
โดยทั่วไป “ดุลการชำระเงิน” ของประเทศควรทำหน้าที่เหมือนสมุดบัญชีที่บันทึกรายการเงินเข้าออกอย่างเป็นระบบ รายรับรายจ่ายต้องสมดุลกัน เช่น การนำเข้าสินค้าก็ต้องมีเงินตราต่างประเทศจ่ายออก ขณะที่การท่องเที่ยวก็ต้องสร้างรายได้เข้ามาชดเชย หลักการคือบัญชีควรปิดได้อย่างพอดีโดยไม่เหลื่อมหรือขาด แต่ในความจริงมักเกิดความคลาดเคลื่อน ตัวเลขที่ไม่ตรงกันจะถูกจัดเก็บไว้ในช่อง Net Errors and Omissions (NEO) หรือ “ข้อผิดพลาดและการละเว้นสุทธิ” ซึ่งตามหลักแล้วควรเป็นเพียงเศษเล็กน้อย ไม่ใช่ตัวเลขใหญ่ที่น่ากังวล
ทว่าในกรณีของไทย ตัวเลข NEO กลับกลายเป็นประเด็นใหญ่ เพราะแทนที่จะเป็นเพียงเศษเล็กน้อย กลับปรากฏในระดับหลายพันล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส และเกิดซ้ำต่อเนื่อง ส่วนมากเป็นบวก และบางครั้งใหญ่กว่าดุลบัญชีเดินสะพัดเสียด้วยซ้ำ ปรากฏการณ์นี้ทำให้ NEO ถูกมองว่าอาจเป็นแรงผลักดันให้เงินบาทแข็งเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับการส่งออกทองคำที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ จนเกิดข้อสงสัยว่าเงินไร้ที่มาถูกนำเข้า แปลงเป็นทอง แล้วส่งออกไป
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ไทยกำลังเผชิญเงินทุนไหลเข้าที่ไม่ถูกบันทึกจริงหรือ? หรือเป็นเพียงภาพสะท้อนจากช่องโหว่ของระบบสถิติ? บทความนี้ SPOTLIGHT จะชวนสำรวจที่มาของ NEO และพิจารณาว่า หากปัญหานี้ยังไม่ถูกคลี่คลายอย่างโปร่งใส การแก้ไขด้วยมาตรการที่ปลายทาง เช่น ภาษีซื้อขายทองคำ อาจไม่เพียงแก้ไม่ตรงจุด แต่ยังเสี่ยงสร้างแรงกระเพื่อมใหม่ต่อเศรษฐกิจโดยรวม
ดุลการชำระเงิน (Balance of Payments: BOP) ถือเป็นเหมือนสมุดบัญชีใหญ่ของประเทศที่รวบรวมและบันทึกทุกธุรกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศหนึ่งกับโลกภายนอกในช่วงเวลาที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นการค้าสินค้า การบริการ การท่องเที่ยว รายได้จากแรงงานและการลงทุน ตลอดจนการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์และหนี้สินต่างประเทศ เช่น ทองคำ สิทธิพิเศษถอนเงิน (Special Drawing Rights: SDRs) หรือสิทธิเรียกร้องทางการเงินอื่น ๆ ดุลการชำระเงินจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นกระจกสะท้อนสมรรถนะทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจภายในประเทศกับเศรษฐกิจโลก รวมทั้งผลลัพธ์ของนโยบายการเงิน การคลัง และการค้าระหว่างประเทศที่นำมาใช้ในแต่ละช่วงเวลา
ในประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลตลาดเงินตราต่างประเทศและทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดหาสุดท้าย” ของสกุลเงินต่างประเทศ กล่าวคือ ธปท.จะเห็นธุรกรรมที่ผ่านระบบธนาคารทั้งหมด รู้ว่ามีเงินตราต่างประเทศไหลเข้ามาหรือออกไป แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรู้ชัดเจนเสมอว่าเงินก้อนนั้นเป็นค่าอะไร เช่น อาจเป็นค่าส่งออกจริง หรืออาจเป็นเพียงการโอนเงินจากต่างประเทศเข้ามาเฉย ๆ หาก ธปท.ไม่เข้าไปแทรกแซง (intervene) เลย กลไกตลาดจะปรับค่าเงินให้อยู่ในระดับที่ทำให้เงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้า-ออกสมดุลกันเสมอในที่สุด
ตามหลักการ ดุลการชำระเงินใช้หลักการบัญชีคู่ (Double-entry System) ที่กำหนดให้ทุกธุรกรรมต้องถูกบันทึกทั้งด้านเครดิตและเดบิต เพื่อให้ผลรวมสมดุลกันเป็นศูนย์ตามทฤษฎี และตัวเลขดังกล่าวต้องสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทุนสำรองระหว่างประเทศ (reserve assets change)
อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ การเก็บข้อมูลย่อมมีข้อจำกัด ทั้งความล่าช้า ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน หรือความผิดพลาดในการบันทึก ทำให้ผลรวมของบัญชีเดินสะพัด (Current Account) และบัญชีการเงิน (Financial Account) บวกกันแล้ว มักไม่พอดีกับการแทรกแซงของ ธปท. หรือการเปลี่ยนแปลงทุนสำรองจริง
ส่วนต่างที่เหลือจากความไม่ลงตัวนี้ จึงถูกบันทึกไว้ในหมวด Net Errors and Omissions (NEO) เพื่อทำให้บัญชี “ปิดตัวเลข” ได้ครบถ้วน แม้ในเชิงเนื้อหาจะเป็นเพียงตัวเลขที่ยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าเกิดจากอะไร
โดยทั่วไปแล้ว NEO ไม่ถือเป็นสิ่งผิดปกติในดุลการชำระเงิน การที่ตัวเลขออกมาเป็นบวกหรือลบสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย และไม่ได้หมายความว่าจะต้องมี “เงินลึกลับ” ไหลเข้าประเทศเสมอไป
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้ให้ข้อมูลไว้ในโพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัว ว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายประเทศมี NEO เป็นบวก คือการประเมินรายได้จากการท่องเที่ยวต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะข้อมูลรายรับจากการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ได้จากการสำรวจและการประมาณค่า ซึ่งไม่สามารถครอบคลุมพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวได้ทั้งหมด เช่น นักท่องเที่ยวบางกลุ่มอาจใช้บัตรเครดิตต่างประเทศรูดจ่ายสินค้าและบริการโดยตรง หรือมีการจ่ายเงินสดมากกว่าที่คาด หากค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่าตัวเลขที่เก็บได้ ส่วนต่างนี้จะไม่ถูกสะท้อนในบัญชีเดินสะพัด แต่ไปปรากฏอยู่ใน NEO แทน ตัวอย่างเช่น ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากใช้จ่ายกับบริการที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการสำรวจ การประมาณค่าอาจต่ำเกินจริง ทำให้เกิด “เงินส่วนเกิน” ในบัญชี
อีกสาเหตุที่ทำให้ NEO เป็นบวกได้คือเงินที่ไหลเข้ามาโดยไม่ผ่านระบบปกติหรือไม่ตรงไปตรงมา เช่น การหิ้วเงินสดเข้ามาผ่านพรมแดนธรรมชาติแล้วนำมาแลกเป็นเงินบาทโดยตรง ซึ่งไม่ถูกบันทึกเป็นธุรกรรมในระบบ การโอนเงินผ่านตลาดคริปโตที่ไม่เปิดเผยที่มาที่ไป หรือเงินจากต่างชาติที่เข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยโดยใช้ช่องทางการเงินที่ไม่ครบถ้วน สิ่งเหล่านี้ทำให้เงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศจริง แต่ไม่ถูกสะท้อนตรงไปตรงมาในดุลการชำระเงิน
นอกจากนี้ยังมีกรณีของธุรกรรมที่คล้ายกับ capital flight เช่น การนำเข้าสินค้าจากประเทศหนึ่งและส่งออกต่อไปยังอีกประเทศหนึ่ง แต่รายได้ที่ได้จากการส่งออกกลับไม่ถูกนำไปจ่ายค่าสินค้านำเข้าตามที่บัญชีแสดงไว้ เงินตราต่างประเทศจึงถูกเก็บค้างไว้ในประเทศ แม้ในทางบัญชีจะถูกบันทึกว่ามีการจ่ายออกไปแล้ว
นอกจากนี้ ปัญหาด้านเวลาและวิธีบันทึกข้อมูลก็เป็นอีกปัจจัยที่สร้างความคลาดเคลื่อน เช่น กรณีโอนเงินเข้ามาเพื่อซื้อบ้านหรือคอนโด ตัวเงินอาจเข้ามาในระบบธนาคารแล้ว แต่การโอนกรรมสิทธิ์ยังไม่เกิดขึ้นจริง ทำให้ธุรกรรมด้านการเงินไม่สอดคล้องกับการบันทึกด้านเศรษฐกิจ หรือบางครั้งเกิดจากความแตกต่างของมาตรฐานการเก็บข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เช่น ธนาคารพาณิชย์ ธปท. กรมศุลกากร หรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ใช้วิธีการเก็บสถิติไม่เหมือนกัน ทำให้ผลลัพธ์ไม่ตรงกันพอดี กรณีเหล่านี้เมื่อสะสมเข้าไปก็จะกลายเป็นส่วนต่างที่ไปสะท้อนอยู่ใน NEO
ในระดับโลก ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย แต่หลายประเทศก็ประสบเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเปิดเสรีและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างเสรีมากขึ้น ยิ่งทำให้ข้อมูลยากต่อการติดตาม ปัจจัยมหภาคอย่างความผันผวนของค่าเงิน การลงทุนระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว หรือการแพร่หลายของธุรกรรมดิจิทัล ล้วนทำให้ตัวเลข NEO แกว่งได้มากขึ้น
อีกด้านหนึ่ง คุณภาพของสถาบันก็มีบทบาทสำคัญ ประเทศที่มีกฎหมายเข้มแข็ง มีระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ และการควบคุมการทุจริตที่ดี มักจะมีตัวเลข NEO ขนาดเล็กและผันผวนน้อย เพราะระบบข้อมูลมีความโปร่งใสและแม่นยำ ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่ระบบข้อมูลยังไม่เข้มแข็งหรือมีปัญหาการทุจริตสูง มักพบตัวเลข NEO ที่ใหญ่และต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดในการบันทึกและตรวจสอบธุรกรรม
จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าตามปกติแล้วตัวเลข NEO มักเป็นเพียงเศษส่วนเล็ก ๆ ที่เกิดจากข้อจำกัดในการเก็บสถิติหรือความคลาดเคลื่อนในการบันทึก และแทบไม่เคยมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ เพราะข้อผิดพลาดลักษณะนี้โดยทั่วไปมักมีขนาดเล็ก ชั่วคราว และสามารถแกว่งได้ทั้งด้านบวกและลบ แต่ในกรณีของประเทศไทย ภาพที่ปรากฏกลับแตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ
ดร.พิพัฒน์ ชี้ว่า ตลอดสองปีที่ผ่านมา ตัวเลข NEO ของไทยมีขนาดใหญ่ผิดปกติ อยู่ที่ราว 3,000-4,000 ล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส และที่สำคัญคือ มักจะเป็นบวกติดต่อกันต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนทั่วโลกมีความผันผวนสูง
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยยิ่งตอกย้ำความผิดปกตินี้ โดยในปี 2567 ไทยมี NEO สูงถึง 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ overall balance อยู่เพียง 1.24 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในปี 2566 ไทยก็มี NEO สูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับ overall balance ที่มีเพียง 2.6 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น
ที่น่ากังวลคือ ในบางไตรมาส ตัวเลข NEO ของไทยกลับมีขนาดใหญ่กว่าดุลบัญชีเดินสะพัดเสียอีก นำไปสู่คำถามสำคัญว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นเพียงเงาสะท้อนของความไม่สมบูรณ์ในระบบบันทึกข้อมูลทางเศรษฐกิจ หรือจริง ๆ แล้วมีเงินทุนจำนวนมากไหลเข้ามาในประเทศโดยไม่ถูกบันทึกอย่างถูกต้องกันแน่
นอกจากนี้ หากปรากฏการณ์ NEO ขนาดใหญ่และเป็นบวกอย่างต่อเนื่องยังคงดำเนินต่อไป ย่อมก่อให้เกิดนัยสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจและค่าเงินบาท และหากเราไม่เข้าใจต้นตอที่แท้จริง การออกนโยบายก็เสี่ยงจะ “ยิงผิดเป้า” เช่น หากตีความผิดว่าค่าเงินบาทแข็งจากการค้าทองคำแล้วเร่งออกมาตรการเก็บภาษีทองคำ แต่ต้นเหตุจริงไม่ได้อยู่ที่ทอง มาตรการดังกล่าวก็จะบิดเบือนธุรกิจทองคำโดยไม่ช่วยแก้ปัญหาค่าเงินแต่อย่างใด
ดังนั้น การปล่อยให้ NEO ขยายตัวจนกลายเป็น “ก้อนใหญ่” ของบัญชีสะท้อนว่า ประเทศไทยยังไม่เข้าใจพฤติกรรมเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้าออกอย่างเพียงพอ การทำความเข้าใจว่าเงินที่ไหลเข้ามานั้นคืออะไร มาจากไหน และเคลื่อนไหวอย่างไร จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการกำหนดนโยบายที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความจริงของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเล็ก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการออกนโยบายที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ