Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวีแจกใหญ่ส่งท้ายปี ดูทั้งวันแจกทุกวันLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เทรนด์ทำงานแบบ Energy-based  'เข้าเช้าเลิกสาย' หรือ 'เข้าบ่ายเลิกดึก'
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เทรนด์ทำงานแบบ Energy-based 'เข้าเช้าเลิกสาย' หรือ 'เข้าบ่ายเลิกดึก'

7 ม.ค. 69
17:35 น.
แชร์

ในยุคที่เพดานของความเหนื่อยล้าถูกขยับให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ภาวะ Burnout กลายเป็นเงาตามตัวของคนทำงานยุคใหม่ หนึ่งในต้นเหตุสำคัญไม่ใช่แค่ปริมาณงานที่ล้นมือ แต่คือ “ตารางเวลาที่เข้มงวดเกินไป” การถูกบังคับให้ตื่นเช้าเพื่อฝ่ารถติดและเบียดเสียดบนรถสาธารณะ เพื่อมาสแกนนิ้วให้ทัน 8 โมงเช้า คือการสูญเสียพลังงานชีวิตไปแล้วเกือบครึ่งก่อนจะเริ่มงานจริงเสียด้วยซ้ำ 

แม้การ Work from Home จะกลายเป็นเรื่องปกติ แต่ปัญหาที่ตามมาคือเรายังติดกับดักการทำงาน 9-to-5 ในโลกออนไลน์ ซึ่งความจริงแล้ว “นาฬิกาชีวิต” ของคนเราไม่ได้เดินตรงกันทุกคน และไม่ใช่ทุกคนที่จะมีสมองที่แล่นที่สุดในช่วงแสงแดดจ้า

บทความจาก Spot On วันนี้ จะพาทั้งนายจ้างและลูกจ้างไปกะเทาะเปลือกความเชื่อเดิม ๆ แล้วทำความรู้จักกับระบบการทำงานที่อิงตามพลังงานชีวิต ว่านี่คือกลยุทธ์ Win-Win ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาใจคนทำงานให้ห่างไกลจากความหดหู่ได้ หรือแท้จริงแล้วมันเป็นเพียงแค่ “ข้ออ้าง” สวยหรูของคนที่อยากทำงานตามใจตัวเองกันแน่? 

ตารางเวลาที่เคารพความเป็นมนุษย์

ในปี 2026 นี้ โลกของการบริหารทรัพยากรมนุษย์จึงเกิดนิยามใหม่ที่ทรงพลังอย่าง “Energy-based Working” หรือการทำงานที่ยึดเอา ‘ระดับพลังงาน’ ของพนักงานเป็นที่ตั้ง แทนที่จะยึดตามเข็มนาฬิกาเพียงอย่างเดียว มันคือการออกแบบตารางงานให้สอดคล้องกับ “Chronotypes” หรือวงจรการตื่นและการนอนตามธรรมชาติของแต่ละบุคคล 

ใครที่สมองไบร์ทตอนรุ่งสางก็เลือก “เข้าเช้าเลิกสาย” เพื่อเก็บเกี่ยวช่วงเวลาที่หัวใจเต้นแรงกับไอเดียใหม่ๆ ส่วนใครที่เป็นสาย Night Owl สมองเพิ่งจะสตาร์ทติดตอนพระอาทิตย์ตกดิน ก็สามารถเลือก “เข้าบ่ายเลิกดึก” ได้โดยไม่ถูกตราหน้าว่าขี้เกียจ เพราะหัวใจสำคัญคือการส่งมอบผลงานในช่วงเวลาที่พนักงานมีประสิทธิภาพสูงสุด

"สมองที่ล้าจนเกินขีดจำกัด ไม่สามารถผลิตผลงานที่ยอดเยี่ยมได้

มีเพียงสมองที่ได้รับการจัดการอย่างสมดุลเท่านั้น ที่จะทำได้"

แทนที่จะฝืนบีบคั้นศักยภาพของตัวเองให้ลงไปอยู่ในกรอบเวลา ผู้คนจำนวนมากขึ้นกำลังหันมาออกแบบ "วันทำงาน" ที่เดินตามจังหวะการทำงานของสมองและร่างกายตามธรรมชาติ โดยเลือกจัดวางงานที่ต้องใช้สมาธิสูง (High-focus tasks) ไว้ในช่วงเวลาที่พลังงานพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด (Energy Peaks) แล้วจึงสลับเอางานประเภทงานซ้ำ ๆ หรืองานบริหารจัดการทั่วไป (Administrative work) ไปไว้ในช่วงเวลาที่ร่างกายเริ่มเฉื่อยชาลง นอกจากนี้ การพักเบรกสั้น ๆ ยังถูกนำมาใช้เป็น "กลยุทธ์" เพื่อกู้คืนความสดชื่นและสติสัมปชัญญะ มากกว่าจะเป็นเพียงการพักเพื่อวอกแวกจากงาน

สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ NIH กล่าวว่า เทรนด์แบบใหม่นี้สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ทางพุทธิปัญญาที่ว่า ความสามารถในการจดจ่อของมนุษย์มีการขึ้นลงตลอดทั้งวัน และการพักเบรกอย่างมีชั้นเชิงจะช่วยเพิ่มทั้งความแม่นยำและประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญ 

แนวทางนี้คือการ "ให้เกียรติ" ระบบชีวภาพของร่างกาย แทนที่จะพยายามต่อต้านมัน พนักงานที่จัดโครงสร้างการทำงานตามระดับพลังงานมักจะพบว่า พวกเขามีอาการสมองล้าน้อยลง ความผิดพลาดลดลง และมีความคิดสร้างสรรค์ที่พลุ่งพล่านมากขึ้น เหล่าผู้นำองค์กรต่างเริ่มยอมรับความจริงที่ว่า การวางแผนงานโดยยึดตามระดับพลังงาน หรือ Energy-based planning นับเป็นแนวคิดที่เคารพขีดจำกัดของมนุษย์ และเป็นวิธีที่ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพออกมาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด

เช็กเลย! คุณเป็นสัตว์ประเภทไหน ทำงานตอนไหนดีที่สุด

การทำงานแบบ Energy-based จะประสบความสำเร็จได้ต้องเริ่มจากการรู้จักตัวเองก่อน โดยแบ่งคนออกเป็น 4 ประเภทหลักตามหลักวิทยาศาสตร์

1. The Wolf (หมาป่า) - สายกลางคืน 

คนกลุ่มนี้มีประมาณ 15-20% ของประชากร เป็นพวกที่เกลียดตอนเช้าเข้าไส้!

ช่วงเวลาตื่น: มักจะงัวเงียสุด ๆ ก่อนเที่ยงวัน ต้องพึ่งกาแฟหลายแก้วกว่าสมองจะเริ่มทำงาน

Peak Energy: พลังงานจะพุ่งสูงสุดช่วง 17:00 น. ไปจนถึงดึก (21:00 น.+)

พฤติกรรม: เป็นพวก Creative สูง ชอบทำงานตอนที่คนอื่นนอนแล้วเพราะรู้สึกว่า "โลกสงบสุข" สมองจะแล่นมากในช่วงที่ออฟฟิศเริ่มปิดไฟ

ตารางแนะนำ: เข้างาน 11:00 หรือเที่ยง แล้วลากยาวไปจบงานตอน 20:00 - 22:00 น.

2. The Lion (สิงโต) - สายตื่นเช้าตรรกะเป๊ะ

ช่วงเวลาตื่น: ตื่นเองได้ตอน 05:00 - 06:00 น. โดยไม่ต้องใช้คนปลุก พร้อมลุยงานทันที

Peak Energy: พลังงานสูงสุดคือช่วง เช้าตรู่ถึงเที่ยง

พฤติกรรม: ชอบทำลิสต์รายการงาน (To-do list) และจัดการงานยาก ๆ ให้เสร็จก่อนเที่ยง แต่พอถึงช่วง 15:00 - 16:00 น. พลังงานจะหมดเกลี้ยง (Battery Low) และอยากนอนเร็ว

ตารางแนะนำ: เข้างาน 07:00 แล้วเลิกงานประมาณ 15:00 - 16:00 น.

3. The Bear (หมี) - สายทำงานตามแสงอาทิตย์

เป็นคนส่วนใหญ่ (ประมาณ 55%) ซึ่งเป็นฐานหลักของระบบ 9-to-5 เดิม

ช่วงเวลาตื่น: ตื่นตามเวลาปกติ 07:00 - 08:00 น.

Peak Energy: ช่วงสายถึงเที่ยง (10:00 - 14:00 น.) และจะเริ่มง่วงมากช่วงหลังมื้อเที่ยง (Post-lunch dip)

พฤติกรรม: ทำงานได้สม่ำเสมอ เข้ากับสังคมง่ายที่สุดเพราะนาฬิกาชีวิตตรงกับเวลาทำการส่วนใหญ่

ตารางแนะนำ: 09:00 - 17:00 น. แต่ควรพักเบรกช่วง 14:00 น. เพื่อเติมพลัง

4. The Dolphin (โลมา) - สายอัจฉริยะที่หลับยาก

กลุ่มนี้มีน้อยที่สุด (ประมาณ 10%) มักมีปัญหาเรื่องการนอน

พฤติกรรม: เป็นคนนอนน้อย ตื่นง่าย และมักจะรู้สึกเหนื่อยตลอดวัน แต่จู่ ๆ สมองจะสว่างวาบ (Wired) ในช่วงดึกเพราะความกังวลหรือไอเดียพลุ่งพล่าน

ตารางแนะนำ: ต้องการตารางที่ยืดหยุ่นมากที่สุด เน้นทำงานเป็นช่วง ๆ (Short bursts) เมื่อสมองพร้อม

ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน หลายประเทศทำได้!

แนวคิด Energy-based Working หรือการทำงานตามพลังงานชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อฝัน แต่มีหลายประเทศที่เริ่มนำร่องไปไกลแล้ว โดยเฉพาะในยุโรปที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของมนุษย์สูงมาก

ไอซ์แลนด์: ผู้บุกเบิกความยืดหยุ่น ไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในการทดลองลดชั่วโมงทำงาน จาก 40 ชั่วโมงเหลือ 35-36 ชั่วโมง โดยไม่ลดเงินเดือน ผลลัพธ์ที่ได้คือ พนักงานกว่า 86% ของทั้งประเทศได้รับสิทธิ์ในการทำงานที่ยืดหยุ่นขึ้น เพราะระบบใหม่ไม่ได้แค่ให้ทำงานน้อยลง แต่ให้พนักงานบริหารจัดการเวลาเอง เพื่อให้สอดคล้องกับระดับพลังงานและความเป็นส่วนตัว ผลคือคนไอซ์แลนด์มีอัตราการ Burnout ต่ำที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก

ฟินแลนด์: มีกฎหมายที่ล้ำหน้ามาก พนักงานส่วนใหญ่มีสิทธิ์ในการตัดสินใจเองว่า "จะทำงานที่ไหนและเมื่อไหร่" ยืดหยุ่นได้ถึง 50% ของเวลาทำงานทั้งหมด วัฒนธรรมฟินแลนด์เน้นเรื่องอิสระในการตัดสินใจ ซึ่งเอื้อให้คนประเภท Night Owl หรือหมาป่า สามารถเข้างานบ่ายและทำงานตอนดึกได้โดยไม่มีใครมองว่าผิดปกติ

เบลเยียม: เบลเยียมเป็นประเทศล่าสุดที่ผลักดันกฎหมายให้พนักงานสามารถเลือกทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ แต่ชั่วโมงรวมเท่าเดิม และที่สำคัญคือมีกฎหมาย Right to Disconnect คือ สิทธิในการไม่ถูกติดต่อหลังเวลาเริ่มงาน ซึ่งการทำงานตามพลังงานจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าหัวหน้ายังส่งไลน์ตามงานตอน 4 ทุ่ม เบลเยียมจึงออกกฎหมายห้ามติดต่อเรื่องงานนอกเวลา เพื่อให้พนักงานได้ชาร์จพลังงานอย่างเต็มที่ตามวงจรชีวิตของตนเอง

เนเธอร์แลนด์: นับเป็นราชาแห่งงาน Part-time และตารางยืดหยุ่น เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีชั่วโมงทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์สั้นที่สุดในโลก ประมาณ 29-30 ชั่วโมง โครงสร้างสังคมที่นี่สนับสนุนการทำงานที่ไม่ยึดติดกับ 9-to-5 มานานแล้ว ทำให้การปรับตัวสู่ Energy-based ในปี 2026 ทำได้ง่ายกว่าประเทศอื่น เพราะคนเนเธอร์แลนด์มองว่า "ผลลัพธ์ของงานสำคัญกว่าเวลาที่นั่งเฝ้าเก้าอี้"

ผลลัพธ์ดีจริง บริษัทควรให้ความสนใจ

แซม คาร์เพนเตอร์ ผู้เขียนหนังสือ Work the System ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง Biological Prime Time (BPT) ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในเชิงวิชาการ โดยงานวิจัยระบุว่า มนุษย์แต่ละคนมีช่วงเวลาที่สมองมีประสิทธิภาพสูงสุดเพียง 2-4 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น

ด้านดร. ไมเคิล บริวส์ นักจิตวิทยาคลินิกและผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับได้ตีพิมพ์งานวิจัยในหนังสือ The Power of When ซึ่งเขาพิสูจน์ว่า เวลาสำคัญพอ ๆ กับวิธีการทำงาน ซึ่งการบังคับให้คนประเภท Wolf (หมาป่า) เข้างาน 8 โมงเช้า เท่ากับการทำลายศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรมขององค์กร เพราะสมองของพวกเขาถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ดีที่สุดหลังจากคนอื่นเลิกงานไปแล้ว

มุมมองจากโทนี ชวาร์ซ์ ที่ปรึกษาด้านการจัดการชื่อดังที่เคยทำงานร่วมกับ Google และ Facebook กล่าวประโยคทองที่เป็นหัวใจของแนวคิดนี้ เขาอธิบายว่า "เวลา" เป็นทรัพยากรที่จำกัด แต่ "พลังงาน" เป็นทรัพยากรที่ขยายตัวและฟื้นฟูได้ หากเรารู้วิธีบริหารจัดการ


แชร์
เทรนด์ทำงานแบบ Energy-based  'เข้าเช้าเลิกสาย' หรือ 'เข้าบ่ายเลิกดึก'