
12 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ได้ประกาศยกเลิกข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า ก๊าซเรือนกระจกทำลายสุขภาพมนุษย์ นั้นไม่จริง และยกเลิกมาจตรฐานการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียสำหรับรถยนต์และรถบรรทุก
“หลังจาก EPA [สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ] สิ้นสุดปฏิบัติการลง เราขอยุติ ‘คำวินิฉัยว่าก่อให้เกิดอันตราย’ อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นนโยบายอันล้มเหลวจากยุคโอบามาที่สร้างความเสียหายเป็นอย่างมากต่ออุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐฯ และยังทำให้ค่าครองชีพของคนอเมริกันสูงขึ้น” ทรัมป์กล่าว
ด้าน EPA กล่าวในข่าวประชาสัมพันธ์ว่า ‘คำวินิฉัยว่าก่อให้เกิดอันตราย’ นั้นวางอยู่บนการตีความกฎหมายอากาศสะอาศของรัฐบาลกลางที่ผิดพลาด เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวมีจุดประสงค์ปกป้องประชาชนจากมลพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายในระดับท้องถิ่นหรือภูมิภาค ไม่ใช่จากสภาพอากาศในระดับโลก
“การตีความทางกฎหมายที่ผิดพลาดนี้ทำให้หน่วยงานทำงานนอกเหนือขอบเขตกฎหมายในหลายด้าน” ข่าวประชาสัมพันธ์ของ EPA ระบุ
การประกาศยกเลิกกฎหมายดังกล่าวเคียงข้าง ลี เซลดิน ผู้บริหาร EPA และ รัสส์ วอท ผู้อำนวยการฝ่ายงบประมาณทำเนียบขาว ที่พยายามยกเลิกกฎหมายดังกล่าวมานาน และยังเป็นบุคคลสำคัญในการร่างนโยบายอนุรักษ์นิยมในปี 2568
สำนักข่าวหลายสำนักเรียกการประกาศครั้งนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ ว่า เป็นการก้าวถอยหลังครั้งใหญ่ แม้สำหรับรัฐบาลชุดที่มีจุดยืนไม่สนับสนุนการแก้ไขวิกฤตสภาพอากาศอยู่แล้ว ทรัมป์แสดงจุดยืนหลายต่อหลายครั้งว่า เขามองวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็น “เรื่องลวงโลก” และได้พาสหรัฐฯ ถอยอกจากการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมหลายประการ อาทิ:
ด้านอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามาตอบโต้การประกาศครั้งล่าสุดของทรัมป์ผ่านโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ X
“[หากไม่มีคำวินิฉัยว่าก่อให้เกิดอันตราย] ความปลอดภัยของเราจะน้อยลง สุขภาพแย่ลง และต่อสู้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงได้ยากขึ้น และอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลยังจะสร้างเงินได้มากขึ้นด้วย” โอบามากล่าว
จุดเริ่มต้นของคำวินิจฉัยก่อให้เกิดอันตราย [endangerment finding] คือ ศาลฎีกามีคำพิพากษาในปี 2550 ในคดีระหว่าง รัฐแมสซาชูเซตส์ กับ EPA (หน่วยงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม) ว่า หน่วยงานดังกล่าวมีอำนาจในการกำกับดูแลการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ภายใต้กฎหมายอากาศสะอาด
ทำให้ในปี 2552 คำวินิฉัยว่าก่อให้เกิดอันตรายถูกบังคับใช้เป็นครั้งแรก หลังจากนั้น EPA จึงปฏิบัติการภายใต้พ.ร.บ. อากาศสะอาดปี 1963 [2506] เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ก๊าซมีเทน และสารมลพิษทางอากาศที่กักเก็บความร้อนอีก 4 ชนิด จากยานพาหนะ โรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมอื่น ๆ
ภายใต้คำวินิจฉัยนี้ ภาคการขนส่งและภาคพลังงานต่างต้องรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐฯ ในสัดส่วนประมาณ 1 ใน 4 ของแต่ละภาคส่วน
ภายใต้การบริหารงานของโจ ไบเดน EPA ตั้งเป้าลดการปล่อยมลพิษจากท่อไอเสียของยานพาหนะทั้งระบบลง 50% ภายในปี 2575 เมื่อเทียบกับระดับที่คาดการณ์ไว้ในปี 2027 และคาดการณ์ว่าระหว่างปี 2030 ถึง 2032 รถยนต์ใหม่ที่จำหน่ายจะต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้าในสัดส่วนระหว่าง 35% ถึง 56%
ในขณะนั้น EPA ประเมินว่า กฎระเบียบดังกล่าวจะทำให้เกิดผลประโยชน์สุทธิมูลค่า 9.9 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีไปจนถึงปี 2055 ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงที่ลดลง 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ และค่าบำรุงรักษาและซ่อมแซมรถยนต์ที่ลดลงอีก 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สำหรับผู้ขับขี่
มีการคาดการณ์ว่า ผู้บริโภคจะประหยัดเงินได้เฉลี่ย 6,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 2 แสนกว่าบาท) ตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์คันใหม่ จากค่าเชื้อเพลิงและการบำรุงรักษาที่ลดลง
เซลดินกล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์ได้จัดการกับนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศที่มีผลกระทบกว้างขวางที่สุดในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสิ่งที่หน่วยงาน (EPA) เคยหลีกเลี่ยงที่จะทำในช่วงสมัยแรกของเขา เนื่องจากความกังวลของภาคอุตสาหกรรมเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ
“บางคนเรียกข้อวินิจฉัยนี้ว่าเป็น ‘จอกศักดิ์สิทธิ’ [หรือ ที่สุด] แห่งการแทรกแซงกฎระเบียบรัฐบาลกลางที่มากเกินไป แต่ตอนนี้คำวินิฉัยว่าก่อให้เกิดอันตรายของโอบามาถูกลบล้างไปแล้ว” เขากล่าว
การยกเลิกกฎระเบียบนี้จะทำให้ข้อกำหนดทางกฎหมายในการวัดผล, การรายงาน, การรับรอง และการปฏิบัติตามมาตรฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของรัฐบาลกลางสำหรับรถยนต์ถูกระงับไป แต่ในช่วงแรกอาจจะยังไม่มีผลบังคับใช้กับแหล่งกำเนิดมลพิษที่อยู่กับที่ เช่น โรงไฟฟ้า
ทาง EPA กล่าวว่า การยกเลิกและการสิ้นสุดมาตรฐานการปล่อยมลพิษของยานพาหนะจะช่วยประหยัดเงินให้ผู้เสียภาษีชาวอเมริกันได้ถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามรัฐบาลชุดก่อนแย้งว่า กฎระเบียบเหล่านี้จะให้ผลประโยชน์สุทธิแก่ผู้บริโภคผ่านค่าเชื้อเพลิงที่ลดลงและการประหยัดในด้านอื่นๆ
กลุ่มพันธมิตรเพื่อนวัตกรรมยานยนต์ (The Alliance for Automotive Innovation) เป็นตัวแทนผู้ผลิตรถยนต์ไม่ได้เห้ฌฯด้วยกับการยกเลิกดังกล่าว แต่กล่าวว่า “กฎระเบียบด้านการปล่อยมลพิษจากยานยนต์ที่กำหนดขึ้นในสมัยรัฐบาลก่อนนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ที่จะปฏิบัติตามได้ เนื่องจากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดปัจจุบัน”
ด้าน ประธานกองทุนปกป้องสิ่งแวดล้อม (Environmental Defense Fund: EDF) เฟรด ครับบ์ กล่าวว่า ข้อวินิจฉัยกังกล่าวจะทำให้สหรัฐฯ ต้องจ่ายค่าเสียหายมากกว่าเคย
“ท่านผู้บริหารเซลดินได้มีคำสั่งให้ EPA เลิกปกป้องคนอเมริกันจากมลพิษ ซึ่งจะทำให้พายุ น้ำท่วมรุนแรงขึ้น ทั้งยังเพิ่มค่าประกันภัยมากขึ้นมาก [...] การกระทำครั้งนี้มีแต่จะทำให้มลพิษรุนแรงขึ้น จะทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และเกิดภัยอันตรายของจริงแก่ครัวเรือนอเมริกัน”
ฝ่ายอุตสาหกรรมถ่านหินได้ออกมาแสดงความยินดีกับการประกาศ (ยกเลิกกฎ) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยระบุว่า สิ่งนี้จะช่วยยับยั้งการปลดระวางของโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่เก่าแก่ไม่ให้ต้องปิดตัวลง ไมเคิล บลัดเวิร์ธ เป็นประธานและซีอีโอของ America’s Power
“บรรดาบริษัทสาธารณูปโภคได้ประกาศแผนที่จะปลดระวางโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่มีกำลังการผลิตรวมกว่า 55,000 เมกะวัตต์ภายใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งการพลิกผันการตัดสินใจปลดระวางเหล่านี้ อาจช่วยชดเชยความจำเป็นในการสร้างแหล่งพลังงานใหม่ที่มีราคาแพงกว่า และช่วยป้องกันการสูญเสียคุณลักษณะด้านความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เช่น ความมั่นคงทางเชื้อเพลิงที่กลุ่มโรงไฟฟ้าถ่านหินมีได้” บลัดเวิร์ธกล่าว
แม้หลายอุตสาหกรรมจะรวมตัวกันสนับสนุนการยกเลิกมาตรฐานครั้งนี้ แต่อีกหลายกลุ่มก็ยังลังเลที่จะสนับสนุนก้าวนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่อาจเกิดขึ้นตามมา
ต้นฉบับ: Reuters