Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
อนุรักษนิยม-เศรษฐกิจเชิงรุก ปัจจัยดันนายกฯ หญิงญี่ปุ่น ชนะแลนด์สไลด์
โดย : ปิยมาส วงศ์พลาดิสัย

อนุรักษนิยม-เศรษฐกิจเชิงรุก ปัจจัยดันนายกฯ หญิงญี่ปุ่น ชนะแลนด์สไลด์

9 ก.พ. 69
11:19 น.
แชร์

กระแสความนิยมของชาวญี่ปุ่นต่อ ‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นนั้นแผ่ขยายไปทั่ว และผลการเลือกตั้งดูเหมือนจะยืนยันถึงความต้องการของประชาชนต่อแนวทางแบบ "ญี่ปุ่นต้องมาก่อน" ของเธอ

ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีสายเหยี่ยวผู้ร้อนแรง และพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) คว้าชัยชนะอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้งก่อนกำหนดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์สาธารณะ NHK โดยเธอสามารถรักษาเสียงข้างมากในสภาได้อย่างแข็งแกร่ง และได้รับฉันทามติจากประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ที่จะให้รัฐบาลดำเนินเส้นทางสายอนุรักษนิยมสุดโต่ง

ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า การตัดสินใจยุบสภาเพื่อคว้าเสียงข้างมาก ให้เธอและพรรค LDP มีอำนาจที่แข็งแกร่งกว่าเดิมนั้น เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ จากข้อมูลของ NHK พรรค LDP กวาดที่นั่งไปมากกว่า 300 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์เสียงข้างมากที่ต้องการเพียง 233 ที่นั่งอย่างมาก นับเป็นชัยชนะในระดับเสียงข้างมากเด็ดขาดถึง 2 ใน 3 ดูเหมือนจะเป็นการตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าของประชาชน

ในการกล่าวสุนทรพจน์หาเสียง ทาคาอิจิเน้นย้ำไปที่นโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกที่จะทุ่มเงินมหาศาล เและเรียกร้องให้มีมาตรการจำกัดการตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ เธอยังประกาศว่า จะเสริมสร้างขีดความสามารถทางการทหารของญี่ปุ่น และยกเลิกการสั่งห้ามส่งออกอาวุธร้ายแรง ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านออกจากหลักการ "ใฝ่สันติ" ที่ญี่ปุ่นยึดถือมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

นอกจากนี้ คำแถลงที่โผงผางของเธอเกี่ยวกับการใช้กำลังทหารปกป้องไต้หวัน หากจีนรุกรานเกาะแห่งนี้ ก็เป็นการฉีกขนบของผู้นำญี่ปุ่นคนก่อน ๆ ที่มักสงวนท่าที เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับมหาอำนาจอย่างจีน ซึ่งญี่ปุ่นกำลังโดนพิษคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของจีนเล่นงานอย่างรุนแรง แต่เหตุใด ประชาชนกลับยิ่งเชื่อมั่นในการกุมบังเหียนทิศทางประเทศของเธอ 

ทาคาอิจิ: นารีขี่ม้าข้าว ผู้ก้าวข้ามคำสาปการเมือง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเมืองญี่ปุ่นตกอยู่ในสภาวะที่ไร้เสถียรภาพ จากการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีบ่อยครั้ง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีผู้นำสลับหน้ากันมาแล้วถึง 5 คน ซึ่งส่วนใหญ่เผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากพรรค LDP ที่จมปลักกับ "คำสาปเงินทอน" หรืออื้อฉาวเรื่องกองทุนลับ ที่นักการเมืองในพรรคแอบซุกเงินบริจาคจากการจัดงานเลี้ยงระดมทุนโดยไม่ลงบันทึกบัญชีอย่างถูกต้อง 

ประเด็นฉาวสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนที่กำลังแบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล ท่ามกลางภาพลักษณ์ของผู้นำรุ่นก่อน ๆ ที่ถูกมองว่าอ่อนแอ ขาดความหนักแน่น และมักจะใช้การขอโทษแบบพิธีกรรมเพื่อประคองตัวไปวัน ๆ จนทำให้ฐานเสียงเดิมของพรรคเริ่มเสื่อมศรัทธาและมองหาความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมมากกว่าแค่การปรับคณะรัฐมนตรีซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อย่างไรก็ตาม เมื่อ ‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ ก้าวขึ้นมากุมบังเหียนพรรคในช่วงสั้น ๆ ก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ เธอได้ล้างภาพลักษณ์นักการเมืองสายประนีประนอมทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง และสถาปนาตัวเองในฐานะ "Relentless Workhorse" หรือม้าทำงานที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยอย่างแท้จริง ทาคาอิจิสร้างปรากฏการณ์ด้วยการประกาศทิ้งคำว่า "Work-life Balance" และมุ่งหน้าทำงานในแบบที่คนญี่ปุ่นต้องอึ้ง เช่น การนัดประชุมหารือกับเจ้าหน้าที่ในช่วงเวลาตี 3 เพื่อติดตามสถานการณ์พายุแบบนาทีต่อนาที หรือการออกมาประกาศกร้าวว่าเธอพร้อมจะ "ทำงาน ทำงาน และทำงาน" โดยแทบไม่หยุดพักเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจและศักดิ์ศรีของชาติคืนมา 

ความบ้างานระดับสุดโต่งนี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องเลวร้ายในสายตาผู้เลือกตั้งที่กำลังเบื่อหน่ายความเฉื่อยชา แต่กลับกลายเป็นจุดขายที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความกล้าได้กล้าเสีย และความเด็ดขาดที่ชาวญี่ปุ่นโหยหาจากผู้นำมาตลอดหลายทศวรรษ จนสามารถเปลี่ยนจากเสียงก่นด่าเรื่องอดีตที่อื้อฉาวของพรรค ให้กลายเป็นความเชื่อมั่นในตัวบุคคลที่พร้อมจะพลีกายทำงานเพื่อประชาชนอย่างไม่ลดละ

ฉีกขนบนักการเมืองอาวุโส ถึงใจคนรุ่นใหม่

หัวใจสำคัญที่ทำให้ทาคาอิจิสามารถกวาดคะแนนจากกลุ่ม Young Voters ได้อย่างถล่มทลาย คือการใช้แพลตฟอร์มที่คนรุ่นใหม่ใช้งานจริงอย่าง X (Twitter), YouTube และ TikTok เธอเปลี่ยนการเมืองที่เคยถูกมองว่า เป็นเรื่องของ “ชายแก่ในสภา” ให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายและน่าติดตาม โดยเฉพาะการพูดแบบไม่อ้อมค้อม ซึ่งถูกมองว่าเป็นความจริงใจ 

แม้ทาคาอิจิจะมีจุดยืนทางนโยบายแบบอนุรักษนิยมสุดโต่ง แต่สถานะ “นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก” ในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นกลับทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลงที่ทรงพลังอย่างยิ่ง สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในสังคมที่โครงสร้างอำนาจถูกผูกขาดโดยกลุ่มผู้ชายสูงวัยมานานหลายทศวรรษ การโหวตให้ทาคาอิจิจึงไม่ใช่แค่การโหวตให้พรรค LDP แต่เป็นการโหวตเพื่อลองสิ่งใหม่

นอกจากนี้ เธอยังแชร์ไลฟ์สไตล์ส่วนตัวและกิจกรรมที่คาดไม่ถึง อย่างคลิปวิดีโอที่เป็นกระแสไปทั่วโลกออนไลน์ ขณะที่เธอโชว์ทักษะการตีกลองอย่างเมามันร่วมกับประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นการทลายกำแพงความเคร่งขรึมของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีลงอย่างสิ้นเชิง การที่ประชาชนสามารถเห็นผู้นำของพวกเขาในมุมที่เป็นมนุษย์ มีความชอบ และมีอารมณ์ขัน ทำให้เกิดความรู้สึกใกล้ชิดและเป็นกันเอง จนเกิดฐานแฟนคลับที่เรียกกันว่า “Takaichi Fandom” ซึ่งทำหน้าที่ช่วยสื่อสารและส่งต่อแคมเปญหาเสียงของเธอไปในโลกโซเชียล

Japan First: ทางออกที่ชาวญี่ปุ่นเลือกในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม

นโยบาย Japan First ของทาคาอิจิถูกขับเคลื่อนด้วยการเผชิญหน้ากับจีนอย่างไม่ประนีประนอม โดยชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2025 หลังจากทาคาอิจิประกาศกร้าวในสภาว่า "สถานการณ์ฉุกเฉินในไต้หวัน คือสถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น" และส่งสัญญาณพร้อมแทรกแซงทางทหาร ซึ่งถือเป็นการฉีกหน้าจีนอย่างรุนแรงจนนำไปสู่การตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรสินค้าญี่ปุ่นและการสั่งระงับกรุ๊ปทัวร์จีนเข้าประเทศทันที 

แต่แทนที่ชาวญี่ปุ่นจะหวั่นเกรงต่อพิษเศรษฐกิจ พวกเขากลับพึงพอใจที่เห็นผู้นำ "กล้าโต้กลับ" ด้วยการสั่งเดินหน้าซ้อมรบใหญ่ร่วมกับสหรัฐฯ ในพื้นที่ใกล้เกาะไต้หวัน และเร่งงบประมาณกลาโหมให้แตะ 2% ของ GDP เร็วกว่ากำหนด สำหรับคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ นี่ไม่ใช่การกระหายสงคราม แต่คือการยุติยุคสมัยที่ญี่ปุ่นต้องยอมก้มหัวให้มหาอำนาจเพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางการค้า และเลือกที่จะยืนหยัดเพื่อความมั่นคงของชาติอย่างมีศักดิ์ศรี

นอกจากการต่อกรกับศัตรูภายนอกแล้ว ทาคาอิจิยังใช้ไม้แข็งกับ "ปัญหาภายใน" ผ่านนโยบายควบคุมคนต่างชาติอย่างเข้มงวดที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เธอชูนโยบายตรวจสอบสิทธิการครอบครองที่ดินของต่างชาติอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้ฐานทัพและทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งสั่งกวาดล้างชาวต่างชาติที่พำนักผิดกฎหมายและการไม่จ่ายภาษี/ประกันสังคมอย่างจริงจัง ภายใต้แนวคิดที่ว่าต้องไม่มีใครอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของญี่ปุ่น

แม้นักวิจารณ์จะมองว่าเป็นนโยบายที่สร้างความแตกแยก แต่กลับได้ใจคนญี่ปุ่นที่กำลังเผชิญภาวะ "Foreigner Fatigue" หรือความเหนื่อยล้าจากปัญหาการท่องเที่ยวล้นเมืองและอาชญากรรมจากคนต่างชาติ นโยบายนี้จึงทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางวัฒนธรรมและสังคมที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นรู้สึกว่าบ้านเมืองของพวกเขากลับมาปลอดภัยและเป็นระบบระเบียบอีกครั้ง ภายใต้การนำของนายกฯ หญิงเหล็กคนนี้

Takaichi-nomics: นโยบายเศรษฐกิจรุกสุดตัว

Takaichi-nomics หรือที่สื่อต่างชาติเรียกว่า Sanaenomics คือสูตรเศรษฐกิจที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Abenomics แต่ดุดันและเน้นไปที่ความมั่นคงมากกว่าเดิม โดยหัวใจสำคัญคือการใช้ "นโยบายการคลังเชิงรุก" เพื่อดึงประเทศออกจากภาวะข้าวยากหมากแพง และเศรษฐกิจหยุดเติบโต หลังจากที่ในช่วงปี 2024-2025 GDP ของญี่ปุ่นเติบโตเพียง 0.5-0.8% ขณะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 3-4% ซึ่งเป็นระดับที่คนญี่ปุ่นไม่ได้เจอมานานกว่า 4 ทศวรรษ จนเกิดความรู้สึกร่วมกันว่า "เงินในกระเป๋าเล็กลงแต่ภาระเท่าเดิม" 

ทาคาอิจิจึงเลือกแก้ปัญหาด้วยการอัดฉีดเงินมหาศาลเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมใหม่ให้เร็วที่สุด นโยบายนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจก้อนยักษ์ถึง 21.3 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 5 ล้านล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 เสาหลัก ได้แก่

  1. การลดภาระค่าครองชีพทันที: เช่น การแจกเงินสด 20,000 เยนต่อเด็กหนึ่งคน, การอุดหนุนค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้ม และที่สำคัญที่สุดคือการยกเลิกภาษีน้ำมันชั่วคราวเพื่อกดราคาสินค้า
  2. การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต: ทุ่มงบกว่า 7.2 ล้านล้านเยนในด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อดึงฐานการผลิตกลับสู่ญี่ปุ่นและสร้างงานมูลค่าสูง
  3. การลงทุนเพื่อการจัดการวิกฤต: ซึ่งรวมถึงงบประมาณกลาโหมและการป้องกันภัยพิบัติ แม้นักวิเคราะห์จะเตือนเรื่องหนี้สาธารณะที่สูงลิ่วถึง 260% ของ GDP แต่สำหรับชาวญี่ปุ่นที่เบื่อหน่ายกับความซบเซา "ยาแรง" ของทาคาอิจิคือความเสี่ยงที่พวกเขาเต็มใจเลือก เพื่อแลกกับโอกาสที่จะได้เห็นเศรษฐกิจกลับมาคึกคักอีกครั้ง

The Trump Connection: พันธมิตรไร้ขีดจำกัด

แรงหนุนสำคัญที่ทำให้ทาคาอิจิโดดเด่นคือการได้รับ “การสนับสนุนอย่างสมบูรณ์” จากโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยกย่องเธอว่าเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและชาญฉลาด พร้อมเชิญเยือนทำเนียบขาวทันทีหลังชนะเลือกตั้ง ซึ่งทาคาอิจิได้ตอบรับอย่างมั่นใจว่าศักยภาพของพันธมิตรทั้งสองชาตินั้น “ไร้ขีดจำกัด” การส่งสัญญาณที่สอดประสานกันอย่างรวดเร็วนี้ กลายเป็นภาพลักษณ์ของผู้นำระดับโลกที่ประชาชนมองเห็นว่าเธอสามารถดีลกับมหาอำนาจได้อย่างสูสีและมีระดับ

ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะภาคธุรกิจ มองว่าความสนิทสนมนี้คือ "หลักประกันความมั่นคง" ที่หาจากใครไม่ได้ พวกเขาเชื่อว่าทาคาอิจิคือคนเดียวที่จะรับมือกับนโยบายที่คาดเดายากของทรัมป์ได้เหมือนที่ชินโซ อาเบะเคยทำไว้ การเป็นพันธมิตรสายตรงช่วยลดความกังวลเรื่องการถูกกดดันทางภาษีและการถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค ทำให้ประชาชนมั่นใจว่าภายใต้การนำของเธอ ญี่ปุ่นจะไม่ถูกทิ้งให้เผชิญหน้ากับจีนลำพัง และจะมีแต้มต่อสูงสุดในการเจรจาบนเวทีโลก


แชร์
อนุรักษนิยม-เศรษฐกิจเชิงรุก ปัจจัยดันนายกฯ หญิงญี่ปุ่น ชนะแลนด์สไลด์