
ปี 2568 (ค.ศ. 2025) คือปีที่ผลตอบแทนของสินทรัพย์ “แยกขั้ว” ชัดเจน ภายใต้ฉากหลังของสงครามการค้า ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยที่เปลี่ยนเร็ว ตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับการลงทุนแบบ “เหมาทั้งกระดาน” เท่าปีก่อน ๆ แต่ให้รางวัลกับสินทรัพย์ที่ตอบโจทย์โลกที่ “ไม่แน่นอน” และโลกที่แข่งขันแย่งชิงทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น โดยเฉพาะโลหะมีค่าหลายชนิดที่ทำผลตอบแทนระดับหลายสิบถึงหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ในปีเดียว
ในอีกด้าน หุ้นโลกยังปิดปีเป็นบวกและทำจุดสูงหลายช่วง แต่แรงขึ้นกระจุกตัวในธีมและภูมิภาคเฉพาะ ขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะบิตคอยน์ ปิดปีติดลบ และย้ำว่าความผันผวนยังเป็นราคาที่ต้องจ่ายของการอยู่ในโลกคริปโต
หากวัดแบบรายปี โลหะมีค่าคือกลุ่มสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุด โดยข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่า “เงิน (Silver)” พุ่งขึ้นถึงประมาณ 141% เทียบจากราคาต้นปีที่ประมาณ 29.534 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ในปี 2568 ทำสถิติสูงสุดที่ 83.62 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนปิดปีราว 71.260 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แรงหนุนหลักมาจากภาวะอุปทานตึงตัว ความต้องการภาคอุตสาหกรรม และกระแสลงทุนที่ไหลเข้าหาสินทรัพย์ซึ่งเชื่อมโยงกับธีม AI และพลังงานสะอาดอย่างเข้มข้น
ทองคำ (Gold) ตามมาติด ๆ และยังเป็น “แกนกลางของการเฮดจ์” ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่าทองคำเพิ่มขึ้นราว 62.5% ในปี 2568 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายปีที่แรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2522 โดยราคาสปอตปลายปีอยู่แถว 4,320 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากราคาต้นปีที่ 2,658.4 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปัจจัยหนุนหลักคือความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของสหรัฐ การซื้อสะสมของธนาคารกลาง กระแสเงินไหลเข้า ETF ทองคำ และแรงซื้อในภาวะความเสี่ยงสูง
สิ่งที่ทำให้ปีนี้ “พิเศษ” คือโลหะมีค่าไม่ได้เด่นแค่ทองกับเงิน แต่โลหะกลุ่มแพลทินัมก็พุ่งแรงเช่นกัน ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่าแพลทินัมปรับขึ้นราว 120% (ขึ้นไปทำจุดสูงสุดแถว 2,478.50 ดอลลาร์ และปิดปีราว 2,055.9 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ขณะที่ Reuters รายงานว่า ราคาพัลลาเดียมเพิ่มขึ้นมากกว่า 60% ซึ่งถือเป็นผลงานดีที่สุดในรอบ 15 ปี ภาพนี้สะท้อนธีมใหญ่ของโลกการลงทุนในปี 2568 คือ “การแข่งขันแย่งชิงโลหะสำคัญ” และการกักตุนเชิงยุทธศาสตร์ที่เริ่มมีนัยต่อตลาดมากขึ้น
ฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดปี 2568 ในแดนบวกอย่างชัดเจน แม้ความผันผวนจะเพิ่มขึ้นเป็นระยะ ตามการสรุปของ The Guardian และ Reuters ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 16.4% Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 20.5% จากแรงหนุนของหุ้นเทคโนโลยีและ AI ขณะที่ Dow Jones Industrial Average เพิ่มขึ้น 13.4% และ Russell 2000 ซึ่งสะท้อนหุ้นขนาดเล็ก ปรับขึ้น 11.26% ตอกย้ำว่าการฟื้นตัวไม่ได้กระจุกตัวแค่หุ้นขนาดใหญ่ แต่ขยายวงกว้างขึ้นในช่วงปลายปี อย่างไรก็ดี หากเทียบกันตรงตัว ผลตอบแทนของหุ้นยัง “ตามหลัง” โลหะมีค่าแบบเห็นได้ชัดในเชิงตัวเลข
ในมุมภาพใหญ่ระดับโลก Reuters ประเมินว่าหุ้นโลกผ่านดัชนี MSCI World ให้ผลตอบแทนราว 21% ในปี 2568 ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดกังวลกันต้นปี ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการภาษี ความตึงเครียดทางการค้า และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์หลายจุด ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ากำไรบริษัทและสภาพคล่องโลกยังเป็นแรงพยุงตลาดได้จริง แม้โครงสร้างความเสี่ยงจะเปลี่ยนไป
สิ่งที่โดดเด่นในปี 2568 คือ การหมุนของผู้นำผลตอบแทน ไปยังบางธีมและบางภูมิภาคอย่างชัดเจน Reuters ระบุว่าหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและผู้ผลิตอาวุธในยุโรปพุ่งขึ้นราว 56% จากสัญญาณการเร่งเพิ่มงบกลาโหมและการเสริมกำลังทางทหารของยุโรป ขณะที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้กลายเป็น “ดาวเด่นระดับโลก” โดยให้ผลตอบแทนสูงถึงราว 75% ในปีเดียว สอดรับกับบทบาทสำคัญในห่วงโซ่เทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ และรอบการลงทุนด้าน AI ที่กลับมาแรงกว่าคาด
ด้านดัชนีหุ้นหลักของเวียดนาม (VN-Index) ปรับตัวขึ้นมาปิดที่ระดับ 1,784 จุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยพุ่งขึ้นถึง 40.54% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี สะท้อนว่าในปี 2568 ตลาดหุ้นเวียดนามเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ จากแรงหนุนของสภาพคล่องในประเทศ การฟื้นตัวของกำไรบริษัท และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเวียดนามในห่วงโซ่การผลิตและเทคโนโลยีระดับโลก
ฝั่งเอเชียพัฒนาแล้ว ญี่ปุ่นยังรักษาโมเมนตัมเชิงบวกได้ดี โดยดัชนี Nikkei 225 ปรับขึ้นกว่า 25% ในปี 2568 จากกำไรบริษัทที่แข็งแกร่ง การปฏิรูปธรรมาภิบาล และเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฮ่องกงและหุ้นจีนบางกลุ่มฟื้นตัวแรงในช่วงครึ่งหลังของปี ทำให้ดัชนี Hang Seng ปิดปีในแดนบวกสองหลัก หลังผ่านช่วงซบเซามาหลายปี
ด้าน สหราชอาณาจักร ก็มี “ผู้ชนะ” ชัดเจน The Guardian รายงานว่าดัชนี FTSE 100 พุ่งขึ้นถึง 21.5% ในปี 2568 ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552 โดยมีหุ้นกลุ่มเหมืองแร่และโลหะมีค่าเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ตัวอย่างที่สะท้อนธีมนี้ชัดคือ Fresnillo ผู้ผลิตโลหะมีค่ารายใหญ่ ที่มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นราว 450% ในปีเดียว สะท้อนว่าในปี 2568 “หุ้นที่อิงโลหะมีค่า” ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกตลาดหุ้นกับโลกสินค้าโภคภัณฑ์ได้อย่างทรงพลัง และกลายเป็นหนึ่งในธีมที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดของปี
อย่างไรก็ตาม ปี 2568 เป็นอีกปีที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทน “สวนทางโลก” อย่างชัดเจน แม้ดัชนีหุ้นหลักหลายประเทศปิดปีเป็นบวก แต่หุ้นไทยกลับจบปีในแดนลบ ท่ามกลางแรงกดดันซ้อนกันทั้งจากปัจจัยมหภาคในประเทศ ความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ และแรงขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติที่ยังไม่หยุด
ภาพสะท้อนที่ชัดที่สุดคือระดับปิดสิ้นปีของ SET Index อยู่ที่ 1,259.67 จุด ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2568 ตามข้อมูลตลาดของตลาดหลักทรัพย์ฯ SET เมื่อเทียบกับระดับปิดสิ้นปี 2567 ที่ 1,400.21 จุด (ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ฯ สรุปเดือนธันวาคมและทั้งปี 2567) เท่ากับว่าผลตอบแทนทั้งปีของ SET Index อยู่ราว -10.0% (คำนวณจากระดับปิดสิ้นปีต่อสิ้นปี)
ด้านคริปโต ภาพรวมปี 2568 กลับตอกย้ำความผันผวนมากกว่าภาพ “ขาขึ้นยาว” ข้อมูลระบุว่า Bitcoin ปิดปีด้วยการขาดทุน มูลค่าลดลงประมาณ 6.37% จากช่วงต้นปี 2568 ถือเป็นการติดลบรายปีครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 แม้ระหว่างปีเคยทำจุดสูงสุดใหม่เหนือ 126,000 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม ก่อนจะไหลลงมาเทรดแถว 87,506.31 ดอลลาร์ในช่วงสิ้นปี
ประเด็นที่นักลงทุนจับตาคือความสัมพันธ์ระหว่างบิตคอยน์กับภาวะเสี่ยงมหภาคที่ชัดขึ้น Reuters ชี้ว่าปี 2568 บิตคอยน์ “เคลื่อนไหวคล้ายหุ้นสหรัฐมากขึ้น” และถูกกระทบแรงจากข่าวนโยบายการค้า/มาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐที่กระตุ้นภาวะเทขายในสินทรัพย์เสี่ยงวงกว้าง นี่ทำให้บทบาท “ทองคำดิจิทัล” ถูกตั้งคำถามในปีที่ทองคำจริง ๆ ให้ผลตอบแทนโดดเด่นระดับประวัติศาสตร์
เมื่อวางตัวเลขไว้ข้างกัน ภาพจะชัดมากว่าโลหะมีค่าคือแชมป์ของปี 2568 ทั้งในเชิงผลตอบแทนและในเชิงบทบาทของระบบการเงินโลก เงินพุ่ง 141% ทองคำขึ้นราว 62% แพลทินัมมากกว่า 120% ขณะที่ดัชนีหุ้นสหรัฐหลัก ๆ บวกหลักสิบเปอร์เซ็นต์ และบิตคอยน์กลับติดลบมากกว่า 6%
ในภาพมหภาค ยังเห็นแรงส่งสำคัญจาก “ค่าเงินดอลลาร์อ่อน” ซึ่ง Reuters ระบุว่าดอลลาร์ร่วงมากกว่า 9% ในปี 2568 และน้ำมันกลับเป็นผู้แพ้ โดย Brent ลดลงเกือบ 18% และ WTI ลดลงราว 19% ยิ่งทำให้ปี 2568 เป็นปีที่ตลาดให้รางวัลกับสินทรัพย์สาย “ป้องกันความเสี่ยง/ทรัพยากรสำคัญ” มากกว่าสินทรัพย์ที่พึ่งพาอุปสงค์โลกแบบกว้าง ๆ
ทอม สตีเวนสัน (Tom Stevenson) ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนของ Fidelity International ประเมินว่า ปีหน้าอาจเป็นอีกปีที่นักลงทุนยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ หากวางกลยุทธ์อย่างเหมาะสม โดยเขามองว่ามีสี่แนวทางหลักที่ควรจับตา
กลยุทธ์แรกคือการยังคงลงทุนอยู่ในตลาด แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังต่อทิศทางวัฏจักรเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่ ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังถือว่าเอื้ออำนวย แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณเปราะบางบางประการในตลาดแรงงานทั้งสหรัฐและยุโรป การเติบโตทางเศรษฐกิจยังดำเนินต่อ และมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมในปี 2569 จากการผ่อนคลายนโยบายการเงินในระดับจำกัด ซึ่งโดยปกติแล้ว หากไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตลาดก็มักไม่เผชิญการปรับฐานรุนแรง
สตีเวนสันอธิบายวัฏจักรตลาดผ่านกรอบคิดการหมุนเวียนสี่ช่วงของ Goldman Sachs ตั้งแต่ Despair, Hope, Growth ไปจนถึง Optimism โดยการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อราวหกปีก่อน เป็นจุดเริ่มต้นของช่วง Despair ที่สั้นมาก ก่อนที่ตลาดจะเข้าสู่ช่วง Hope ตลอดปี 2563 ซึ่งการฟื้นตัวถูกขับเคลื่อนหลักจากการขยายตัวของมูลค่าหุ้นมากกว่ากำไร
ส่วนช่วง Growth ซึ่งกำไรบริษัทมักเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก กลับกินเวลาสั้นกว่าปกติ โดยเริ่มต้นในช่วงต้นปี 2564 และต่อเนื่องไปจนถึงการปรับลดมูลค่าหุ้นจากแรงกดดันของอัตราดอกเบี้ยตลอดปี 2565
ตลอดกว่า 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดอยู่ในช่วง Optimism ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของวัฏจักร นักลงทุนมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น และในบางส่วนของตลาดเริ่มเข้าใกล้ภาวะประมาท มูลค่าหุ้นปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งจากการเติบโตของกำไร สิ่งที่แตกต่างจากอดีตคือระยะ Optimism ในรอบนี้ยืดเยื้อนานกว่าปกติ และให้ผลตอบแทนตลาดที่ปรับด้วยเงินเฟ้อแล้วราว 70% อย่างไรก็ดี สตีเวนสันมองว่า แม้จะเป็นเรื่องผิดธรรมดา แต่ก็ไม่ได้ตัดโอกาสที่แนวโน้มดังกล่าวจะดำเนินต่อ หากปัจจัยพื้นฐานยังสนับสนุน
ในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน เขาระบุว่าการเติบโตของกำไรบริษัทมีแนวโน้มอยู่ในระดับเลขสองหลักต่ำ ๆ ทั้งในปีหน้าและปี 2570 ซึ่งแตกต่างจากบรรยากาศความกังวลช่วงความผันผวนด้านนโยบายภาษีเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา การขยายตัวของกำไรดังกล่าวช่วยรองรับระดับมูลค่าหุ้นที่ในหลายตลาดขยับขึ้นมาอยู่ใกล้กรอบบนของค่าเฉลี่ย 20 ปี โดยเฉพาะตลาดสหรัฐที่มูลค่าได้ทะลุเข้าสู่ระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ขณะที่ยุโรป สหราชอาณาจักร และจีน ยังมีมูลค่าใกล้เคียงค่าเฉลี่ยระยะยาวมากกว่า
ความแตกต่างด้านมูลค่าและผลการดำเนินงานระหว่างภูมิภาค เป็นเหตุผลสำคัญของกลยุทธ์ที่สองสำหรับปี 2569 นั่นคือการกระจายการลงทุน ซึ่งสตีเวนสันชี้ว่าได้พิสูจน์แล้วว่าได้ผลในปี 2568 หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐซึ่งเป็นผู้นำตลาดโลกมาอย่างยาวนาน กลับให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดยุโรป ญี่ปุ่น และโดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ เขามองว่าแนวโน้มนี้มีโอกาสต่อเนื่องไปถึงปีหน้า โดยจีนเป็นตลาดที่น่าจับตา เนื่องจากมีพัฒนาการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใกล้เคียงกับสหรัฐมากขึ้น ขณะที่นักลงทุนเพิ่งเริ่มตระหนักถึงโอกาส และระดับมูลค่ายังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ
ญี่ปุ่นถูกมองว่าเป็นอีกแหล่งของความหวัง หลังเศรษฐกิจกำลังหลุดพ้นจากยุคเงินเฟ้อต่ำและดอกเบี้ยต่ำที่ยืดเยื้อมายาวนาน ค่าจ้างที่ปรับสูงขึ้นช่วยเพิ่มกำลังซื้อภาคครัวเรือน ขณะที่การปฏิรูปภาคธุรกิจช่วยหนุนตลาดทุน และแนวโน้มในลักษณะเดียวกันเริ่มเห็นได้ในเกาหลีใต้เช่นกัน
นอกจากนี้ การกระจายการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนในปีหน้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภูมิภาค สตีเวนสันมองว่า เมื่อการลงทุนด้านเทคโนโลยีเริ่มแผ่ขยายไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น กลุ่มหุ้นเชิงคุณค่าอย่างการเงินและเหมืองแร่จะเริ่มได้รับอานิสงส์ ทำให้เศรษฐกิจดั้งเดิมค่อย ๆ ไล่ตามเศรษฐกิจใหม่ แม้กลุ่ม Magnificent Seven ยังคาดว่าจะสร้างเกือบครึ่งหนึ่งของการเติบโตกำไรในดัชนี S&P 500 ในปีหน้า แต่สัดส่วนดังกล่าวจะลดลงจากปีนี้ เนื่องจากหุ้นอีก 493 บริษัทเริ่มมีบทบาทมากขึ้น
ภาพดังกล่าวนำไปสู่กลยุทธ์ที่สาม คือการขยับจากการลงทุนแบบติดตามดัชนี ไปสู่การคัดเลือกหุ้นเชิงรุก หลังจากตลอดทศวรรษที่ผ่านมา การเอาชนะตลาดแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะผลตอบแทนกระจุกตัวอยู่ในหุ้นผู้นำเพียงไม่กี่ตัว แต่เมื่อความสนใจเริ่มขยับจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปสู่ผู้ได้รับประโยชน์ในวงกว้างจากการปฏิวัติ AI นักลงทุนจำเป็นต้องแยกแยะผู้ชนะและผู้แพ้ให้ชัดเจนมากขึ้น
สุดท้าย สตีเวนสันชี้ว่า การเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนที่ไม่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันภายในตลาดและแต่ละอุตสาหกรรม ทำให้การเตรียมรับมือความผันผวนช่วงปลายวัฏจักรเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งมักเป็นช่วงที่ตลาดผันผวนและทดสอบวินัยของนักลงทุน ระดับการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับความเสี่ยงและอายุของผู้ลงทุน ขณะที่ผลตอบแทนจากเงินสดมีแนวโน้มลดลงในปี 2569 จากทิศทางดอกเบี้ยขาลง ส่งผลให้สินทรัพย์ที่ให้รายได้ เช่น โครงสร้างพื้นฐานและหุ้นปันผล กลับมามีบทบาทมากขึ้น
ในด้านปัจจัยการเมือง สตีเวนสันเตือนว่าความไม่แน่นอนอาจยังสร้างแรงเหวี่ยงให้ตลาด การแต่งตั้งประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่อาจทำให้เกิดคำถามต่อความมุ่งมั่นในการควบคุมเงินเฟ้อ ขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนอาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจในสภาคองเกรส
อย่างไรก็ดี ความกังวลที่ใหญ่ที่สุดของสตีเวนสันต่อปี 2569 คือบรรยากาศที่ตลาดดูไม่กังวลมากนัก ฉากทัศน์ที่ถูกคาดการณ์มากที่สุดคือการปรับขึ้นต่อเนื่องแต่ในอัตราที่ชะลอลง ซึ่งไม่ใช่รูปแบบที่พบได้บ่อยในประวัติศาสตร์ ตลาดกระทิงมักจบลงอย่างรุนแรงมากกว่าค่อย ๆ แผ่ว การคาดหวังผลตอบแทนราว 10% หลังจากตลาดปรับขึ้นมากกว่า 20% ต่อปีติดต่อกันหลายปี อาจสะท้อนการยึดความหวังมากกว่าบทเรียนจากอดีต และทำให้ปี 2569 มีโอกาสออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก หรือแย่กว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ มากกว่าจะเป็นไปตามภาพกลาง ๆ ที่นักกลยุทธ์ส่วนใหญ่ประเมินกันอยู่ในขณะนี้