Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
อิหร่านจะเก็บค่าผ่านฮอร์มุซ ตามกฎหมายทำได้หรือไม่? ทำไมสิงคโปร์ไม่ยอม?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

อิหร่านจะเก็บค่าผ่านฮอร์มุซ ตามกฎหมายทำได้หรือไม่? ทำไมสิงคโปร์ไม่ยอม?

10 เม.ย. 69
09:20 น.
แชร์

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง หลังจากสหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ประกาศข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ และตกลงร่วมเจรจาสันติภาพที่กรุงอิสลามาบัดในวันเสาร์นี้ (11 เมษายน 69) ท่ามกลางความหวังว่าความขัดแย้งจะคลี่คลายลง

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ฉากหน้าของการลดความรุนแรง กลับมีความเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจโลก เมื่ออิหร่านพยายามผลักดันแนวคิดเรียกเก็บ “ค่าผ่านทาง” จากเรือทุกลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดหลักของการขนส่งพลังงานโลก

ข้อเสนอของอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงมาตรการเชิงเทคนิค หากแต่สะท้อนการนำ “ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์” มาใช้เป็นอำนาจในการต่อรองอย่างเป็นระบบ โดยช่องแคบฮอร์มุซซึ่งมีความกว้างเพียงราว 34 กิโลเมตรในจุดแคบที่สุด กลับรองรับการขนส่งน้ำมันเกือบ 1 ใน 5 ของโลก อีกทั้งยังเป็นเส้นทางหลักของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ เช่น ปุ๋ย การควบคุมเส้นทางน้ำนี้จึงมีนัยโดยตรงต่อราคาพลังงาน ความมั่นคงด้านอุปทาน และต้นทุนการค้าระหว่างประเทศ

ในบริบทดังกล่าว แม้แนวคิดการเก็บค่าธรรมเนียมจะยังอยู่ในขั้นเสนอแนะ แต่ก็เพียงพอที่จะสร้างความผันผวนในตลาดโลก นักลงทุน ผู้ประกอบการขนส่ง และประเทศผู้นำเข้าพลังงานต่างต้องเริ่มประเมิน “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้น ค่าเบี้ยประกันภัยที่สูงขึ้น หรือแม้แต่ความเป็นไปได้ของการหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจยืดเยื้อกว่าผลกระทบจากความขัดแย้งทางทหารโดยตรง

‘ฮอร์มุซ’ คอขวดพลังงานโลกใต้กำมืออิหร่าน

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งใน chokepoint ทางทะเลที่สำคัญที่สุดของโลก ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ ด้วยความกว้างเพียงประมาณ 34 กิโลเมตรในจุดที่แคบที่สุด แต่รองรับการขนส่งน้ำมันคิดเป็นเกือบ 20% ของอุปทานโลก เส้นทางนี้เชื่อมประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียเข้าสู่ตลาดโลกผ่านมหาสมุทรอินเดีย ทำให้มีบทบาทเป็นเส้นเลือดหลักของระบบพลังงานโลก

นอกจากน้ำมันดิบแล้ว ช่องแคบแห่งนี้ยังเป็นเส้นทางสำคัญของ LNG และสินค้าโภคภัณฑ์อย่างปุ๋ย ซึ่งยิ่งตอกย้ำความสำคัญต่อระบบการค้าโลก การหยุดชะงักใด ๆ แม้เพียงระยะสั้นสามารถสร้างแรงกระเพื่อมทันที ทั้งในรูปของราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและความกังวลด้านอุปทานในตลาดโลก

นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้น อิหร่านได้เพิ่มระดับการควบคุมช่องแคบ โดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) จำกัดการเดินเรือให้ผ่านได้เพียงจำนวนจำกัด มีรายงานการยิงเตือนและการข่มขู่เรือพาณิชย์ ส่งผลให้ปริมาณการเดินเรือลดลงอย่างมาก ปัจจุบันมีเพียงเรือไม่กี่ลำ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับอิหร่านหรือพันธมิตร ที่สามารถผ่านเส้นทางนี้ได้อย่างราบรื่น

รายงานจาก Financial Times ระบุว่า จากเดิมที่มีเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเฉลี่ยราว 135 ลำต่อวันก่อนเกิดสงคราม ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวอาจลดลงเหลือเพียง 10-15 ลำต่อวันเท่านั้น สาเหตุหลักมาจากกระบวนการตรวจสอบและอนุมัติของทางการอิหร่านที่ใช้เวลานานและมีความเข้มงวดสูง ส่งผลให้เกิดภาวะ “คอขวด” (bottleneck) อย่างหนักในพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก Kpler ยังชี้ให้เห็นถึงแรงกดดันที่สะสมอยู่ในระบบโลจิสติกส์พลังงานโลก โดยปัจจุบันมีน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันรวมประมาณ 175 ล้านบาร์เรล บรรทุกอยู่บนเรือจำนวน 187 ลำที่ยังไม่สามารถเคลื่อนตัวออกมาจากช่องแคบฮอร์มุซได้ ขณะที่ผู้บริหารในอุตสาหกรรมประเมินว่า ยังมีเรืออีกประมาณ 300-400 ลำที่จอดรออยู่ในอ่าวเปอร์เซีย และพร้อมจะออกเดินทางทันทีเมื่อสถานการณ์มีความปลอดภัยเพียงพอ 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเรือบางลำอาจต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลระดับหลายล้านดอลลาร์ เพื่อให้ได้รับการรับประกันความปลอดภัยในการผ่านช่องแคบ สถานการณ์ดังกล่าวได้สะท้อนผ่านความผันผวนของราคาน้ำมันโลก ซึ่งเคยพุ่งสูงอย่างรวดเร็วก่อนจะผ่อนคลายลงจากความหวังต่อการหยุดยิง

อิหร่านตั้งค่าผ่านฮอร์มุซ 2 USD ดันจ่ายด้วยคริปโท คุมเส้นเลือดพลังงานโลก

ปัจจุบันมีรายงานว่า อิหร่านกำลังเร่งผลักดันให้การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซมีความเป็นระบบและเป็นทางการมากขึ้น โดยหนึ่งในข้อเสนอสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการเจรจาสันติภาพระยะยาวกับสหรัฐฯ คือการให้อำนาจอิหร่านในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่ใช้เส้นทางผ่านช่องแคบดังกล่า

แหล่งข่าวระบุว่า ค่าธรรมเนียมจะไม่ถูกกำหนดเป็นอัตราคงที่ แต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามประเภทของเรือ ลักษณะสินค้า และเงื่อนไขในแต่ละช่วงเวลา โดยมีการประเมินว่าอาจสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเรือหนึ่งลำ สะท้อนความพยายามของอิหร่านในการใช้ “pricing power” เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการควบคุมเส้นทางพลังงานสำคัญของโลก

ในขณะเดียวกัน อิหร่านยังอยู่ระหว่างการพัฒนากรอบกำกับดูแลใหม่ ซึ่งอาจกำหนดให้เรือทุกลำต้องยื่นขออนุญาตหรือใบผ่านทางพิเศษก่อนเข้าสู่ช่องแคบ โดยมีแนวโน้มประสานงานกับกลไกระดับภูมิภาคร่วมกับโอมาน ตามรายงานของ Reuters

รายงานของ Financial Times เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ยังระบุเพิ่มเติมว่า ภายใต้ข้อเสนอล่าสุด อิหร่านเตรียมกำหนดให้เรือบรรทุกน้ำมันที่ต้องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ต้องแจ้งรายละเอียดสินค้าให้ทางการทราบล่วงหน้าผ่านอีเมล ก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและประเมินเป็นรายลำ

ฮามิด ฮอสเซนี โฆษกสหภาพผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมัน ก๊าซ และปิโตรเคมีของอิหร่าน ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ “ติดตามสิ่งที่เข้าและออกจากช่องแคบ” และป้องกันไม่ให้ช่วงหยุดยิงถูกใช้เป็นช่องทางลำเลียงอาวุธ พร้อมย้ำว่า แม้เรือทุกลำจะสามารถผ่านได้ แต่กระบวนการตรวจสอบจะใช้เวลา และอิหร่านไม่ได้เร่งรีบในการอนุมัติ

ภายหลังการประเมิน เรือจะได้รับแจ้งค่าธรรมเนียมในอัตรา 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลของน้ำมัน และต้องชำระผ่านสกุลเงินดิจิทัล เช่น บิตคอยน์ ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที กลไกดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามหรือการอายัดจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ขณะที่เรือเปล่าสามารถผ่านได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

ด้านคาเซม การิบบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน เปิดเผยว่า รัฐสภากำลังอยู่ระหว่างการร่างกฎหมายเพื่อรองรับระบบการจัดเก็บค่าผ่านทางดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการนี้ถูกวางให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนเชิงโครงสร้างในการ “ควบคุมและสร้างรายได้” จากการจราจรทางทะเล มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือกดดันทางการเมืองในระยะสั้น

ขณะที่โมฮัมหมัด ม็อคเบอร์ ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ระบุว่า “ระบอบใหม่ของช่องแคบฮอร์มุซ” จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างหลังสงครามยุติลง โดยอิหร่านอาจใช้ข้อจำกัดทางทะเลกับประเทศที่คว่ำบาตรตนเอง พร้อมชี้ว่า การควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์แห่งนี้สามารถกลายเป็นเครื่องมือ “คว่ำบาตรกลับ” เพื่อจำกัดการผ่านของเรือจากประเทศตะวันตกได้

หากเก็บค่าผ่านทาง อิหร่านอาจทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของอิหร่านกำลังเผชิญแรงต้านอย่างหนักจากนานาชาติ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาภายใต้กรอบของ United Nations Convention on the Law of the Sea (UNCLOS) ซึ่งกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ช่องแคบที่ใช้ในการเดินเรือระหว่างประเทศต้องเปิดให้มีการผ่านโดยเสรีและไม่ถูกขัดขวาง หลักการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองความต่อเนื่องของการค้าระหว่างประเทศ และป้องกันไม่ให้รัฐชายฝั่งใช้ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เป็นเครื่องมือจำกัดการไหลเวียนของสินค้าและพลังงาน

ภายใต้กรอบนี้ รัฐที่อยู่ติดกับช่องแคบไม่มีอำนาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพียงเพื่อให้เรือสามารถผ่านได้โดยทั่วไป แต่สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเฉพาะในกรณีที่เป็นบริการเฉพาะทาง เช่น ค่าบริการนำร่องหรือค่าบริการเรือลากจูง และต้องดำเนินการภายใต้หลัก “ไม่เลือกปฏิบัติ” กล่าวคือ ใช้มาตรฐานเดียวกันกับเรือทุกลำโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติหรือประเภทสินค้า 

ดังนั้น ข้อเสนอของอิหร่านที่ต้องการจัดเก็บ “ค่าผ่านทาง” ในลักษณะทั่วไปจากเรือทุกลำที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงถูกตีความอย่างกว้างขวางว่าเป็นการขัดต่อบรรทัดฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนสำคัญของกรณีนี้อยู่ที่สถานะของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก เนื่องจากทั้งอิหร่านและสหรัฐอเมริกาต่างยังไม่ได้ให้สัตยาบันต่อ UNCLOS แม้ว่าทั้งสองประเทศจะยอมรับและปฏิบัติตามหลักการสำคัญของกฎหมายทะเลในทางปฏิบัติมาโดยตลอดก็ตาม

ช่องว่างเชิงกฎหมายนี้ทำให้การอ้างอิงถึง UNCLOS เพื่อบังคับใช้กับทั้งสองประเทศมีข้อจำกัด และเปิดพื้นที่ให้เกิดการตีความและการใช้ดุลพินิจเชิงยุทธศาสตร์

คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าการที่อิหร่านจะเรียกเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซนั้น “ผิดหรือถูกตามกฎหมาย” แต่รวมถึงว่า “ใครจะเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายนั้น” และ “อย่างไร” เนื่องจากระบบกฎหมายทะเลระหว่างประเทศโดยโครงสร้างแล้วไม่ได้มีกลไกบังคับใช้ที่เข้มงวดในลักษณะเดียวกับกฎหมายภายในประเทศ แต่พึ่งพาฉันทามติและความร่วมมือของรัฐเป็นหลัก แม้จะมีประเทศกว่า 170 แห่งให้สัตยาบัน UNCLOS แต่ประสิทธิภาพของระบบขึ้นอยู่กับความสมัครใจในการปฏิบัติตามและแรงกดดันทางการทูตมากกว่าการลงโทษเชิงบังคับ

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศเตือนว่า หากอิหร่านเดินหน้าจัดเก็บค่าผ่านทางจริง อาจเป็นการท้าทายโครงสร้างพื้นฐานของระเบียบโลกทางทะเล และสร้าง “precedent” หรือแบบอย่างใหม่ให้ประเทศอื่นที่ควบคุมจุดคอขวดทางยุทธศาสตร์ เช่น ช่องแคบมะละกา หรือช่องแคบบับเอลมันเดบ นำไปปรับใช้ ซึ่งอาจนำไปสู่การล่มสลายของหลักการเสรีภาพในการเดินเรือที่ดำรงอยู่มานานหลายทศวรรษ

นอกจากนี้ ในเชิงยุทธศาสตร์ ภูมิประเทศของช่องแคบฮอร์มุซยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากช่องแคบแห่งนี้มีความกว้างจำกัดและอยู่ใกล้ชายฝั่งอิหร่านที่เป็นแนวภูเขา ทำให้อิหร่านมีข้อได้เปรียบทางทหาร ทั้งในด้านการตรวจสอบ ควบคุม และคุกคามการเดินเรือ ความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์นี้ทำให้หลักการ “เสรีภาพในการผ่าน” อาจไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างเต็มที่ในทางปฏิบัติ แม้จะมีอยู่ในเชิงกฎหมาย

สิงคโปร์ปฏิเสธจ่ายค่าผ่านฮอร์มุซ ชี้เป็น “สิทธิ” ไม่ใช่เครื่องต่อรอง

ข้อเสนอของอิหร่านในการเรียกเก็บค่าผ่านทางจากเรือที่ใช้ช่องแคบฮอร์มุซ ได้จุดชนวนให้เกิดปฏิกิริยาจากนานาชาติอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยเฉพาะจากประเทศมหาอำนาจและประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่

สหรัฐอเมริกายืนยันอย่างชัดเจนว่าการไหลเวียนของน้ำมันผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์ระดับโลกไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองทางการเมือง ขณะที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงอินเดีย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานผ่านเส้นทางดังกล่าว ต่างแสดงความกังวลและออกมาคัดค้าน เนื่องจากเกรงว่ามาตรการนี้จะยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาดพลังงานโลกและห่วงโซ่อุปทาน

หนึ่งในประเทศที่แสดงจุดยืนคัดค้านอย่างชัดเจนที่สุดคือ สิงคโปร์ โดย Vivian Balakrishnan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันอังคาร (7 เม.ย.) ว่า สิงคโปร์จะไม่เข้าเจรจาเพื่อขอ “การผ่านทางอย่างปลอดภัย” ในช่องแคบฮอร์มุซ หรือพิจารณาจ่ายค่าผ่านทางสำหรับเรือของประเทศ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจะบ่อนทำลายหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมย้ำว่าการผ่านทางในน่านน้ำสากลเช่นนี้เป็น “สิทธิ” ไม่ใช่ “สิทธิพิเศษ”

รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ระบุเพิ่มเติมว่า ช่องแคบฮอร์มุซ เช่นเดียวกับช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์ เป็นเส้นทางเดินเรือที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ โดยสิทธิในการผ่านทางดังกล่าวได้รับการรับรองภายใต้ United Nations Convention on the Law of the Sea ซึ่งสิงคโปร์เป็นภาคี พร้อมย้ำว่าหลักการนี้มีผลในทางปฏิบัติแม้กับประเทศที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน และไม่ใช่ “ช่องโหว่” ที่จะถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

หากอิหร่านเก็บค่าผ่านช่องแคบได้จริง จะกระทบราคาน้ำมันและการค้าโลกอย่างไร?

ที่ผ่านมา แม้แนวคิดการเก็บค่าผ่านทางจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในระบบขนส่งทางทะเลโลก แต่โดยหลักแล้วมักจำกัดอยู่ในกรณีของโครงสร้างพื้นฐานที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น คลองสุเอซและคลองปานามา ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาลทั้งในการก่อสร้างและบำรุงรักษา จึงมีเหตุผลรองรับในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ใช้บริการ

อย่างไรก็ตาม ช่องแคบธรรมชาติอย่างช่องแคบฮอร์มุซมีสถานะที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เนื่องจากภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ช่องแคบที่ใช้เพื่อการเดินเรือระหว่างประเทศถูกกำหนดให้เป็นเส้นทางเปิด เพื่อให้การค้าโลกสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและไม่ถูกขัดขวาง ด้วยเหตุนี้ ความพยายามในการเปลี่ยนช่องแคบธรรมชาติให้มีลักษณะคล้าย “โครงสร้างพื้นฐานแบบเก็บค่าผ่านทาง” จึงถือเป็นแนวคิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในยุคสมัยใหม่ และมีนัยสำคัญต่อระเบียบการเดินเรือโลกในระดับโครงสร้าง

ในบริบทนี้ แรงจูงใจของอิหร่านในการผลักดันการเก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซจึงสะท้อนทั้งมิติทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจน ด้านหนึ่ง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือจำนวนมากที่ใช้เส้นทางดังกล่าวสามารถสร้างรายได้ในระดับมหาศาล ขณะที่อีกด้านหนึ่ง มาตรการดังกล่าวเปิดโอกาสให้อิหร่านใช้ “pricing power” เป็นเครื่องมือในการเพิ่มอำนาจต่อรองกับประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากอ่าวเปอร์เซีย

ขณะเดียวกัน ยังมีสัญญาณว่าการเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ตอบโต้แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก โดยการยกระดับบทบาทของช่องแคบฮอร์มุซให้กลายเป็น “lever” ทางเศรษฐกิจที่สามารถสร้างแรงกดดันเชิงระบบต่อประเทศผู้นำเข้าพลังงานในวงกว้าง

สำหรับเศรษฐกิจโลก แม้ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ในทางปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ แต่ศักยภาพของผลกระทบถือว่ามีนัยสำคัญ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากค่าผ่านทางมีแนวโน้มจะถูกส่งผ่านไปยังราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือ ตลอดจนต้นทุนในห่วงโซ่อุปทานโดยรวม ซึ่งท้ายที่สุดจะสะท้อนออกมาในรูปของแรงกดดันเงินเฟ้อและราคาสินค้าที่สูงขึ้น

นักวิเคราะห์จำนวนมากจึงประเมินว่า แม้ผลกระทบในระยะสั้นอาจไม่รุนแรงเท่าความผันผวนที่เกิดจากความขัดแย้งทางทหารโดยตรง แต่ในระยะยาว ตลาดมีแนวโน้มจะต้องรวม “ค่าความเสี่ยงถาวร” (permanent risk premium) เข้าไปในโครงสร้างราคา ซึ่งจะทำให้ต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจโลก

อ้างอิง: The Guardian, Financial Times, CNA


แชร์
อิหร่านจะเก็บค่าผ่านฮอร์มุซ ตามกฎหมายทำได้หรือไม่? ทำไมสิงคโปร์ไม่ยอม?