Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เปิดพอร์ตพันล้าน ‘ชาญวีรกูล’ อาณาจักรทุนในมือบ้านนายกฯ อนุทิน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เปิดพอร์ตพันล้าน ‘ชาญวีรกูล’ อาณาจักรทุนในมือบ้านนายกฯ อนุทิน

9 ก.พ. 69
15:54 น.
แชร์

นอกจากบทบาททางการเมืองที่กำลังจะพาเขาก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของไทยแล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่คนทั่วไปคุ้นกันในชื่อ “เสี่ยหนู” ยังมีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญในฐานะนักธุรกิจผู้คร่ำหวอดในวงการ เขาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของบริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจแปรรูปและผลิตโครงสร้างเหล็กในเครือบริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ของตระกูลชาญวีรกูล อาณาจักรธุรกิจรับเหมารายใหญ่ที่มีประสบการณ์ยาวนานในการคว้างานโครงการก่อสร้างระดับเมกะโปรเจกต์ของรัฐ

เมื่อมองในเชิงเศรษฐกิจ ตระกูลชาญวีรกูลจึงไม่ใช่เพียงครอบครัวนักการเมือง แต่ยังเป็นกลุ่มทุนที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งในตลาดไทย ด้วยเครือข่ายการลงทุนที่แผ่ขยายไปยังบริษัทหลากหลาย ทั้งภายในและนอกสายธุรกิจของครอบครัว การสอดประสานระหว่าง “ทุน” และ “การเมือง” ทำให้ชื่อของชาญวีรกูลถูกจับตามองในฐานะตระกูลที่มีอิทธิพลครอบคลุมทั้งสองสนาม

วันนี้ SPOTLIGHT จึงขอพาผู้อ่านไปสำรวจเชิงลึกพอร์ตหุ้นของครอบครัวชาญวีรกูล และนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของไทยกัน ว่าสมาชิกในครอบครัวชาญวีรกูลแต่ละคนถือหุ้นที่ไหนบ้าง? และมีมูลค่ามากน้อยเพียงใด?

เปิดคลังหุ้นพันล้านตระกูล ‘ชาญวีรกูล’ 

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ Creden Data ระบุว่า บุคคลในตระกูลชาญวีรกูลมีพอร์ตการลงทุนที่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะในรูปแบบบริษัทพัฒนาโครงการหรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ขณะเดียวกันยังมีการกระจายการลงทุนไปสู่ธุรกิจพลังงาน รวมถึงธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายพันธมิตรทางการเมือง โดยเฉพาะตระกูลอิศรภักดีและพรรธนประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงทั้งความหลากหลายและการสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจที่สัมพันธ์กับอิทธิพลทางการเมือง

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของไทย

แม้ในฐานะผู้มีตำแหน่งทางการเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะไม่ได้ถือครองหุ้นโดยตรง แต่ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า นายอนุทินได้โอนหุ้นเพื่อการจัดการทรัพย์สินไปยังบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เกียรตินาคินภัทร โดยเป็นการโอนหุ้นของบริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ STPI จำนวน 178,306,142 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 9.84% ของทั้งหมด ส่งผลให้นายอนุทินยังคงมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของบริษัท

หากอ้างอิงราคาภาคเช้า ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ 4.74 บาทต่อหุ้น มูลค่าหุ้นในพอร์ตดังกล่าวจะอยู่ที่ราว 845,171,113.08 ล้านบาท 

นอกจากนี้ จากการสืบค้นใน Creden Data ยังพบนายอนุทินถือหุ้น ในบริษัท โอเอชทีแอล จำกัด (มหาชน) ธุรกิจโรงแรมและภัตตาคารของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ จำนวนทั้งหมด 60,900 หุ้น (0.4034%) คิดเป็นมูลค่า 9,930,274 บาท

  • นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของนายอนุทิน ประธานกรรมการบริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน)

ด้านพอร์ตการลงทุนของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของนายอนุทินมีลักษณะกระจายตัว ทั้งในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ไปจนถึงกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างกระแสรายได้ระยะยาว โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ STPI: ถือครอง 64,589,765 หุ้น หรือ 3.56% ของทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 306,155,486.1 บาท (อ้างอิงจากราคาช่วงเช้า 9 ก.พ. 2569 ที่ 4.74 บาทต่อหุ้น) อยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 7 ของบริษัท 
  2. บริษัท ซิโน ไทย ดีเวล็อปเม้นท์ จำกัด: ถือครอง 224,997 หุ้น หรือ 30% ของทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า -17,373,742 บาท
  3. กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ HPF (เหมราชอินดัสเตรียล): ถือครอง 11,709,833 หุ้น หรือ 2.49% ของทั้งหมด มูลค่ารวม 63,818,589.85 บาท (อ้างอิงราคาที่ 5.45 บาทต่อหุ้น) ครองสถานะผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 10 ของกองทุน
  4. กองทรัสต์เพื่อการลงทุน MII (เอ็มเอฟซี อินดัสเตรียล อินเวสเมนท์): ถือครอง 5,671,336 หุ้น หรือ 3.30% ของทั้งหมด มูลค่ารวม 25,861,292.16 บาท (อ้างอิงราคาที่ 4.56 บาทต่อหุ้น) ครองสถานะผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 4 ของกองทรัสต์
  5. กองทุนรวม MNIT (เอ็มเอฟซี-นิชดาธานี): ถือครอง 900,000 หุ้น หรือ 0.65% ของทั้งหมด มูลค่ารวม 1,701,000 บาท (อ้างอิงราคาที่ 1.89 บาทต่อหุ้น) ครองสถานะผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 26 ของกองทุน
  6. กองทุนรวม M-STOR (เอ็มเอฟซี-สแตรทิจิกสโตเรจฟันด์): ถือครอง 410,000 หุ้น หรือ 0.67% ของทั้งหมด มูลค่ารวม 2,870,000 บาท (อ้างอิงราคาที่ 7.00 บาทต่อหุ้น) ครองสถานะผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 27 ของกองทุน
  7. บริษัท สุภาพฤกษ์ จำกัด: ถือครอง 2,100 หุ้น หรือ 0.05% ของทั้งหมด มูลค่ารวม 50,587 บาท บริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการแข่งขันกีฬา

โดยรวม พอร์ตการลงทุนของนายชวรัตน์มีมูลค่าประมาณ 400,456,955.11 ล้านบาท (อ้างอิงราคาช่วงเช้า ณ วันที่ 9 ก.พ. 2569 และไม่รวมหุ้นที่มีมูลค่าติดลบ) สะท้อนถึงการจัดวางโครงสร้างสินทรัพย์ที่สมดุลระหว่าง “หุ้นธุรกิจครอบครัว” ซึ่งมีนัยต่ออิทธิพลเชิงอุตสาหกรรม และ “กองทุนอสังหาริมทรัพย์” ที่ช่วยสร้างรายได้ประจำและกระจายความเสี่ยงในระยะยาว

  • นายมาศถวิน ชาญวีรกูล น้องชายของนายอนุทิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน)

ในส่วนของนายมาศถวิน ชาญวีรกูล น้องชายของนายกรัฐมนตรี พอร์ตการลงทุนเน้นไปที่บริษัทในเครือครอบครัว โดยถือครองหุ้นบริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON จำนวน 25,457,142 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 1.68% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด ส่งผลให้มีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 11 ของบริษัท

เมื่ออ้างอิงราคาช่วงเช้า ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ 9.55 บาทต่อหุ้น มูลค่าการลงทุนดังกล่าวอยู่ที่ราว 243,115,706.1 บาท 

  • นางอาทิตยา ชาญวีรกูล น้องสะใภ้ของนายอนุทิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ กรรมการ บริษัท เอสทีพร็อพเพอร์ตี้ แอนด์ โลจิสติกส์ จำกัด (STP&L)

ด้านนางอาทิตยา ชาญวีรกูล พอร์ตการลงทุนปรากฏการถือครองหุ้นบริษัท โคลเวอร์ เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CV จำนวน 29,966,300 หุ้น แม้ว่าหุ้นดังกล่าวถูกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยขึ้นเครื่องหมายห้ามซื้อขายชั่วคราว (SP) แต่หากประเมินตามราคาล่าสุดที่ 0.03 บาทต่อหุ้น จะมีมูลค่าอยู่ที่เพียง 898,989 บาท

  • นายเศรณี ชาญวีรกูล บุตรชายของนาย อนุทิน

พอร์ตการลงทุนของนายเศรณี ชาญวีรกูล มีความหลากหลายทั้งในตลาดทุนและธุรกิจครอบครัว โดยสะท้อนแนวทางการลงทุนแบบ “กระจายความเสี่ยง” ไปในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่อาหารเสริม เสื้อผ้า กีฬา ไปจนถึงบริษัทโฮลดิ้ง โดยมีรายละเอียดตามข้อมูลที่ปราฎในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและ Creden Data ดังนี้

  1. บริษัท ซี.ที. เวนเจอร์ จำกัด: ถือครอง 26,805,027 หุ้น หรือ 50.00% ของทั้งหมด มูลค่าหุ้น 1,053,183,810 บาท บริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่นายเศรณีใช้ถือหุ้นบริษัทอื่นๆ ของครอบครัว เช่น STECON
  2. บริษัท ดีโอดี ไบโอเทค จำกัด (มหาชน) หรือ DOD: ถือครอง 5,048,047 หุ้น หรือ 1.12% ของทั้งหมด มูลค่ารวม 9,036,004.13 บาท (อ้างอิงราคาช่วงเช้า 9 ก.พ. 2569 ที่ 1.79 บาทต่อหุ้น) อยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 10 ของบริษัท บริษัทดังกล่าวเป็นเจ้าของและบริหารโดยตระกูลอิศรภักดีและพรรธนประเทศซึ่งถือเป็นพันธมิตรทางการเมืองของนายอนุทิน 
  3. บริษัท อิควิตี้ พลัส จำกัด: ถือครอง 349,999 หุ้น หรือ 50.00% ของทั้งหมด มูลค่าหุ้น 182,447,394 บาท อยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของบริษัท ดำเนินธุรกิจจัดการหลักทรัพย์การลงทุนและกองทุน
  4. บริษัท เบสท์ ควอลิตี้ สกิลส์ จำกัด: ถือครอง 49,999 หุ้น หรือ 50.00% ของทั้งหมด มูลค่าหุ้น 167,046,448 บาท อยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของบริษัท ดำเนินธุรกิจจัดการหลักทรัพย์การลงทุนและกองทุน
  5. บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด: ถือครอง 20,700 หุ้น หรือ 0.86% ของทั้งหมด มูลค่า 651,341 บาท  อยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 10 ของบริษัท บริษัทมีวัตถุประสงค์ดำเนินกิจการสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นแบรนด์เชิงวัฒนธรรมและกีฬาที่มีอิทธิพลสูงในภาคอีสาน 
  6. บริษัท แมทเทอร์ 365 จำกัด: ถือครอง 9,000 หุ้น หรือ 45.00% ของทั้งหมด เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของบริษัท มูลค่า -130,916 บาท ดำเนินกิจการค้าปลีกเสื้อผ้า ปัจจุบันยังดำเนินกิจการ โดยแม้มูลค่าติดลบ แต่แสดงถึงการลงทุนในธุรกิจเชิงไลฟ์สไตล์
  7. บริษัท วัน พาวเวอร์ จำกัด: ถือครอง 229,500 หุ้น หรือ 25.50% ของทั้งหมด เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 มูลค่า 32,414,024 บาท อย่างไรก็ตาม บริษัทอยู่ในสถานะ “เลิกสภาพ”

โดยรวม หากไม่นับกิจการที่มูลค่าติดลบหรือเลิกสภาพ พอร์ตของนายเศรณีมีมูลค่าประมาณ 1,444,779,021.13 บาท (หากไม่รวมกิจการที่มูลค่าเป็นลบ) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ในตระกูลชาญวีรกูล แต่ได้ขยับบทบาทจาก “ผู้ถือหุ้นเชิงสัญลักษณ์” มาสู่การถือหุ้นในสัดส่วนใหญ่ในธุรกิจเอกชนที่สามารถกำหนดทิศทางกิจการได้โดยตรง ขณะเดียวกันยังลงทุนในธุรกิจที่มีมูลค่าเชิงภาพลักษณ์สูงอย่างสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

  • นัยน์ภัค ชาญวีรกูล บุตรสาวนายอนุทิน

พอร์ตการลงทุนของนางสาวนัยน์ภัคสะท้อนการกระจายตัวไปในหลายอุตสาหกรรม ทั้งด้านการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีทั้งสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงและกิจการที่มีผลขาดทุนติดลบ ดังนี้

  1. บริษัท ซี.ที. เวนเจอร์ จำกัด: ถือครอง 26,804,973 หุ้น หรือ 50.00% ของทั้งหมด มูลค่าหุ้น 1,053,183,810 บาท อยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของบริษัท บริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่นัยน์ภัคใช้ถือหุ้นบริษัทอื่นๆ ของครอบครัว เช่น STECON
  2. บริษัท อิควิตี้ พลัส จำกัด: ถือครอง 349,999 หุ้น คิดเป็น 50.00% ของทั้งหมด เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 มูลค่า 182,447,394 บาท กิจการทำธุรกิจด้านการจัดการหลักทรัพย์และการลงทุน
  3. บริษัท เบสท์ ควอลิตี้ สกิลส์ จำกัด: ถือครอง 49,999 หุ้น คิดเป็น 50.00% ของทั้งหมด เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 มูลค่า 167,046,448 บาท ลักษณะธุรกิจคล้ายกับอิควิตี พลัส เน้นการลงทุนด้านหลักทรัพย์
  4. บริษัท เจริญคีรี จำกัด: ถือครอง 315,010 หุ้น คิดเป็น 41.90% ของทั้งหมด เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 มูลค่า 31,462,777 บาท วัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจการเกี่ยวกับสนามบิน
  5. บริษัท สยามกลอรี่ จำกัด: ถือครอง 45,000 หุ้น หรือ 91.44% เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 มูลค่า 4,346,446 บาท ทำธุรกิจซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ใช่เพื่อที่อยู่อาศัย
  6. บริษัท ศรัทธาธรรม คอนสตรัคชั่น จำกัด (CHINO-THAI CONSTRUCTION SERVICE CO., LTD.): ถือครอง 1 หุ้น (0%) มูลค่า -1,059 บาท ธุรกิจขายเครื่องจักรและอะไหล่
  7. บริษัท ซิโน ไทย ดีเวลล็อปเม้นท์ จำกัด: ถือครอง 37,500 หุ้น หรือ 50.00% ของทั้งหมด เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 4 มูลค่า -2,895,624 บาท ลงทุนในธุรกิจอื่น
  8. บริษัท เพอร์เพชวล พรอสเพอร์ริตี้ จำกัด: ถือครอง 9,997 หุ้น หรือ 99.97% ของทั้งหมด เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 มูลค่า -44,281,408 บาท ดำเนินธุรกิจเช่าและบริหารอสังหาริมทรัพย์
  9. บริษัท วัน พาวเวอร์ จำกัด: ถือครอง 229,500 หุ้น หรือ 25.50% ของทั้งหมด เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 มูลค่า 32,414,024 บาท อย่างไรก็ตาม บริษัทมีสถานะ “แปรสภาพ”

โดยรวม นัยน์ภัค ชาญวีรกูล มีพอร์ตการลงทุนรวมที่มีมูลค่าบวกถึง 1,470,900,899 ล้านบาท (หากไม่รวมกิจการที่มูลค่าเป็นลบ) โดยจุดแข็งอยู่ที่การถือหุ้นใหญ่ในบริษัทด้านการลงทุน (Equity Plus และ Best Quality Skills) รวมถึงการถือหุ้นในกิจการอสังหาริมทรัพย์และสนามบิน 

ลูกชาย-ลูกสาวอนุทินโผล่ถือหุ้นผ่านบริษัทโฮลดิ้ง

นอกจากนี้ แม้ชื่อของตระกูล “ชาญวีรกูล” จะไม่ปรากฏเป็นผู้ถือหุ้นโดยตรงในเอกสารของเครือบริษัทของครอบครัวอย่าง STECON แต่ความจริงแล้ว ครอบครัวชาญวีรกูลยังคงกุมบังเหียนอำนาจใน STECON อย่างเหนียวแน่น ผ่านการถือหุ้นผ่าน“บริษัทโฮลดิ้ง” อย่าง บริษัท ซี.ที. เวนเจอร์ จำกัด ซึ่งเป็นศูนย์รวมการลงทุนที่ครอบคลุมกิจการสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  • สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน): ถือครอง 293,634,788 หุ้น หรือ 19.33% มูลค่ารวม 2,804,212,225.4 บาท (อ้างอิงจากราคาเช้าวันที่ 9 ก.พ. 2569 ที่ 9.55 บาทต่อหุ้น) ครองสถานะผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ของบริษัท
  • ดีโอดีไบโอเทค จำกัด (มหาชน): 31,616,005 หุ้น หรือ 7.02% มูลค่ารวม 56,592,648.95 บาท (อ้างอิงจากราคาเช้าวันที่ 9 ก.พ. 2569 ที่ 1.79 บาทต่อหุ้น) ครองสถานะผู้ถือหุ้นอันดับ 2 ของบริษัท

หัวใจของกลยุทธ์นี้อยู่ที่การวางทายาทเข้าสู่โครงสร้างอย่างเป็นระบบ บริษัท ซี.ที. เวนเจอร์ มี เศรณี และ นัยน์ภัค ชาญวีรกูล บุตรชายและบุตรสาวของอนุทิน เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ คนละ 50% รวม 53,610,00 หุ้น มูลค่ารวม 2,106,367,619 บาท สะท้อนถึงการวางหมากล่วงหน้า ไม่เพียงเพื่อรักษาทรัพย์สินมหาศาล แต่เพื่อรับประกันว่าพลังธุรกิจและสายใยอำนาจของครอบครัวจะไม่สะดุดลงแม้รุ่นเปลี่ยน

กลยุทธ์ “บริษัทโฮลดิ้ง” จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางธุรกิจธรรมดา แต่คือเสาหลักของการสร้าง “อาณาจักรที่ยั่งยืน” ที่ตระกูลนักธุรกิจชั้นนำทั่วโลกต่างเลือกใช้ เพราะมันสามารถรักษาความมั่งคั่งให้ต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น ขณะเดียวกันยังช่วยจำกัดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การแยกภาระหนี้สินออกจากกันอย่างชัดเจน ทำให้หากบริษัทหนึ่งสะดุด อีกหลายบริษัทในเครือยังคงยืนได้อย่างมั่นคง แม้จะต้องแลกกับต้นทุนการจัดตั้งและการบริหารที่ซับซ้อน แต่ผลตอบแทนคือ “เกราะป้องกัน” และ “เครื่องจักรสร้างความมั่งคั่ง” ที่ทรงพลังที่สุดของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่


แชร์
เปิดพอร์ตพันล้าน ‘ชาญวีรกูล’ อาณาจักรทุนในมือบ้านนายกฯ อนุทิน