
สถานการณ์พลังงานโลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่มาถึงกระเป๋าเงินของคนไทย เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์อย่างถ่องแท้ SPOTLIGHT ได้พูดคุยกับ คุณคุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย และอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน ผู้คร่ำหวอดในวงการมานานกว่า 40 ปี เพื่อหาคำตอบว่าเราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างไร
คุณคุรุจิตเปิดเผยว่า วิกฤตการณ์ครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยเจอมาตลอดการทำงาน 40 ปี เนื่องจากเกิดขึ้นในแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของโลก กระทบทั้งห่วงโซ่การขนส่ง โดยเฉพาะ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่น้ำมันดิบกว่า 20% ของโลกต้องผ่าน รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อีกกว่า 20-25%
ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสถานีผลิตน้ำมันและก๊าซในกลุ่มประเทศอาหรับ เช่น กาตาร์ ที่สูญเสียกำลังการผลิตไปเกือบ 17.5% ทำให้แม้สงครามจะยุติลง แต่การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานให้กลับมาเหมือนเดิมต้องใช้เวลานาน เช่น เดียว กับ คูเวต UAE และ ซาอุดิอาระเบีย ก็คง ไม่สามารถเรียก กำลังผลิตออกมาให้กลับไปสู่ระดับเดิมได้ ด้วยเหตุนี้ ราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 3-4 เดือน หรืออาจลากยาวไปตลอดทั้งปีนี้ และจะไม่กลับไปอยู่ในระดับราคาเดิมเหมือนต้นปีอีกแล้ว
หันกลับมาที่ประเทศไทยหากเราเทียบสถานการณ์ราคาพลังงานในไทยกับเพื่อนบ้านก็จะพบว่า ราคาของไทยยังต่ำกว่าหลายประเทศ สาเหตุสำคัญก็เพราะรัฐบาลยังให้การอุดหนุน ซึ่งข้อดีคือประชาชนยังไม่ได้รับผลกระทบจาราคาที่แพงในทันที แต่กองทุนก็มีข้อจำกัดในการมาอุ้มราคาน้ำมันเพราะไม่สามารถแบกรับภาระการขาดทุนมหาศาลจนอาจกลายเป็นวิกฤตการคลังของประเทศได้ ทำให้รัฐบาลต้องทยอยลดการอุดหนุนลง
มุมมองของคุณคุรุจิต ได้พูดถึงการบริการจัดการและจุดแข็งจุดอ่อนของระบบพลังงานไทยว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการกลั่นน้ำมันที่ดี มีโรงกลั่นถึง 6 โรง ซึ่งผลิตน้ำมันได้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ กำลังการกลั่นอยู่ระหว่าง 1.1- 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวันซึ่งเพียงพอกับ ความต้องการในประเทศแล้วก็สามารถจะส่งออกน้ำมันที่กลั่นแล้วไปได้
แต่จุดอ่อนพลังงานของประเทศไทยคือ เราไม่มีทรัพยากรน้ำมันและก๊าซมากอย่างที่คิด เราผลิตน้ำมันดิบได้ เพียงไม่ถึง 10% ของความต้องการใช้ ในประเทศเพราะฉะนั้นน้ำมันดิบที่เราสั่งเข้ามายัง โรงกลั่น 6 โรงประมาณ 90% ยังต้องนำเข้า ซึ่งแหล่งนำเข้าของไทย 67% ก่อนสงครามมาจากตะวันออกกลาง โดยประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มากที่สุด ตามด้วย ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ และ คูเวต เมื่อราคาตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่เคยขึ้นไปแตะกว่า 200 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ต้นทุนหน้าโรงกลั่นจึงพุ่งสูงถึงลิตรละ 48 บาท จากตอนก่อนสงครามอยู่ที่ราว 17 บาท คุณคุรุจิตชี้ให้เห็นว่า คนไทยคุ้นชินกับดีเซลราคา 30 บาทต่อลิตรมานานกว่า 20 ปี ทั้งที่ความจริงตามดัชนีเงินเฟ้อควรจะสูงกว่านั้น
ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่อง "น้ำมันขาดแคลน" เพราะเรามีน้ำมันสำรองรวมในระบบถึง 90-100 วัน แต่ปัญหาคือ "น้ำมันแพง" ปัจจุบันรัฐบาลใช้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นเครื่องมือหลักในการพยุงราคาจนสถานะกองทุนติดลบไปมากกว่า 50,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะแตะแสนล้านบาทหากยังฝืนกลไกตลาดต่อไป ซึ่งในที่สุดเราอาจต้องยอมรับว่าราคาดีเซลจะไม่กลับไปที่ 30 บาทอีกในปีนี้ เพราะต้องเก็บเงินคืนกองทุนที่นำไปอุ้มไว้
ในวิกฤตยังมีโอกาส คุณคุรุจิตมองว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition):
คุณคุรุจิตฝากประโยคชวนคิดไว้ว่า "ยุคหินไม่ได้หมดไปเพราะหินหมดไปจากโลก ยุคน้ำมันก็จะไม่หมดไปเพราะน้ำมันหมดโลก แต่จะหมดไปเพราะน้ำมันแพงจนมนุษย์ต้องหาเทคโนโลยีอื่นมาแทน"
ส่วนคำแนะนำการปรับตัวสำหรับประชาชนเมื่อน้ำมันแพงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ การปรับตัวคือทางออกที่ดีที่สุดคือ
ทุกท่านสามารถติดตามการสัมภาษณ์ คุณคุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการ สถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย ในรายการ SPOTLIGHT BizTalk หลังสงกรานต์นี้ทาง Youtube และ FB ของ SPOTLIGHT
ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานที่ยังไม่มีข้อยุติ การเรียกร้องให้ภาครัฐหามาตรการต่างๆมาดูแลเป็นสิ่งที่ประชาชนสนับสนุน แต่สิ่งที่ทุกคนในประเทศต้องตระหนักคือ วิกฤตพลังงาน ในครั้งนี้แตกต่างจากอดีตและรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง ยิ่งไม่มีใครตอบได้ว่า จะจบลงเมื่อไหร่ จบลงอย่างไร ทุกฝ่ายควรเตรียมความพร้อม วางแผนและรับมือเผื่อสถานการณ์ย่ำแย่ที่สุดไว้อาจเป็นทางเลือกที่ดีในเวลานี้