
กองทัพสหรัฐฯ เดินหน้าสร้างฐานทัพทางอากาศและเรืออย่างต่อเนื่องในภูมิภาคตะวันออกกลาง และมีนัดเจรจากับอิหร่านอีกครั้ง ในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ที่เจนีวา อวันนี้ (อังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569) ที่เมืองเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์
แหล่งข่าวของสำนักข่าว CNN ชี้ว่า สหรัฐฯ กำลังเคลื่อนหมากให้ลงตัว เพื่อข่มขวัญอิหร่านว่า หากการเจรจาโครงการนิวเคลียร์ผิดพลาดไปจากที่สหรัฐฯ ต้องการ กองทัพสหรัฐฯ ก็สามารถโจมตีเข้ามาในบริเวณประเทศอิหร่านได้
ยุทโธปกรณ์ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ทั้งเรือบรรทุกเชื้อเพลิง และ เครื่องบินต่อสู้ แต่เดิมอยู่ที่สหราชอาณาจักร แต่ในขณะนี้ กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ตะวันออกกลาง ไม่ใช่แค่นั้น สหรัฐฯ ยังทยอยเคลื่อนระบบป้องกันทางอากาศเข้าใกล้ภูมิภาคนี้ และกองทหาร ซึ่งตามกำหนดต้องเคลื่อนพลออกนอกตะวันออกกลาง ก็กลับได้รับคำสั่งขยายเวลาประจำการออกไป
นอกจากนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์ Flight-tracking ยังระบุว่า มีเครื่องบินบรรทุกสินค้าสหรัฐฯ หลายสิบลำขนอุปกรณ์ต่าง ๆ จากสหรัฐฯ ส่งไปยังจอร์แดน บาห์เรน และซาอุดิอาระเบีย ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
และตามข้อมูลของ Air Frame เว็บไซต์การจราจรทางอากาศที่เปิดเป็นสาธารณะพบว่า เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เครื่องบินรบหลายลำได้รับคำสั่งทางการทูตให้เคลื่อนพลเข้าสู่น่านฟ้าของจอร์แดนได้ นอกจากนี้ ข้อมูลจากดาวเทียมยังเผยว่า เครื่องบิน US F-15 จำนวน 12 ลำ ได้เข้าประจำการที่ฐานทัพอากาศมูวัฟฟาก ซัลติ ในจอร์แดน
หากรวมข้อมูลจากแหล่งอื่น ๆ สรุปได้ว่า มีเที่ยวบินบรรทุกสินค้าจากสหรัฐฯ บินเข้าจอร์แดนแล้วมากกว่า 250 เที่ยวบิน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ส่งคำขู่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านต่อเนื่องหลายสัปดาห์ เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เมื่อเขาเตือนผู้นำอิหร่านว่า หากทางการอิหรานไม่หยุดเข่นฆ่าประชาชนที่ออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาล และล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่านเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถเกิดขึ้นได้ในตอนนี้
การเคลื่อนยุทโธปกรณ์เข้าพื้นที่ใกล้เคียง และคำของผู้นำระดับสูงสหรัฐฯ ที่ว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองคงจะดีที่สุด ยิ่งทำให้การเจรจาทวิภาคีที่กำลังจะเกิดขึ้นวันนี้มีควมสำคัญยิ่งยวดขึ้นไปอีก
การเจรจาทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จัดขึ้นที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยมีโอมานเป็นตัวกลางนั้น คาดว่า จะนำโดยผู้แทนพิเศษของทรัมป์ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และลูกเขยของทรัมป์ จาเร็ด คุชเนอร์ และฝ่ายอิหร่านนำโดยรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี
แม้สหรัฐฯ จะออกปากว่า อยากเห็นอิหร่านเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่หากเป็นเช่นนั้น ใคร ฝ่ายไหนจะมารับช่วงต่อ ก็ยังเป็นคำถามที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ให้คำตอบไม่ได้ และอ้างอิงจากข้อมูลแหล่งข่าว เมื่อเดือนก่อน ตัวรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอเองก็ให้คำตอบว่า “ไม่มีใครรู้” เมื่อถูกถามคำถามดังกล่าวระหว่างการพิจารณาคดีของรัฐสภา
แหล่งข่าวยังชี้อีกว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองดูจะสร้างปัญหาให้สหรัฐฯ และพันธมิตรของสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้นเสียอีก กลุ่มข่าวกรองสหรัฐฯ เชื่อว่า ในระยะสั้น ตำแหน่งผู้นำสูงสุดที่ว่างเอาไว้ จะเป็นช่องให้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) สายแข็งเข้ามาเสียบช่องว่างนี้ได้ หนึ่งในแหล่งข่าว CNN ให้ความเห็นว่า
“IRGC นั้นเด่นมาก และยังทำงานเหนือระบบราชการทหารทั่วไปด้วย แต่ก็ยากจะเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้นแน่ ๆ หากระบบการปกครองถูกล้มล้างขึ้นมา” แหล่งข่าวกล่าว
นอกจากนี้ การล้มล้างระบอบการปกครองของอิหร่านนั้นยากกว่าเวเนซุเอลาเพราะเรื่องข้อมูล เนื่องจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รู้ข้อมูลระบอบการปกครองของเวเนซุเอลา และพลวัตอำนาจดี ก่อนที่จะบุกเข้าไปจับตัวนิโคลัส มาดูโร
กลับกัน ภายหลังการลอบสังหารพลตรี คาเซ็ม สุเลมานี ผู้บัญชาการทหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดของอิหร่านโดยสหรัฐฯ ในช่วงวาระการดำรงตำแหน่งแรกของทรัมป์ สหรัฐฯ เองยังขาดข้อมูลเกี่ยวกับลำดับชั้นภายใน IRGC อยู่มาก และไม่มีข้อมูลว่า ใครควรจะมาแทนที่อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันของอิหร่าน
แหล่งข่าวหลายคนระบุว่า ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ในช่วงที่การประท้วงในอิหร่านปะทุถึงขีดสุด เป็นช่วงที่เอื้อเหตุผลให้สามารถโจมตีอิหร่านได้มากที่สุด แต่ในขณะนี้มีโอกาสน้อยมากที่สหรัฐฯ จะโจมตีแล้วเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายต่อต้านในอิหร่าน เอื้อให้ชาวอิหร่านสามารถโค่นล้มรัฐบาลของพวกเขาได้
แหล่งข่าวเหล่านั้นจึงตั้งคำถามว่า ทรัมป์อาจจะ “พลาดโอกาสดี” ไปเสียแล้ว และปฏิบัติการทางทหารที่ล่าช้าไปหลายสัปดาห์จะสามารถให้ผลแบบเดียวกับกับช่วงโอกาสทองที่เขาพลาดไปได้หรือไม่
สาเหตุที่ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ มาช้าไปก็เพราะว่า ขณะที่โอกาสทองในอิหร่านเกิดขึ้น ยุทโธปกรณ์ทั้งหลายของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในทะเลแคริบเบียน ปฏิบัติการจึงมีข้อจำกัด และอิสราเอล พันธมิตรสหรัฐฯ ในภูมิภาคก็ได้แต่กังวลว่า ตนอาจกลายเป็นเป้าหากอิหร่านเลือกใช้ขีปนาวุธโจมตี
และเพราะพลาดโอกาสช่วงการกวาดล้างประชาชนที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลไป ทรัมป์จึงเปลี่ยนเหตุผล เลือกใช้เหตุผลป้องกันการเสริมสมรรถภาพยูเรเนียมในโครงการนิวเคลียร์แทน
พร้อมกับการเปลี่ยนหัวข้อ ตอนนี้สหรัฐฯ มีกองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ที่อยู่ในภูมิภาคอยู่แล้ว และยังมีกองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี USS Gerald Ford ที่กำลังอยู่ระหว่างการเดินทาง รวมถึงฝูงบินขับไล่และเครื่องบินเติมน้ำมันที่กำลังถูกปรับเปลี่ยนกำลังพลอย่างรวดเร็ว
“ผมคิดว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จนะ” ทรัมป์กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ “ถ้าไม่สำเร็จอิหร่านก็คงแย่” และเมื่อถูกถามว่า ทำไมเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford ต้องประจำอยู่ในพื้นที่ ทรัมป์ก็ตอบว่า “เผื่อตกลงกันไม่สำเร็จ”
การเคลื่อนพลยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ เหมือนกับการเคลื่อนหมากไปรอบ ๆ จนตอนนี้สหรัฐฯ มีตัวเลือกในการโจมตีอิหร่านจากหลากหลายทาง เรือทำลายล้างติดอาวุธปล่อยนำวิถี (Guided-missile destroyers) ที่แล่นคุ้มกันไปพร้อมกับเรือบรรทุกเครื่องบิน ตัวอย่างเช่น สามารถบรรทุกขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์ก (Tomahawk cruise missiles) ได้หลายสิบลูก ซึ่งมีระยะยิงไกลถึง 1,000 ไมล์ และติดตั้งหัวรบแบบธรรมดา (Conventional warheads) น้ำหนัก 1,000 ปอนด์
โดยปกติแล้ว กองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีของกองทัพเรือสหรัฐฯ จะปฏิบัติการร่วมกับเรือดำน้ำโจมตีที่สามารถยิงโทมาฮอว์กได้เช่นกัน นอกจากนี้ เครื่องบินขับไล่ F-35 และ F-15E ยังสามารถบรรทุกระเบิดนำวิถีและขีปนาวุธจากอากาศสู่พื้น (Air-to-surface missiles) ได้หลากหลายรูปแบบ
นอกจากโจมตีได้หลายทาง เป้าหมายในการโจมตีก็หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือศูนย์บัญชาการของ IRGC และฐานทัพทหารนอกพื้นที่โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน
นอกจากนี้ ยังมีการคุยกันถึงความเป้นไปได้ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะปฏิบัติการร่วมกัน แหล่งข่าวกล่าวว่า ปฏิบัติการเหล่านี้อาจมีลักษณะคล้ายกับ "ปฏิบัติการมิดไนท์แฮมเมอร์" (Operation Midnight Hammer) เมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว ซึ่งเป็นตอนที่สหรัฐฯ ได้เข้าโจมตีสถานนิวเคลียร์ของอิหร่านในช่วงปลายของสงครามระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ดำเนินมา 12 วัน
ในขณะเดียวกัน อิหร่านได้จัดการซ้อมรบทางทหารเพิ่มเติมภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงก่อนการเจรจาที่กรุงเจนีวา โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติอิหร่าน (IBRC) รายงานว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้เปิดปฏิบัติการ “การป้องกันที่กล้าหาญ” (Valiant defense) ครอบคลุมทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล บนเกาะ 3 แห่งของอิหร่าน ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทพรมแดนที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างอิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
ตามรายงานระบุว่า โดรนของกองกำลัง IRGC ได้ถูกวางกำลังไว้ ณ จุดใต้สุดของอิหร่าน พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับผู้รุกรานในทุกรูปแบบ
ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการ “การเสริมสมถรรนะใด ๆ” หมายความว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมรับข้อตกลงใดก็ตามที่อนุญาตให้มีการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม แม้จะในระดับต่ำก็ตาม เมื่อพิจารณาจุดยืนที่อิหร่านเน้นย้ำว่า การเสริมสมรรถนะเป็น “สิทธิ” แหล่งข่าวจึงให้ความเห้นว่า การเจรจาคงเหลือพื้นที่ให้พูดคุยกันได้ไม่มาก
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวให้ความเห็นว่า ท่าทีแข็งกร้าวอาจเปลี่ยนผลลัพธ์การเจรจาได้เสมอ และอาจมีหนทางอื่นที่อิหร่านใช้เพื่อปัดป้องการโจมตีจากสหรัฐฯ ได้ อย่างการใช้แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ
แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า ในระหว่างการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านหลายรอบเมื่อปีที่แล้ว ได้มีการหารือเกี่ยวกับข้อตกลงทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นควบคู่ไปกับข้อตกลงนิวเคลียร์ ซึ่งรวมถึงการให้สิทธิพิเศษแก่สหรัฐฯ ในการเข้าถึงการพัฒนาทรัพยากรน้ำมัน ก๊าซ และแร่แรร์เอิร์ธของอิหร่าน และบุคคลนี้กล่าวเสริมว่า คาดว่าประเด็นดังกล่าวจะถูกยกขึ้นมาหารือกันอีกครั้ง
เมื่อวันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ ในการแถลงข่าวที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี รูบิโอกล่าวถึงความตั้งใจของทรัมป์ว่า ประธานาธิบดีอยากใช้การเจรจาทางการทูตมากกว่า ถึงจะยากก็เถอะ
“ท้ายที่สุดแล้ว อิหร่านถูกปกครองและตัดสินใจโดยคณะนักบวชชีอะห์ — ซึ่งเป็นนักบวชชีอะห์สายสุดโต่ง เข้าใจไหมครับ? คนกลุ่มนี้ตัดสินใจเชิงนโยบายบนพื้นฐานของศาสนศาสตร์บริสุทธิ์ (หลักความเชื่อทางศาสนาแบบเคร่งครัด) นั่นคือวิธีที่พวกเขาใช้ตัดสินใจ ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะทำข้อตกลงกับอิหร่าน” รูบิโอกล่าว
และเมื่อวันอาทิตย์ ที่งานแถลงข่าวในสโลวาเกีย เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากกองทัพสหรัฐฯ จะตัดสินใจโจมตีอิหร่านและโค่นล้มการปกครองของคาเมเนอี จะแจ้งการตัดสินใจนั้นให้รัฐสภารู้ก่อนหรือไม่ รูบิโอก็ไม่ได้ให้คำตอบ
“เราก็จะทำตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ครับ และมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่จุดนั้นด้วย แต่ในขณะนี้ สิ่งที่เรากำลังคุยกันอยู่คือเรื่องของการเจรจา [...] ถ้าหัวข้อเปลี่ยน ทุกคนก็จะเห็นได้ชัดเอง และแน่นอนถ้ากฎหมายกำหนดให้เราทำอะไร เราก็จะทำตามนั้น” รูบิโอกล่าว
ด้านพันธมิตรในภูมิภาคอย่างรัฐอาหรับในอ่าวเปอร์เซียนั้นกำลังกังวลกันเป็นอย่างมากว่า การโจมตีของสหรัฐฯ อาจทำลายความมั่นคงในภูมิภาคได้ แหล่งข่าวระบุว่า พวกเขาพยายามล็อบบี้เพื่อชะลอปฏิบัติการทางทหารออกไปก่อน เพื่อให้เวลากับกระบวนการทางการทูตมากขึ้น
“ทุกคนพยายามผลักการโจมตีออกไป” นักการทูตรายหนึ่งในภูมิภาคกล่าว และกล่าวว่า อิสราเอลเป็นเพียงชาติเดียวในภูมิภาคที่พยายามคุยให้สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน