทำให้การสั่งรื้อบ้านเรือนชาวบ้านครั้งนี้กลายเป็นเรื่องยาก
มกราคม 2569
เครื่องจักรขนาดใหญ่ พร้อมตำรวจติดอาวุธคุ้มกัน เคลื่อนตัวฝ่าทางน้ำเข้าสู่ “มาโคโค” ชุมชนสลัมลอยน้ำใจกลางนคร ลากอส ประเทศ ไนจีเรีย
ภาพตรงหน้าคือบ้านไม้หลายร้อยหลังที่ตั้งอยู่บนเสาสูงเหนือน้ำในลากูน ถูกบดทับพังราบลงต่อหน้าต่อตา ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ทำได้เพียงยืนมองเศษซากของบ้าน ซึ่งเคยเป็นทั้งที่พักพิงและแหล่งทำมาหากิน
มุยบัต ชาวบ้านในมาโคโค บอกทั้งน้ำเสียงสั่นเครือว่า
“ถ้าเขาไล่เราออกไปจากที่นี่ มันจะยากมากสำหรับเราที่จะรอดชีวิต ชีวิตมันง่ายกว่าสำหรับเราเมื่ออยู่ที่นี่ เราสามารถหาอาหารและน้ำได้ง่าย การย้ายออกไปที่อื่นอาจทำให้ทุกอย่างยากขึ้น มันไม่มีที่ใดจะเหมือนที่นี่สำหรับเราค่ะ”
สำหรับหลายครอบครัว มาโคโคไม่ใช่เพียงชุมชนแออัด แต่คือ “บ้าน”
กลางผืนน้ำ ผู้คนช่วยกันขนข้าวของใส่เรือแคนู ทีละชิ้น ทีละถุง เสียงไม้กระทบน้ำดังแผ่วเบา ท่ามกลางเสียงทุบทำลายที่ยังดำเนินต่อเนื่อง แม้หลายคนไม่อยากย้าย แต่ก็ต้องตัดใจ
อเล็กซ์ วูซา ครูในชุมชน ชี้ไปยังพื้นที่ว่างเปล่าจุดหนึ่ง ตรงนั้น…เคยเป็นบ้านของเขา วันนี้มันถูกรื้อถอนไปแล้ว
“ผมไปไหนไม่ได้แล้วครับเพราะสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ผมเป็นครู และทำธุรกิจเล็ก ๆ ด้วย แต่เพราะการขับไล่ ผมไม่สามารถทำได้แล้ว บ้านของผมถูกทำลาย ร้านค้าของผมก็ถูกทำลาย แม้แต่โรงเรียนที่ผมเคยสอน บางแห่งก็ถูกทำลายไปแล้วครับ”
ถ้ากางแผนที่เมืองลากอสออกดู ชื่อของมาโคโคอาจไม่เด่นชัดนัก ในอดีต มันแทบถูกเรียกว่า “สลัมที่ถูกลืม”แต่เมื่อเรือลำเล็กค่อย ๆ แล่นเข้าสู่ผืนน้ำของลากอสลากูน ภาพที่เห็นจะยืนยันว่า ที่นี่มีชีวิตอยู่จริง
มาโคโค คือหนึ่งในชุมชนลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่บนลากูนใจกลางนครลากอส เมืองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของไนจีเรีย
บ้านไม้หลายพันหลังปักเสาลงในน้ำ เรียงรายเป็นแนวยาว เชื่อมต่อกันด้วยสะพานไม้แคบ ๆ และทางน้ำที่คดเคี้ยว เสียงพายเรือคือเสียงจราจรหลักของที่นี่
ชุมชนแห่งนี้เริ่มต้นจากหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ก่อนจะขยายตัวตามกาลเวลา เมื่อผู้คนจากพื้นที่อื่นหลั่งไหลเข้ามาหางานและที่อยู่อาศัย ราคาที่ดินในเมืองสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ผืนน้ำแห่งนี้กลายเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ยังพอมีที่ว่าง
คาดว่า มาโคโคมีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นราว 150,000–250,000 คน บางรายงานประเมินว่าอาจมากกว่า 200,000 คนด้วยซ้ำ
ตัวเลขไม่เคยนิ่ง เพราะที่นี่ไม่เคยถูกสำรวจอย่างเป็นทางการครบถ้วน หลายครอบครัวไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่มีชื่อในระบบผังเมือง แต่พวกเขามีชีวิต มีอาชีพ และมีชุมชน
วิถีชีวิตผูกพันกับน้ำอย่างแยกไม่ออก บ้านสร้างจากไม้ค้ำยันเหนือผิวน้ำ การเดินทางใช้เรือเป็นหลัก เด็ก ๆ เติบโตมากับคลองและกระแสน้ำ แต่เบื้องหลังภาพชีวิตเรียบง่าย คือความเปราะบาง
ชุมชนแห่งนี้ขาดโครงสร้างพื้นฐานขั้นพื้นฐาน ระบบสุขาภิบาลไม่ทั่วถึง ปัญหาน้ำเสียและขยะสะสมกลายเป็นความท้าทายเรื้อรัง ความแออัดทำให้พื้นที่เล็ก ๆ ต้องรองรับผู้คนจำนวนมาก
ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องของมาโคโค แต่สะท้อนวิกฤตของลากอสทั้งเมือง
ลากอส แม้ไม่ใช่เมืองหลวงของไนจีเรีย แต่ได้รับฉายาว่าเป็นเมืองหลวงทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในทวีปแอฟริกา
ท้องถนนแน่นขนัด ย่านที่อยู่อาศัยแออัด การจราจรติดขัดยาวเหยียด ภาพของมหานครที่เติบโตอย่างรวดเร็วสะท้อนทั้งพลังทางเศรษฐกิจ และแรงกดดันจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นไม่หยุด
มีการประเมินว่า ภายในปี 2100 ลากอสอาจกลายเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ด้วยจำนวนผู้อยู่อาศัยมากกว่า 88 ล้านคน แต่คำถามคือ เมืองแห่งนี้พร้อมหรือยัง?
ไนจีเรียกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนที่อยู่อาศัยมากกว่า 20 ล้านหน่วย ขณะที่เกือบหนึ่งในสามของประชากรราว 230 ล้านคน มีรายได้ต่ำกว่า 2.15 ดอลลาร์ต่อวัน ตามเส้นความยากจนของธนาคารโลก
แม้แต่ผู้ที่พอมีกำลังซื้อบ้านได้ ก็ยังต้องเผชิญโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่น่าเชื่อถือ ไฟฟ้าดับบ่อยจนต้องพึ่งเครื่องปั่นไฟ ระบบน้ำประปาไม่ทั่วถึงจนบ่อบาดาลกลายเป็นเรื่องปกติ
ทิโมธี นูบี ศาสตราจารย์ด้านการจัดการอสังหาริมทรัพย์จาก University of Lagos ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของวิกฤตนี้
“ในประเทศที่ผู้คนต้องอาศัยอยู่ใต้สะพาน และต้องจ่ายค่าเช่าสูงถึง 180,000 ไนราเพื่ออยู่ในห้องเล็ก ๆ ใต้สะพาน ขณะที่อพาร์ตเมนต์หรูในย่านไฮเอนด์กลับว่างเปล่า นั่นสะท้อนถึงความไม่เชื่อมโยงของระบบ มีปัญหาด้านนโยบาย มีปัญหาด้านการบังคับใช้ และมีปัญหาเรื่องการจัดวางตลาดของรัฐบาล”