
เมื่อเกิดอุบัติเหตุในไซต์ก่อสร้าง แรงงานคือ ผู้ที่สูญเสียมากไม่น้อยไปกว่าใคร หากจะกล่าวว่าสูญเสียที่สุดก็คงไม่ผิดไปจากความจริง อย่างอุบัติเหตุครั้งล่าสุด เหตุคานปูนถล่มที่โครงการก่อสร้าง ทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 พบว่า ผู้เสียชีวิต 6 จาก 8 รายเป็นแรงงานในโครงการก่อสร้างนี้เอง
อุบัติเหตุในไซต์งานก่อสร้างเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหนจนเกิดเป็นแนวคิด “สมุดพกผู้รับเหมา” กลไกประเมินผู้รับเหมาที่ดำเนินงานไม่ได้มาตรฐานเพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำซาก
แน่นอนว่า การป้องกันนั้นเป็นแนวทางที่ดีที่สุด แต่การเยียวยาในกรณีที่เกิดเหตุไปแล้วก็สำคัญเช่นกัน Spotlight คุยกับคุณอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) เกี่ยวกับมาตรการเยียวยาผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุในไซต์ก่อสร้าง
คุณอดิศรยกตัวอย่างกรณีตึกสตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ที่กำลังก่อสร้างในขณะนั้นถล่มลงมา ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของแรงงานกว่า 92 ราย ที่ตามหลักการตัวบทกฎหมายแล้ว แรงงานอาจได้เงินเยียวยาจากหลายทาง ได้แก่
“ระบบไม่เอื้อให้ผู้สูญเสียไปรับเงินเยียวยาได้ง่าย” คุณอดิศรกล่าว
เรามีข้อกำหนดกฎเกณฑ์อย่างละเอียดนั้นจริงอยู่ (ข้ามเรื่องจำนวนเงินเหมาะสมหรือไม่ก่อนในบทความนี้) แต่กระบวนการได้มาซึ่งเงินเยียวยาเหล่านั้น อาจไม่ได้ราบรื่นเสมอไป โดยเฉพาะคนกลุ่มเปราะบาง อย่างคนรายได้ต่ำ หรือแรงงานข้ามชาติ ที่กฏระเบียบแม้จะมากมาย ก็อาจยังครอบคลุมไม่พอ
คุณอดิศรกล่าว “เราพบว่า โอกาสในการเข้าถึงเงินส่วนนี้ค่อนข้างยาก เพราะการใช้เงินของรัฐมักกระจุกอยู่มราคนที่มีสัญชาติไทย อย่างในกรณีสตง. ก็มีความลำบากค่อนข้างมากในช่วงแรก จนภายหลังเขามีการตั้งโต๊ะคู่กับเต๊นท์กทม. เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึง”
“สำหรับแรงงานข้ามชาติ ความยากคือการหาทายาทที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะแรงงานส่วนใหญ่ พ่อแม่อยู่ประเทศต้นทาง หรือภรรยายังไม่จดทะเบียน ทำให้มีข้อกำหนดค่อนข้างมาก” คุณอดิศรกล่าว พร้อมเสริมว่า หากไม่มีทะเบียนสมรส อาจต้องใช้การพิสูจน์ตัวตนด้วย DNA ซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก
สถานการณ์ความขัดแย้งในบางประเทศ-ระหว่างประเทศทำให้การเดินทางยุ่งยากขึ้นไปอีก
“แน่นอนว่า มีกรณีที่มีผู้เสียชีวิตแล้วหาญาติโดยชอบไม่ได้ ติดต่อพ่อแม่ไม่ได้ คนที่อยู่ด้วยก็ไม่ใช่สายเลือด บางทีเขามาทำงาน มาอยู่กับญาติจากหมู่บ้านเดียวกัน แล้วสามารถติดต่อพ่อแม่ที่ประเทศต้นทางได้ก็ดีไป แต่บางทีก็ลำบากจากเหตุอื่น อย่างโควิด หรือสงคราม ก็ต้องใช้วิธีมอบอำนาจ ซึ่งก็วุ่นวายพอสมควร” คุณอดิศรกล่าว
“อย่างในกรณีสตง. ของอิตาเลียนไทยและไชน่าเรลเวย์ เราเจอแบ่งงานต่อกันถึง 4 ชั้น คือมีซับ [ผู้รับเหมาที่มารับช่วงต่อ] รายที่ 1 แล้วเขาก็ไปจากรายที่ 2 แล้วจ้างผู้ประกอบการรายย่อย และรายย่อยส่วนใหญ่มักเป็นผู้รับเหมาที่มาจากช่าง เขาก็มักไม่ค่อยเข้าประกันสังคม” คุณอดิศรกล่าว พร้อมอธิบายว่า เมื่อแรงงานถูกจ้างโดยผู้ประกอบการรายย่อย ไม่นำพวกเขาเข้าสู่ระบบประกันสังคม อาจทำให้ไม่สามารถรับเงินในส่วนนี้ได้
“วิธีการคือไปไล่ดูว่า ใครคือนายจ้างที่แท้จริง ถ้ามันเป็นข่าวใหญ่ ประกันสังคมเขาก็จะไปเจรจาให้บริษัทใหญ่เป็นผู้รับผิดชอบไปก่อน” คุณอดิศรอธิบาย
“แรงงานข้ามชาติที่เข้าประกันสังคมมีแค่ล้านนิด ๆ จากคน 2-3 ล้านคน ทำให้มีตัวเลขแรงงานข้ามชาติไม่เข้าประกันสังคมถึง 7-8 แสนคน และงานที่เขาทำมากที่สุด แต่เข้าประกันสังคมน้อยที่สุดก็คือ งานก่อสร้าง” คุณอดิศรกล่าว ชี้ว่าเพราะงานก่อสร้างเป็นงานที่มีการจ้างผู้ประกอบการต่อเยอะ
อีกกรณีจากตึงสตง. ที่คุณอดิศรพบคือ หาผู้จ่ายเงินทดแทนได้ยาก เนื่องจากเงินทดแทนนั้นผู้ว่าจ้างต้องเป็นผู้จ่าย แต่บางครั้งแรงงานรับงานซ้อน เพราะต้องการเงินเพิ่ม จึงต้องสืบสวนหานายจ้างที่แท้จริงขณะเกิดอุบัติเหตุ
คุณอดิศรแบ่งปันตัวอย่างของครอบครัวผู้เสียชีวิต ที่ไม่ได้รับเงินเยียวยาเพราะขาดเอกสาร ไม่สามารถเป็นทายาทผู้ชอบธรรมได้
“เคสที่หนักที่สุดที่เราเจอคือ สามีเสียชีวิต แล้วภรรยาเพิ่งคลอดลูก เขายังไม่สามารถทำงานได้ พอไม่สามารถไปขอรับเงินเยียวยาได้ ก็ทำให้ชีวิตของเขาลำบาก เขาก็ต้องกลับมาทำงานเร็วขึ้น กลับไปให้ที่บ้านดูแล” คุณอดิศรเล่า
“อีกเคสคือ พ่อแม่เสียชีวิตทั้งคู่ เหลือแค่ลูกคนเดียว และมาตรการในการดูแลเด็กที่พ่อแม่เสียชีวิต เราว่ามันยังน้อยอยู่ [...] เมื่อไม่มีการยอมรับผิด ก็ต้องไล่ฟ้องว่าเป็นความผิดของใคร เพื่อรับเงินเยียวยาระยะยาว ซึ่งส่งผลต่อเด็กแน่ ๆ คือไม่มีเงินเรียน”
แน่นอนว่า กฎระเบียบที่รัดกุมนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่รูปแบบแรงงานในไทยที่เปลี่ยนไป มีสัดส่วนคนข้ามชาติเข้ามามากขึ้น และเป็นแรงงานที่มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การพิจารณาดูกฎระเบียบอยู่เสมอว่าเข้ากับบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปไหมย่อมเป็นสิ่งที่น่าทำไม่น้อย คุณอดิศรผู้ทำงานสนับสนุนแรงงานมานานแนะนำไว้ดังนี้
“แต่หน่วยงานรัฐยังไม่มีข้อนี้ ทำให้มาตรฐานในการดูแลมีปัญหา” อดิศรกล่าว