
บ้านปู (BANPU) บริษัทพลังงานสัญชาติไทยซึ่งประกอบธุรกิจพลังงานที่หลากหลาย แถลงผลประกอบการประจำปี 2568 และทิศทางการเติบโตปี 2569-2573 ซึ่งวางคอนเซ็ปต์ไว้เป็น “Powering the Intelligence Era” หรือการเติบโตจากการผลิตพลังงานเพื่อรองรับยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งต้องการใช้พลังงานสูง
ถึงแม้ว่าในปี 2568 จะขาดทุนสุทธิจากอัตราแลกเปลี่ยนและรายการพิเศษ แต่การดำเนินงานของบ้านปูมีความคืบหน้าตามแผนในทุกธุรกิจ ทั้งการเปิดเหมืองในมองโกเลีย การขยายธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ การลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต และที่สำคัญ คือ เร่งควบรวมกับบริษัทย่อยเป็นบริษัทใหม่ แล้วนำบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในไตรมาส 3 ปีนี้ ภายใต้กลยุทธ์ “Energy Symphonics” ที่มุ่งผสานพลัง 4 กลุ่มธุรกิจหลัก รับดีมานด์พลังงานยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) และดาต้าเซ็นเตอร์
บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU รายงานรายได้จากการขายรวม 5,278 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่า 173,423 ล้านบาท) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 1,191 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่า 39,108 ล้านบาท) และมีกำไรจากการดำเนินงาน 22.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่า 752 ล้านบาท) แต่มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิภาษีที่เกี่ยวข้องจากเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในระหว่างปี 45.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่า 1,509 ล้านบาท) รวมถึงผลกระทบจากรายการอนุพันธ์ทางการเงิน รายการปรับปรุง และรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำ ส่งผลให้รายงานผลขาดทุนสุทธิ 61.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่า 2,025 ล้านบาท)
สำหรับสถานะทางการเงินของ BANPU วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีสินทรัพย์รวม จำนวน 13,941 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1,542 ล้านดอลลาร์หรัฐ (+12%) เมื่อเทียบกับสินทรัพย์รวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567
สินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงการเดินหน้ากลยุทธ์ Energy Symphonics ของบ้านปูที่ต่อเนื่อง และการก้าวสู่บริษัทใหม่หลังการควบรวมกับ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ซึ่งนับเป็นการวางรากฐานสำคัญเพื่อยกระดับศักยภาพของบ้านปูให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งการเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานจากการผสานพลังระหว่าง 4 กลุ่มธุรกิจหลัก การสนับสนุนการจัดสรรเงินลงทุนให้สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของแต่ละกลุ่มธุรกิจ และการปลดล็อกคุณค่าของสินทรัพย์เพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น
“ในขณะที่ AI และดาต้าเซ็นเตอร์กำลังขยายตัวต่อเนื่อง โดยต้องพึ่งพาปัจจัยพื้นฐานอย่างพลังงานเพิ่มขึ้นมหาศาล บ้านปูก็พร้อมตอบรับโอกาสนั้นด้วยพอร์ตโฟลิโอพลังงานที่ครบวงจรและสะอาดยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือการสร้าง EBITDA ให้เติบโตมากกว่า 1.5 เท่า และสร้างรายได้ EBITDA จากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินมากกว่า 50% ภายในปี 2573” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BANPU กล่าว
ภายหลังการอนุมัติธุรกรรมควบบริษัทจากการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา BANPU และ BPP จะดำเนินการควบบริษัทภายใต้ พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด และคาดว่าจะมีการรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการควบบริษัท การจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้น และการจัดประชุมผู้ถือหุ้นร่วมของทั้งสองบริษัท (Joint Shareholders’ Meeting) ภายในไตรมาส 2/2569 และจะนำบริษัทใหม่ BANPU (NewCo) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในไตรมาส 3/2569
การปรับโครงสร้างครั้งนี้ได้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของบ้านปู ได้แก่
1. เหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) มุ่งสร้างคุณค่าจากทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ เน้นเพิ่มประสิทธิภาพในธุรกิจด้วยเทคโนโลยี AI
2. ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas) เติบโตด้วยสูตรสำเร็จ (Winning Formula) ที่ผสานธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจไฟฟ้า และธุรกิจดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCUS) เพื่อส่งมอบพลังงานที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ
3. ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) แพลตฟอร์มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรที่ดำเนินธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจาก AI และดาต้าเซ็นเตอร์
4. เทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยการเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลและเมกะเทรนด์ใหม่ ๆ ควบคู่กับการนำเสนอโซลูชันพลังงานสำหรับลูกค้ารายย่อย
ในปี 2568 ทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจของบ้านปูมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้
เหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining)
เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เหมืองถ่านหินในมองโกเลียเป็นปีแรก มียอดขาย 1.62 ล้านตัน ส่วนเหมืองในอินโดนีเซีย มีการจัดตั้ง Transformation Office ดำเนินโครงการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนได้ 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เหมืองในออสเตรเลียลดต้นทุนเงินสดได้ 75 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย และได้เริ่มลงทุนในธุรกิจนิกเกิลในอินโดนีเซีย เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมแร่แห่งอนาคต
ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas)
ลงทุนในแหล่ง Bedrock และรับรู้ผลประกอบการตั้งแต่กันยายน 2568 ส่งผลให้มีปริมาณการขายก๊าซรวม 305,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต (Bcf) เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อนหน้า และดำเนินแผนปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจโดยรวมสินทรัพย์โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ร้อยละ 75 ไว้ภายใต้ BKV Corporation (NYSE: BKV) บริษัทย่อยในสหรัฐฯ
ส่วนธุรกิจ CCUS มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ (JV) ร่วมกับกองทุน CI Energy Transition Fund I ภายใต้การบริหารของ Copenhagen Infrastructure Partners (CIP) ประเทศเดนมาร์ก เพื่อผลักดันการเติบโตของธุรกิจนี้ สำหรับโครงการ Barnett Zero อัดเก็บคาร์บอนได้ 138,280 ตัน และเตรียมเปิดโครงการ Cotton Cove ที่มีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน 32,000 ตันต่อปี ในครึ่งปีแรกของปี 2569
ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+)
ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน เริ่มพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Jinhu Qianfeng ในจีน คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569 ขณะที่ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการ Iwate Tono ขนาด 58 เมกะวัตต์ชั่วโมง ในญี่ปุ่น รวมถึงลงทุนและเริ่มพัฒนาโครงการ BESS ทั้งในออสเตรเลีย (โครงการ Wooreen และ Kerang) และสหรัฐฯ (โครงการ Megamouth) ทำให้ในปัจจุบันธุรกิจ BESS มีกำลังการผลิตรวม 2,100 เมกะวัตต์ชั่วโมง สำหรับธุรกิจการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) ในญี่ปุ่น มียอดจำหน่ายไฟฟ้ารวม 6,593 กิกะวัตต์ชั่วโมง
เทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech)
บ้านปูสร้างระบบนิเวศ Net Zero ครบวงจรผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพในทุกหน่วยธุรกิจ สำหรับธุรกิจโซลาร์บนหลังคาและโซลาร์ลอยน้ำ บ้านปู เน็กซ์ ร่วมมือกับอมตะ วีเอ็น และโซลาร์บีเค (SolarBK) พัฒนาโครงการโซลาร์บนหลังคา กำลังการผลิตรวม 227 เมกะวัตต์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะในประเทศเวียดนาม 2 แห่ง ขณะที่ธุรกิจแบตเตอรี่มีกำลังการผลิตในปัจจุบันรวม 3.2 กิกะวัตต์ชั่วโมง และธุรกิจยานยานต์ไฟฟ้าบริหารจัดการยานยนต์ไฟฟ้ารวม 876 คัน
นอกจากนี้ BANPU ลงทุนผ่านหน่วยงาน Corporate Venture Capital จำนวน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 1.9% ใน Mixx Technologies, Inc. ผู้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI และอีก 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 1.3% ใน ARC Clean Technology ผู้พัฒนา Advanced Small Modular Reactor (aSMR) เพื่อรองรับการเติบโตของพลังงานไฟฟ้าปลอดคาร์บอนสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ และผู้ผลิตไฮโดรเจน