Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวีแจกใหญ่ส่งท้ายปี ดูทั้งวันแจกทุกวันLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
รัฐ-นายจ้างเยียวยาอย่างไรเมื่อลูกจ้างตายในหน้าที่ ระบบเอื้อพอหรือยัง
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

รัฐ-นายจ้างเยียวยาอย่างไรเมื่อลูกจ้างตายในหน้าที่ ระบบเอื้อพอหรือยัง

16 ม.ค. 69
16:15 น.
แชร์

เมื่อเกิดอุบัติเหตุในไซต์ก่อสร้าง แรงงานคือ ผู้ที่สูญเสียมากไม่น้อยไปกว่าใคร หากจะกล่าวว่าสูญเสียที่สุดก็คงไม่ผิดไปจากความจริง อย่างอุบัติเหตุครั้งล่าสุด เหตุคานปูนถล่มที่โครงการก่อสร้าง ทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 พบว่า ผู้เสียชีวิต 6 จาก 8 รายเป็นแรงงานในโครงการก่อสร้างนี้เอง

อุบัติเหตุในไซต์งานก่อสร้างเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหนจนเกิดเป็นแนวคิด “สมุดพกผู้รับเหมา” กลไกประเมินผู้รับเหมาที่ดำเนินงานไม่ได้มาตรฐานเพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำซาก 

แน่นอนว่า การป้องกันนั้นเป็นแนวทางที่ดีที่สุด แต่การเยียวยาในกรณีที่เกิดเหตุไปแล้วก็สำคัญเช่นกัน Spotlight คุยกับคุณอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) เกี่ยวกับมาตรการเยียวยาผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุในไซต์ก่อสร้าง

เยียวยา อย่างไรเมื่อคนที่รักจากไปประอุบัติเหตุในไซต์งานก่อสร้าง

คุณอดิศรยกตัวอย่างกรณีตึกสตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ที่กำลังก่อสร้างในขณะนั้นถล่มลงมา ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของแรงงานกว่า 92 ราย ที่ตามหลักการตัวบทกฎหมายแล้ว แรงงานอาจได้เงินเยียวยาจากหลายทาง ได้แก่

  1. เงินเยียวยากรณีเสียชีวิตจากภัยพิบัติ จากกรมป้อมกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งอ้างอิงจากเอกสารหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสลภัยกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2563 ข้อ 5.1.13 ระบุว่า ปภ.จ่ายค่าจัดการศพผู้เสียชีวิตรายละไม่เกิน 29,700 บาท และหากผู้เสียชีวิตเป็นผู้หารายได้หลักจะพิจารณาสงเคราะห์ไม่เกิน 29,700 บาท
  2. กองทุนอุบัติเหตุจากการทำงาน จากกองทุนประกันสังคม ของผู้ประกันกันตน ม.33 และ ม.39 ประกอบด้วยค่าทำศพ 50,000 บาท และเงินทดแทน 70% ของรายได้ (ไม่เกิน 14,000 บาทต่อเดือน) ให้แก่ผู้รับเงินสงเคราะห์ที่ผู้ประกันตนระบุไว้ หรือผู้มีสิทธิตามกฎหมาย เป็นระยะเวลา 10 ปี
  3. เงินเยียวยาจากบริษัท ในกรณีตึงสตง.ถล่ม บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์เท็น (ประเทศไทย) จำกัด มอบให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต จากรายงานของ Thai PBS เมื่อเดือนสิงหาคม 2569 มีตัวแทนญาติผู้เสียชีวิตมารับเงินแล้ว 80 คน รายละ 1 ล้านบาท
  4. เงินชราภาพ หรืองานบำเหน็จ บำนาญอื่น ๆ ที่ผู้เสียชีวิตออมไว้กับบริษัท หรือประกันสังคม ส่วนนี้จะแตกต่างกันไป

อุปสรรคการรับเงินเยียวยา

“ระบบไม่เอื้อให้ผู้สูญเสียไปรับเงินเยียวยาได้ง่าย” คุณอดิศรกล่าว

เรามีข้อกำหนดกฎเกณฑ์อย่างละเอียดนั้นจริงอยู่ (ข้ามเรื่องจำนวนเงินเหมาะสมหรือไม่ก่อนในบทความนี้) แต่กระบวนการได้มาซึ่งเงินเยียวยาเหล่านั้น อาจไม่ได้ราบรื่นเสมอไป โดยเฉพาะคนกลุ่มเปราะบาง อย่างคนรายได้ต่ำ หรือแรงงานข้ามชาติ ที่กฏระเบียบแม้จะมากมาย ก็อาจยังครอบคลุมไม่พอ

  1. เงินเยียวยากรณีภัยพิบัติมักกระจุกอยู่กับผู้มีสัญชาติไทย แรงงานต่างชาติ ซึ่งเป็นแรงงานกลุ่มหลักในงานก่อสร้างประเภทโครงสร้างมีโอกาสเข้าถึงน้อยมาก

คุณอดิศรกล่าว “เราพบว่า โอกาสในการเข้าถึงเงินส่วนนี้ค่อนข้างยาก เพราะการใช้เงินของรัฐมักกระจุกอยู่มราคนที่มีสัญชาติไทย อย่างในกรณีสตง. ก็มีความลำบากค่อนข้างมากในช่วงแรก จนภายหลังเขามีการตั้งโต๊ะคู่กับเต๊นท์กทม. เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึง”

  1. ขาดเอกสาร-ทายาทที่ชอบด้วยกฎหมาย แน่นอนว่า การยื่นเอกสารขอรับเงินจากมักมีระเบียบที่ค่อนข้างเคร่งครัด ทั้งเงินจากส่วนประกันสังคม และบริษัทผู้ว่าจ้าง นอกจากแบบฟอร์มที่ต้องดาวน์โหลดจากหน้าเว็บไซต์หน่วยงาน เอกสารอย่างใบมรณบัตร ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน ทะเบียนสมรส หนังสือรับรองบุตร และอื่น ๆ เหล่านี้ เป็นเอกสารที่แรงงานต่างชาติหลายคนไม่มี (พูดถึงเพียงกรณีแรงงานข้ามชาติที่มีเอกสาร ส่วนแรงงานข้ามชาติไร้เอกสารลืมไปได้เลย)

“สำหรับแรงงานข้ามชาติ ความยากคือการหาทายาทที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะแรงงานส่วนใหญ่ พ่อแม่อยู่ประเทศต้นทาง หรือภรรยายังไม่จดทะเบียน ทำให้มีข้อกำหนดค่อนข้างมาก” คุณอดิศรกล่าว พร้อมเสริมว่า หากไม่มีทะเบียนสมรส อาจต้องใช้การพิสูจน์ตัวตนด้วย DNA ซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก 

สถานการณ์ความขัดแย้งในบางประเทศ-ระหว่างประเทศทำให้การเดินทางยุ่งยากขึ้นไปอีก

“แน่นอนว่า มีกรณีที่มีผู้เสียชีวิตแล้วหาญาติโดยชอบไม่ได้ ติดต่อพ่อแม่ไม่ได้ คนที่อยู่ด้วยก็ไม่ใช่สายเลือด บางทีเขามาทำงาน มาอยู่กับญาติจากหมู่บ้านเดียวกัน แล้วสามารถติดต่อพ่อแม่ที่ประเทศต้นทางได้ก็ดีไป แต่บางทีก็ลำบากจากเหตุอื่น อย่างโควิด หรือสงคราม ก็ต้องใช้วิธีมอบอำนาจ ซึ่งก็วุ่นวายพอสมควร” คุณอดิศรกล่าว

  1. ไม่ใช่ผู้ประกันตน เพราะงานก่อสร้างขนาดใหญ่ อย่างการสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูง หรือตึกสตง. แม้ว่าบริษัทใหญ่ผู้ชนะประมูลจะเป็นคนดูแล แต่มักแบ่งงานให้ผู้รับเหมารายย่อยมาดูต่อเป็นทอด ๆ 

“อย่างในกรณีสตง. ของอิตาเลียนไทยและไชน่าเรลเวย์ เราเจอแบ่งงานต่อกันถึง 4 ชั้น คือมีซับ [ผู้รับเหมาที่มารับช่วงต่อ] รายที่ 1 แล้วเขาก็ไปจากรายที่ 2 แล้วจ้างผู้ประกอบการรายย่อย และรายย่อยส่วนใหญ่มักเป็นผู้รับเหมาที่มาจากช่าง เขาก็มักไม่ค่อยเข้าประกันสังคม” คุณอดิศรกล่าว พร้อมอธิบายว่า เมื่อแรงงานถูกจ้างโดยผู้ประกอบการรายย่อย ไม่นำพวกเขาเข้าสู่ระบบประกันสังคม อาจทำให้ไม่สามารถรับเงินในส่วนนี้ได้

“วิธีการคือไปไล่ดูว่า ใครคือนายจ้างที่แท้จริง ถ้ามันเป็นข่าวใหญ่ ประกันสังคมเขาก็จะไปเจรจาให้บริษัทใหญ่เป็นผู้รับผิดชอบไปก่อน” คุณอดิศรอธิบาย

“แรงงานข้ามชาติที่เข้าประกันสังคมมีแค่ล้านนิด ๆ จากคน 2-3 ล้านคน ทำให้มีตัวเลขแรงงานข้ามชาติไม่เข้าประกันสังคมถึง 7-8 แสนคน และงานที่เขาทำมากที่สุด แต่เข้าประกันสังคมน้อยที่สุดก็คือ งานก่อสร้าง” คุณอดิศรกล่าว ชี้ว่าเพราะงานก่อสร้างเป็นงานที่มีการจ้างผู้ประกอบการต่อเยอะ

อีกกรณีจากตึงสตง. ที่คุณอดิศรพบคือ หาผู้จ่ายเงินทดแทนได้ยาก เนื่องจากเงินทดแทนนั้นผู้ว่าจ้างต้องเป็นผู้จ่าย แต่บางครั้งแรงงานรับงานซ้อน เพราะต้องการเงินเพิ่ม จึงต้องสืบสวนหานายจ้างที่แท้จริงขณะเกิดอุบัติเหตุ

เคสจริงจากตึกสตง.

คุณอดิศรแบ่งปันตัวอย่างของครอบครัวผู้เสียชีวิต ที่ไม่ได้รับเงินเยียวยาเพราะขาดเอกสาร ไม่สามารถเป็นทายาทผู้ชอบธรรมได้

“เคสที่หนักที่สุดที่เราเจอคือ สามีเสียชีวิต แล้วภรรยาเพิ่งคลอดลูก เขายังไม่สามารถทำงานได้ พอไม่สามารถไปขอรับเงินเยียวยาได้ ก็ทำให้ชีวิตของเขาลำบาก เขาก็ต้องกลับมาทำงานเร็วขึ้น กลับไปให้ที่บ้านดูแล” คุณอดิศรเล่า

“อีกเคสคือ พ่อแม่เสียชีวิตทั้งคู่ เหลือแค่ลูกคนเดียว และมาตรการในการดูแลเด็กที่พ่อแม่เสียชีวิต เราว่ามันยังน้อยอยู่ [...] เมื่อไม่มีการยอมรับผิด ก็ต้องไล่ฟ้องว่าเป็นความผิดของใคร เพื่อรับเงินเยียวยาระยะยาว ซึ่งส่งผลต่อเด็กแน่ ๆ คือไม่มีเงินเรียน” 

นโยบายเยียวยา ทำอย่าวไรให้เข้าถึงง่ายขึ้น

แน่นอนว่า กฎระเบียบที่รัดกุมนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่รูปแบบแรงงานในไทยที่เปลี่ยนไป มีสัดส่วนคนข้ามชาติเข้ามามากขึ้น และเป็นแรงงานที่มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การพิจารณาดูกฎระเบียบอยู่เสมอว่าเข้ากับบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปไหมย่อมเป็นสิ่งที่น่าทำไม่น้อย คุณอดิศรผู้ทำงานสนับสนุนแรงงานมานานแนะนำไว้ดังนี้

  1. ต้องปฏิรูปมาตรการตรวจสอบติดตามรัฐ โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัย ข้อนี้คุณอดิศรยกตัวอย่างว่า ในภาคเอกชนจะมีหลักการ “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” มาครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ ด้านสังคมที่เอกชนต้องดูแล 

“แต่หน่วยงานรัฐยังไม่มีข้อนี้ ทำให้มาตรฐานในการดูแลมีปัญหา” อดิศรกล่าว

  1. ทำให้มาตรการช่วยเหลือเข้าถึงง่ายขึ้น ทำให้กระบวนการติดต่อง่ายขึ้นตั้งแต่ขั้นต้น กระชับ ไม่ส่งต่อกันหลายทอดเพราะอาจสร้างความสับสน ข้อนี้คุณอดิศรยกตัวอย่างตึกสตง. อีกครั้ง ที่เจ้าพนักงานหลายครั้งไม่ทราบข้อมูล และใช้งานส่งต่อ “ให้ไปถามคนนั้นคนนี้” กระบวนการจึงซับซ้อนกว่าที่เป็น ข้อนี้คุณอดิศรชี้ว่า อาจใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาเสริม ในการพิสูจน์ตัวตน จะทำให้กระบวนการรวดเร็วมากขึ้น 
  2. การประสานงานกับประเทศต้นทาง กรณีเป็นแรงงานข้ามชาติ การติดต่อกับหน่วยงานประเทศต้นทาง เพื่อยืนยันเอกสารและดำเนินการอื่น ๆ เป็นสิ่งที่ต้องทำ ซึ่งอาจทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีก 
  3. ทัศนคติเจ้าหนักงาน ข้อนี้คุณอดิศรแบ่งปันว่า เมื่อผู้รับสิทธิเป็นแรงงานข้ามชาติ จะได้รับทัศนคติที่แตกต่างไปอย่าเห็นได้ชัด เช่น การมีหลักคิดว่า ต้องเป็นแรงงานไม่มีเอกสารแน่ ข้อนี้ยังรวมไปถึงการไม่อำนวยความสะดวกเรื่องล่าม (กรณีสตง.ใช้ล่ามอาสา) ทำให้เกิดความยากลำบากในการสื่อสาร ส่งผลต่อการรับเงินค่าเยียวยา




แชร์
รัฐ-นายจ้างเยียวยาอย่างไรเมื่อลูกจ้างตายในหน้าที่ ระบบเอื้อพอหรือยัง