Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวีแจกใหญ่ส่งท้ายปี ดูทั้งวันแจกทุกวันLogo Seagame2025Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
Spot on: Offline is the new luxury เมื่อ ‘ออฟไลน์’ คือความหรูหราใหม่
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

Spot on: Offline is the new luxury เมื่อ ‘ออฟไลน์’ คือความหรูหราใหม่

3 ม.ค. 69
14:14 น.
แชร์

Spot on เทรนด์ไลฟ์สไตล์ 2026: 

Offline is the new luxury

เมื่อการ ‘ออฟไลน์’ คือความหรูหราแบบใหม่

ในปี 2026 การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไม่ใช่เรื่องพิเศษ แต่ "การเข้าไม่ถึง" ต่างหากที่ต้องจ่ายแพง วลีที่ว่า "Offline is the new luxury" ที่แปลว่า การออฟไลน์คือความหรูหราแบบใหม่ ค่อย ๆ ผุดขึ้นในโซเชียลมีเดียในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บางคนโพสต์คำนี้พร้อมกับรูปภาพทริปพักผ่อนสุดหรูทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มคนรวยที่สุดกำลังจะเลิกใช้โซเชียลมีเดียและสมาร์ทโฟน เพื่อหันไปใช้ชีวิตแบบออฟไลน์เป็นหลัก

กระแสออฟไลน์ที่เห็นได้ชัด ก่อนหน้านี้มี "The Offline Club" ในยุโรป มีผู้ติดตามบน Instagram มากกว่าครึ่งล้านคน ที่เชิญชวนให้สมาชิกในแต่ละสาขาทั่วทวีปมารวมตัวกันตามสถานที่จัดงาน ซึ่งสมาร์ทโฟนของทุกคนจะถูกล็อกไว้ในกล่องตั้งแต่เริ่มงาน

เมื่อเข้าไปข้างในแล้ว กิจกรรมอย่างการอ่านหนังสือ การพูดคุย การดื่มร่วมกัน หรือการเล่นบอร์ดเกม ซึ่งสรุปง่าย ๆ ก็คือทุกสิ่งที่เราเคยทำเพื่อเข้าสังคมในสมัยก่อน กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนเลือกทำมากกว่าการก้มหน้ามองโทรศัพท์ 

Spotlight ชวนเจาะลึกเทรนด์ไลฟ์สไตล์ 2026 The Great Offline เมื่อการออฟไลน์คือความหรูหรา ท่ามกลางยุคที่ใครก็เข้าถึงโลกออนไลน์ได้ จึงมีคนจำนวนไม่น้อย ยอมจ่ายเงินเพื่อให้โทรศัพท์โดนริบไปชั่วคราว ตั้งแต่คอนเสิร์ตที่ผู้ชมจะไม่รู้สถานที่ล่วงหน้า การหาคู่เดตที่ไม่เห็นโปรไฟล์กันมาก่อน ไปจนถึงจากเข้าพักในโรงแรมที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต

คอนเสิร์ตออฟไลน์ รู้สถานที่ล่วงหน้า 24 ชม.

สมัยนี้หากใครสักคนจะไปงานคอนเสิร์ตเพื่อชมการแสดงของศิลปินที่เรารัก เราจะทราบถึงสถานที่จัดงานและรายละเอียดต่าง ๆ ล่วงหน้าหลายเดือน หรือข้ามปีกันเลยทีเดียว การจองตั๋วก็ทำได้ล่วงหน้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และเมื่อถึงเวลาที่ศิลปินอยู่ตรงหน้า ต่างคนก็ต่างหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาบันทึกโมเม้นต์แห่งความประทับใจ หากคอนเสิร์ตนั้นไม่มีข้อห้ามด้านลิขสิทธิ์

แต่เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ช่วงปลายปี 2025 ทลคนรักดนตรีกำลังให้ความสนใจกับคอนเสิร์ตที่เราจะรู้สถานที่ล่วงหน้าไม่เกิน 24 ชั่วโมงก่อนเริ่มงาน! โดยบริษัทจัดคอนเสิร์ตระดับโลกอย่าง Sofar Sounds จะส่งที่อยู่ของสถานที่จัดงานให้ล่วงหน้าไม่ถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งสถานที่นั้นอาจจะเป็นที่ไหนก็ได้ ตั้งแต่ห้องอะพาร์ตเมนต์ทั่วโลก ในสวนสาธารณะ หอศิลป์ บนดาดฟ้า หรือแม้แต่ในบ้านหลังหนึ่งของคนดัง

ความตั้งใจของ Sofar Sounds คือการทำธุรกิจคอนเสิร์ตแบบป๊อปอัพที่เชื่อมต่อศิลปินและผู้ชมผ่านประสบการณ์ที่แปลกใหม่และใกล้ชิดใน 400 เมืองทั่วโลก กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้บังคับว่าต้องออฟไลน์หรือห้ามพกโทรศัพท์โดยตรง แต่พวกเขาจะขอความร่วมมือให้ผู้เข้าร่วมงดใช้โทรศัพท์ในระหว่างการแสดง

ราฟ ออฟเฟอร์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง เปิดเผยว่า พวกเขาไม่ได้คาดคิดว่ามันจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อผู้คนได้มากขนาดนี้ ผู้คนเริ่มโทรหาบริษัทจากเมืองอื่น ๆ บอกว่าอยากจัดงานออฟไลน์แบบนี้บ้าง และมันก็ได้กลายเป็นความเคลื่อนไหวระดับโลก เราเล่าว่าบริษัทเคยจัดงานบนยอดเขาที่มีลานสกีในออสโล มองเห็นวิวเมืองทั้งเมืองมาแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าการจัดงานครั้งนั้นเน้นการออฟไลน์ทุกขั้นตอน

จากคอนเสิร์ต สู่อีเวนต์หาคู่เดทที่จริงใจ

Sofar Sounds พยายามนำเสนอศิลปินใหม่ ๆ ให้ผู้ฟังโดยไม่ผ่านการคัดกรองของอัลกอริทึม มีองค์ประกอบของความ "เท่" ที่ปฏิเสธไม่ได้ ทั้งความเป็นศิลปินใต้ดิน ความเอ็กซ์คลูซีฟ และการผลักดันให้ผู้คนได้ก้าวออกจากบ้าน และเพื่อเชื่อมต่อกับผู้ชมอย่างแท้จริง ในแบบที่ไม่ถูกควบคุมโดยอุตสาหกรรมบันเทิงกระแสหลัก

วอร์เรน เว็บสเตอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Sofar Sounds ยังเปิดเผยด้วยว่า นอกจากคอนเสิร์ตที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดจะได้รับความนิยมมากขึ้นแล้ว บริษัทได้สำรวจความคิดเห็นผู้ร่วมงาน และพบกว่าผู้คนซื้อตั๋วโดยเฉพาะเพื่อตั้งใจจะหาคู่เดต ดังนั้นเมื่อปีที่แล้ว บริษัทจึงเริ่มจัดคอนเสิร์ตที่เน้นให้คนโสดมาพบปะกัน และได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยมีการจัดกิจกรรมสำหรับคนโสดมากกว่า 60 ครั้งใน 16 เมือง และมีคนประมาณ 7,000 คนเข้ามาร่วมงานเพื่อตามหาความรัก

เว็บสเตอร์กล่าวว่า ในโลกที่การออกเดต การค้นพบเพลงใหม่ หรือแม้แต่การไหลเวียนของข้อมูลส่วนใหญ่ถูกควบคุมด้วยอัลกอริทึมในแอปพลิเคชันและโซเชียลมีเดีย ปัจจุบันจึงเริ่มมีกระแสที่ผลักดันให้คนกลับไป "แฮงเอาต์แบบตัวเป็น ๆ" เพื่อที่พวกเขาจะได้พบกับความบังเอิญที่สวยงาม และสร้างความสัมพันธ์ในแบบดั้งเดิม

ก่อนหน้านี้ โซเชียลมีเดียและแอปฯ หาคู่เคยช่วยลดต้นทุน ที่ผู้คนต้องจ่ายเพื่อตามหากันและกันอยู่พักหนึ่ง เพราะมันฟรี และบางคนก็พบความสัมพันธ์ที่แท้จริงบนแพลตฟอร์มอย่าง Tumblr หรือในกลุ่มแฟนคลับ และผู้ใหญ่ประมาณ 10% ที่อยู่ในความสัมพันธ์ที่จริงจังพบกันผ่านแอปฯ หาคู่ ตามรายงานปี 2023 ของ Pew Research Center

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นสภาวะ "Enshittification" หรือการเสื่อมถอยของแพลตฟอร์ม เมื่อแอปฯ เหล่านี้บีบให้คนต้องจ่ายค่าสมาชิก ไม่อย่างนั้นจะถูกจัดอยู่ในลำดับท้าย ๆ ของกลุ่มคนโสด ปัจจุบันแอปฯ หาคู่จึงอยู่ในช่วงขาลงและผู้ใช้กำลังทยอยหนีออกไป การกระตุ้นให้คนโสดวางโทรศัพท์ลงและลองไปพบเจอผู้คนจริง ๆ เสียที จึงกลายเป็นความหรูหรา ที่บริษัทต่าง ๆ เริ่มจับทางมาเป็นธุรกิจใหม่ ๆ

หนึ่งในตัวอย่างบริการขายความออฟไลน์ คือ แอปพลิเคชัน 222 ทำหน้าที่เป็น "สะพานเชื่อมคนแปลกหน้าให้มาเจอกันในโลกจริง" โดยตัดขั้นตอนที่น่ารำคาญของแอปโซเชียลมีเดียหรือแอปหาคู่ทั่วไปออกไปทั้งหมด แทนที่จะให้เรานั่งเลือกคนเอง แต่แอปฯ 222 เชื่อในเรื่อง "พรหมลิขิตหรือความบังเอิญ" แอปฯ จะทำหน้าที่จับกลุ่มคนที่มีความสนใจคล้ายกันให้มาเจอกันตามสถานที่สาธารณะ เช่น ร้านอาหาร หรือบาร์ โดยที่ไม่รู้มาก่อนล่วงหน้าว่าจะเจอใครบ้าง

222 ยังฉีกกฎแอปพลิเคชันนัดพบเดิม ๆ เพราะที่นี่ ไม่มีหน้าโปรไฟล์ โดยไม่ต้องเสียเวลาเลือกรูปที่ดีที่สุดหรือเขียนประวัติให้น่าสนใจ ไม่มีการแชตคุยกันก่อน และไม่มีการปัดซ้าย-ขวา ตัดปัญหาการตัดสินคนเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก แอปฯ จะใช้ระบบอัลกอริทึมคัดเลือกผู้ใช้ที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว และประมวลผลว่าใครที่มีแนวโน้มจะเข้ากันได้ดีที่สุดจากข้อมูลความสนใจ เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อไปถึงงานแล้ว ผู้คนจะได้คุยกับกลุ่มคนที่คุยภาษาเดียวกันและปลอดภัย

ธุรกิจ “ตัดขาดเพื่อเชื่อมต่อ”

แอนดรูว์ รอธ ผู้ก่อตั้ง Offline แพลตฟอร์มที่เน้นชุมชนการพบปะจริงและช่วยเชื่อมต่อชุมชนเหล่านั้นกับแบรนด์ต่าง ๆ เพื่อจัดกิจกรรมร่วมกัน เปิดเผยว่า เนื่องจากผู้คนเริ่มเบื่อหน่ายกับการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ผ่านช่องทางออนไลน์ การเข้าสู่โลกออฟไลน์จึงกำลังกลายเป็นโอกาสในวงกว้างทางวัฒนธรรม ในการเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่าความหรูหรานั้น ชุมชนเหล่านี้พยายามสร้างช่องทางให้คนเข้าถึงได้ในรูปแบบต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องลางานไปเที่ยวฮาวายหนึ่งสัปดาห์

ธุรกิจที่ให้บริการ “ตัดขาดเพื่อเชื่อมต่อ” จึงมาแรงในยุค 2026 แต่ละบริษัทต่างก็พบช่องว่างทางการตลาดของตนเอง แต่ทั้งหมดล้วนพาเรากลับไปสู่กิจกรรมทางสังคมที่พ่อแม่เราเคยทำก่อนยุคที่จะมีโทรศัพท์ หนึ่งในนั้นคือบริษัท Kanso Unplugged เน้นการจัดกิจกรรมแบบ Phone-free หรือปลอดโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ผู้คนได้มีปฏิสัมพันธ์กันจริง ๆ

ไม่ว่าจะเป็น Billiards and Ping Pong การรวมตัวกันเล่นบิลเลียดและปิงปองในบาร์หรือพื้นที่เช่า ซึ่งผู้ร่วมงานทุกคนต้องเก็บโทรศัพท์ไว้ในล็อกเกอร์ตั้งแต่เริ่มจนจบงาน และ Board Game Nights การจัดพื้นที่ให้คนแปลกหน้ามานั่งล้อมวงเล่นบอร์ดเกมร่วมกัน เพื่อดึงความสนใจจากหน้าจอมือถือมาอยู่ที่กิจกรรมตรงหน้า 

Kanso มักจัดงานในมืองใหญ่ เช่น นิวยอร์ก ลอนดอน และซานฟรานซิสโก เพราะงานเหล่านี้ ไม่ได้มีแค่ความสนุก แต่เน้นดึงดูดกลุ่มคนทำงานที่รู้สึกเหนื่อยล้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์และแอปฯ อย่าง Slack หรือ Zoom ให้มาพูดคุยกันแบบเห็นหน้า นอกจากนี้ มีรายงานว่าในงานเหล่านี้ มีคนได้พบเพื่อนแท้และแม้แต่นักลงทุนที่พร้อมโอนเงินสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพให้ในวันรุ่งขึ้น เพราะการคุยแบบไม่มีโทรศัพท์ทำให้การสนทนามีความลึกซึ้งมากกว่าปกติ

โรงแรมบริการความสงบ ตัดช่องทางเข้าถึงออนไลน์

สำหรับปี 2026 เทรนด์โรงแรมที่เน้นความสงบและการตัดขาดจากโลกดิจิทัลก็มาแรงไม่แพ้กัน ในโลกการทำงานที่ช่างเหนื่อยล้า ในวันหยุดพักผ่อน หลาย ๆ คนก็อยาก Digital Detox ซึ่งปีนี้เทรนด์ดังกล่าว

ได้ขยายตัวจากการเป็นแค่ "ทางเลือก" กลายเป็นความหรูหราใหม่ ที่ผู้คนยอมจ่ายเพื่อแลกกับความเงียบสงบและการได้อยู่กับตัวเอง

โรงแรมคอนเซปต์ "No-Wi-Fi" และ "Phone-Free" โรงแรมกลุ่มนี้จงใจจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อบีบให้ผู้เข้าพักได้ทำกิจกรรมอื่นแทน เช่น โรงแรม Eremito ตั้งอยู่ในแคว้นอัมเบีย ประเทศอิตาลี โดยดัดแปลงมาจากอารามสมัยศตวรรษที่ 14 ที่นี่ไม่มีทีวี ไม่มีอินเทอร์เน็ต และไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ กิจกรรมหลักคือการนั่งสมาธิ อ่านหนังสือ และรับประทานอาหารมื้อค่ำในความสงบ 

เช่นเดียวกับโรงแรม Grand Velas Resorts ประเทศเม็กซิโก มีโปรแกรม "Digital Detox Concierge" โดยพนักงานจะเข้ามาช่วยเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดไปล็อกไว้ และเปลี่ยนห้องพักให้เป็นพื้นที่ปลอดเทคโนโลยี พร้อมมอบกิจกรรมออฟไลน์ทดแทน

แม้กระทั่งโรงแรมหลายแห่งทั่วไปในปัจจุบัน นำเสนอกิจกรรมออฟไลน์มากขึ้น เช่น กิจกรรมย้อนยุคอะนาล็อก ให้ผู้คนเล่นกับเครื่องพิมพ์ดีด กล้องฟิล์ม หรือเครื่องเล่นแผ่นเสียงให้ในห้องพัก รวมไปถึงการฟาร์ม ทำอาหารออร์แกนิค นอนดูดาวใกล้ชิดธรรมชาติ การอาบป่า เป็นต้น


แชร์
Spot on: Offline is the new luxury เมื่อ ‘ออฟไลน์’ คือความหรูหราใหม่