
15 กุมภาพันธ์ 2569 นักการทูตอิหร่านกล่าวว่า อิหร่านต้องการทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ที่ต้องสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ทั้ง 2 ฝ่าย และจะมีการเจรจายกที่ 2 ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ วันพรุ่งนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2569)
ก่อนหน้านี้ ภายในเดือนเดียวกันอิหร่านและสหรัฐฯ ได้รื้อฟื้นข้อตกลงโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านขึ้นมา หลังจากมีข้อพิพาทและทำให้ต้องหยุดชะงักไปนานหลายทศวรรษ และหาทางหลีกเลี่ยงการปะทะทางทหารอีกระลอก
ถึงอย่างนั้น เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าว Reuters ว่า สหรัฐฯ ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 2 ไปยังภูมิภาคนี้แล้ว ในกรณีการเจรจาไม่ประสบความสำเร็จ และอาจต้องใช้ปฏิบัติการทางทหาร
ด้านอิหร่านก็ประกาศชัดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า หากกองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน อิหร่านเองก็จะโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางเช่นกัน
ตามข้อมูลจากแหล่งข่าว Reuters และเจ้าหน้าที่อิหร่าน คณะผู้แทนสหรัฐฯ ซึ่งมีผู้แทนพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ จะพบเจ้าหน้าที่อิหร่านวันอังคารนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2569) ที่เมืองเจนีวา
“สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ จะเดินทาง ผมคิดว่าพวกเขาเริ่มเดินทางแล้วนะ เพื่อไปประชุมครั้งสำคัญ เดี๋ยวเราจะได้รู้ผลกัน” รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอกล่าวที่งานเสวนาที่กรุงบราติสลาวา ประเทศสโลวาเกีย แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดเพิ่มเติม
รูบิโอกล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ชี้ชัดแล้วว่า ตัวเขาต้องการใช้การทูตและการเจรจาเพื่อหาทางออก แต่ก็บอกด้วยว่า สิ่งนั้นอาจไม่เกิดขึ้น
“ไม่เคยมีใครทำข้อตกลงกับอิหร่านสำเร็จมาก่อน แต่เราจะลองดู” รูบิโอกล่าว
ฮามิด กานบารี รองผู้อำนวยการฝ่ายการทูตเศรษฐกิจ กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านอธิบายว่า สาเหตุที่ข้อตกลงในปี 2558 ไม่ประสบความสำเร็จนั้นก็เพราะสหรัฐฯ ไม่ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
“เพื่อความมั่นคงของข้อตกลง เป็นเรื่องสำคัญที่สหรัฐฯ ต้องได้ประโยชน์ในพื้นที่เช่นกัน และได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากและรวดเร็ว [...] ผลประโยชน์ร่วมคือ น้ำมัน, แหล่งก๊าซธรรมชาติ, แหล่งก๊าซร่วม, การลงทุนเหมืองแร่, และแม้แต่การซื้อขายเครื่องบิน ก็รวมอยู่ในข้อตกลงนี้ด้วย” เขากล่าว
ในปี 2561 ระหว่างการดำรงตำแหน่งสมัยแรก ทรัมป์ได้ถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงที่ผ่อนปรนการคว่ำบาตรอิหร่านเพื่อแลกกับการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ และกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดต่ออิหร่านอีกครั้ง
อีกความเป็นไปได้ในข้อตกลงครั้งนี้คือ ครั้งก่อนการเจรจาเป็นแบบพหุภาคี แต่ในครั้งนี้การเจรจาจะเกิดขึ้นระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เท่านั้น โดยมีโอมานเป็นตัวกลาง
รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชีก็เดินทางออกจากกรุงเตหะราน มุ่งหน้าไปเจนีวาแล้วเช่นกัน เพื่อพูดคุยเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ทางอ้อมกับสหรัฐฯ และพบกับ IAEA องค์กรเฝ้าระวังด้านนิวเคลียร์ของ UN และฝ่ายอื่น ๆ
มาจิด ทัคต์-ราวันชี รองรัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวกับ BBC เมื่อวันอาทิตย์ ส่งสัญญาณบอกความพร้อมของอิหร่านที่จะเจรจาประนีประนอมเรื่องโครงการนิวเคลียร์ แลกกับการลดการแทรกแซงจากสหรัฐฯ เขายังบอกด้วยว่า ตอนนี้เป็นหน้าที่ของสหรัฐฯ แล้วที่ต้องแสดงความพร้อมในการทำข้อตกลง
ทัคต์-ราวันชีกล่าวอ้างถึงคำแถลงของหัวหน้าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ประเทศอาจตกลงที่จะลดความเข้มข้นของยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงสุดเพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของความยืดหยุ่นของอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่า อิหร่านจะไม่ยอมรับข้อตกลงการเพิ่มสมรรถนะยูเรเนียมเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นจุดที่มีปัญหาในข้อตกลงครั้งก่อน ๆ เนื่องจากสหรัฐฯ มองว่าการเพิ่มสมรรถนะเป็นหนทางในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นเหตุผลที่อิหร่านปฏิเสธว่าไม่จริง
ต้นฉบับ: Reuters