
12 มกราคม 2569 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ประชุมกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ที่ทำเนียบขาว กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าการคุยเรื่องอิหร่านก็ยังจะดำเนินต่อไป โดยเขาจะผลักดันให้อิหร่านยอมรับข้อเสนอที่สหรัฐฯ ยื่นให้
“เป็นการประชุมที่เยี่ยมยอดเลย ความสัมพันธ์อันดีของเราสองประเทศยังคงเดินหน้าต่อไป” ทรัมป์พูดถึงอิสราเอล ตอกย้ำความสัมพันธ์ 2 ชาติดำเนินเป็นอย่างดี “ยังไม่มีอะไรเป็นที่สิ้นสุดหรอก นอกจากที่ผมยืนกรานว่า การเจรจากับอิหร่านต้องเดินหน้าต่อ เพื่อจะดูว่า เราสามารถหาทางตกลงกันได้หรือไม่” ทรัมป์กล่าวต่อ
การประชุมระหว่างทรัมป์และเนทันยาฮูครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 6 แล้ว ที่สหรัฐฯ ให้การต้อนรับเนทันยาฮูนับตั้งแต่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 หากรวมการพบกันครั้งหนึ่งในอิสราเอลเมื่อเดือนมกราคม 2568 ครั้งนี้นับว่า 2 ผู้นำก็พบกันมากถึง 7 ครั้งแล้ว
การเยือนครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ และอิหร่านได้เปิดการเจรจาทางอ้อมในประเทศโอมาน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหารที่อาจลุกลามไปสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางในวงกว้าง
ในขณะที่บรรดาผู้นำอาหรับส่วนใหญ่ต่างสนับสนุนให้มีการลดระดับความตึงเครียด แต่เนทันยาฮูกลับเรียกร้องให้มีการดำเนินการทางทหารต่ออิหร่านเพิ่มเติมอยู่บ่อยครั้ง
แม้ว่าอิสราเอลจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเจรจา แต่เนทันยาฮูเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเขาและประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวว่า จะนำเสนอ “หลักการในการเจรจากับอิหร่าน” ให้สหรัฐฯ โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดหลักการเหล่านั้น
หลังการพบกันของทรัมป์และเนทันยาฮู ทรัมป์เผยแพร่โพสต์ลงบนสื่อสังคมออนไลน์ Truth Social ทันที ถึงความพึงพอใจ และความคาดหวังว่าจะสามารถตกลงกับอิหร่านได้
“หากเป็นไปได้ [การบรรลุข้อตกลง] ผมได้แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้วว่านั่นคือสิ่งที่ผมปรารถนา” ทรัมป์กล่าว “แต่หากทำไม่ได้ เราก็คงต้องรอดูว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร”
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเข้าข้างอิสราเอลในสงคราม 12 วันกับอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวรุนแรงถึงขีดสุดเมื่อสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน 3 แห่ง ในปฏิบัติการทางทหารที่ใช้รหัสชื่อว่า “Midnight Hammer” (มิดไนท์ แฮมเมอร์)
ในการคุยกันครั้งล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กรุงมัสกัต เมืองหลวงของโอมาน ประเทศตัวกลางในการเจรจาครั้งนี้ ซึ่งมีผู้แทนพิเศษสหรัฐฯ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วม ทรัมป์ชี้ว่า การเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ค่อนข้างดี
การพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะสหรัฐฯ ส่งกองกำลังทหารจำนวนมากเข้าไปในภูมิภาค จนเกิดความกังวลว่า อาจสร้างการพัวพันทางการทหาร ด้านสหรัฐฯ เอง ทรัมป์ประกาศว่า จะโจมตีทันทีหากเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงสังหารผู้ประท้วงที่มาชุมนุมต่อต้านรัฐบาล
ด้านผู้นำสูงสุดอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ได้ออกมาเตือนถึงโอกาสในการเกิด “สงครามระดับภูมิภาค” ได้ ถ้าสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านขึ้นมา ทำให้เหล่ามหาอำนาจในตะวันออกกลางต่างพยายามผลักดันให้ใช้ทางออกทางการทูตเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะทางทหาร
จนถึงตอนนี้ขอบเขตในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านก็ยังคลุมเครือ ทางการสหรัฐฯ ยังไม่ออกมาเปิดเผยมากนัก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยกับสื่อว่า การเจรจามีข้อเรียกร้องหลัก 3 ประการ:
ซึ่งข้อเรียกร้องเหล่านี้เป็นเป้าหมายที่นายเนทันยาฮูยึดถือมาโดยตลอดเช่นกัน
ในบทความของ Al Jazeera บาร์บารา สลาวิน (Barbara Slavin) นักวิชาการจากสถาบันคลังสมอง Stimson Center ในสหรัฐฯ กล่าวว่า นายเนทันยาฮูได้นำเอา "ข้อเรียกร้องขั้นสูงสุด" (Maximalist demands) มาใช้ในการประชุมที่ทำเนียบขาวในครั้งนี้ เพราะถือว่า อิหร่านเป็นภัยคุกคามใหญ่ของอิสราเอล
“เขาถือว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงถึงชีวิตต่ออิสราเอล เขาต้องการให้อิหร่านอ่อนแอลงในทุกทางที่ทำได้ และเขาคงจะยินดีเป็นอย่างยิ่งหากเห็นเกิดการเปลี่ยนระบอบการปกครอง (Regime change) ในอิหร่าน” สลาวินกล่าว
“แต่หากเขาไม่สามารถทำให้เกิดสิ่งนั้นได้ เขาก็ต้องการให้แน่ใจว่าอิหร่านจะไม่มีโครงการนิวเคลียร์หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเดียว และต้องไม่มีขีปนาวุธใด ๆ ที่จะสามารถโจมตีอิสราเอลได้” สลาวินเสริมต่อ
เธอกล่าวว่า เนทันยาฮูดูมีท่าทีกังวลอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อทรัมป์แสดงออกว่า การเจรจาที่โอมานเป็นไปในทางบวก ด้าน นูร์ โอเดห์ ผู้สื่อข่าว Al Jazeera ยังกล่าวว่า มีแนวโน้ม “การเลือกตั้งก่อนกำหนด” ในอิสราเอล ทำให้เนทันยาฮูยิ่งต้องดิ้นรนหาวิธีการเด็ดขาด
“หากเขา [อิสราเอล] สามารถโค่นล้มรัฐบาลในอิหร่านลงได้ เขาจะกลายเป็น 'ราชาเหนือราชาทั้งปวง' ในแง่ของหน้าประวัติศาสตร์การเมืองอิสราเอล และนั่นคือผลงานชิ้นโบแดงที่เขาจะนำไปใช้หาเสียงเพื่อให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งได้อย่างแน่นอน” โอเดห์กล่าว
“เนทันยาฮูอยากเกลี้ยกล่อมทรัมป์ให้เชื่อว่า ข้อตกลงจะไม่นำไปสู่ผลลัพธ์อะไร และอิหร่านนั้นไม่น่าเชื่อใจ” โอเดห์กล่าว
ในขณะเดียวกัน อิสราเอลก็ต้องเตรียมพร้อมเผื่อกรณีที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นไปด้วยกีและสำเร็จลุล่วง
“หากมีการบรรลุข้อตกลงกันได้จริง เขาจำเป็นต้องมั่นใจว่าข้อตกลงนั้นอยู่ในระดับที่อิสราเอลสามารถยอมรับได้” โอเดห์ อธิบาย “เขาต้องการให้อิหร่านตกอยู่ในสภาวะที่ไร้ความสามารถ (ทางการทหาร) อย่างถาวร และนั่นคือสูตรสำเร็จที่จะช่วยให้มั่นใจได้ว่า อิสราเอลจะยังคงเป็นมหาอำนาจผู้ครองความเป็นใหญ่ (Hegemon) ในภูมิภาคนี้ต่อไป”
ข้อตกลง Joint Comprehensive Plan of Action หรือ JCPOA ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เกิดขึ้นในปี 2558 มีเงื่อนไขการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรให้แก่อิหร่าน โดยมีสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย เยอรมนี และสหภาพยุโรป เข้าร่วมเป็นภาคีด้วย
อย่างไรก็ตาม ในปี 2018 ระหว่างการดำรงตำแหน่งสมัยแรก ทรัมป์ได้ถอนตัวออกจากข้อตกลง JCPOA และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็พยายามแสวงหาข้อตกลงฉบับใหม่แต่ยังไม่สำเร็จ ในขณะเดียวกันก็ได้กลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรแบบ "กดดันสูงสุด" (Maximum Pressure) ต่ออิหร่านอีกครั้ง
ด้านอิหร่านส่งสัญญาณต่อเนื่องว่า พวกเขาพร้อมทำข้อตกลงว่าด้วยโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งพวกเขาก็ยืนยันมาตลอดว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อพลเรือนเท่านั้น แต่ยังคงยืนกรานว่าขีดความสามารถด้านขีปนาวุธจะต้องไม่อยู่ในเงื่อนไขการเจรจา
“ขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของสาธารณรัฐอิสลามนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเจรจาได้” อาลี ชัมคานี ที่ปรึกษาของคาเมเนอี กล่าวตามการรายงานของสื่อรัฐบาลเมื่อวันพุธที่ผ่านมา
ในโพสต์ของทรัมป์บน Truth Social ทรัมป์ยังระบุว่า เนทันยาฮูพูดถึง“ความก้าวหน้าอย่างมหาศาลที่เกิดขึ้นในกาซา และในภูมิภาคโดยรวม”
นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 อิสราเอลได้ทำสงครามในกาซาซึ่งถูกระบุว่า เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปแล้วประมาณ 72,045 ราย และบาดเจ็บกว่า 171,686 ราย อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้ผลักดันแผน "หยุดยิง" ในกาซาจำนวน 20 ข้อ ซึ่งได้รับการยอมรับในเดือนตุลาคม
และเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้มีการประกาศว่า แผนดังกล่าวกำลังเข้าสู่ “ระยะที่สอง” (Phase two) แม้ว่ายังคงมีคำถามสำคัญค้างคาอยู่ โดยเฉพาะเรื่องการปลดอาวุธของกลุ่มฮามาส
ในขณะเดียวกัน การโจมตีของอิสราเอลยังคงมีต่อไป โดยสำนักข่าว Wafa รายงานว่าเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (11 กุมภาพันธ์ 2569) เด็กชาวปาเลสไตน์คนหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากการยิงของอิสราเอลในพื้นที่ Batn as-Sameen ทางตอนใต้ของเมืองคานยูนิส นอกจากนี้ ทีมข่าว Al Jazeera ในกาซารายงานว่ามีการโจมตีทางอากาศและการยิงปืนใหญ่ของอิสราเอลในพื้นที่ทางตะวันออกของเมืองซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมทางทหารของอิสราเอลด้วย
นับตั้งแต่แผนหยุดยิงระยะแรกเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม กระทรวงสาธารณสุขของกาซาระบุว่ามีชาวปาเลสไตน์ถูกสังหารไปแล้ว 591 ราย และบาดเจ็บ 1,578 ราย
ต้นฉบับ: ‘Nothing definitive’ reached about Iran during Netanyahu’s visit with Trump