
ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ที่นโยบาย “แจก” กลายเป็นหัวใจของการแข่งขันทางการเมือง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ออกมาเตือนอย่างชัดเจนว่า ทุกคำสัญญาล้วนมีต้นทุน และต้นทุนนั้นไม่เคยหายไปไหน หากแต่ถูกผลักภาระไปยังผู้เสียภาษีและระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวในเวทีเสวนา “เขาแจก…แต่เราจ่าย คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง” เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ว่า การเมืองไม่มีของฟรี นโยบายสาธารณะทุกข้อจำเป็นต้องตอบคำถามพื้นฐานให้ได้ว่า เงินมาจากไหน ใครเป็นผู้จ่าย และผลกระทบต่อประเทศในระยะยาวคืออะไร
ดร.สมเกียรติชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความหมายต่อทิศทางประเทศอย่างยิ่ง เพราะไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน และฐานะการคลังที่ตึงตัวมากขึ้น โดยหนี้สาธารณะขยับขึ้นมาใกล้ระดับ 65% ของ GDP
หากรัฐบาลใหม่ยังคงขับเคลื่อนนโยบายโดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดทางการคลัง ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะยิ่งทวีความรุนแรง TDRI จึงเสนอกรอบนโยบายปฏิรูป 6 ด้าน เพื่อให้การ “เปลี่ยนประเทศ” หลังการเลือกตั้ง 2569 ตั้งอยู่บนฐานความจริงทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงคำสัญญาทางการเมืองที่ไร้หลักประกันทางการคลัง
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในเวทีเสวนา “เขาแจก…แต่เราจ่าย คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง” เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ว่า การตั้งชื่อเวทีต้องการตอกย้ำความจริงพื้นฐานของนโยบายสาธารณะว่า “ไม่มีของฟรี” ทุกนโยบายที่พรรคการเมืองใช้หาเสียงล้วนต้องมีแหล่งที่มาของเงิน และต้นทุนดังกล่าวไม่เคยหายไปไหน เพียงแต่ถูกผลักภาระไปยังสังคมในรูปแบบต่าง ๆ เวทีวันนี้จึงจัดเป็นสองช่วง โดยช่วงแรกเป็นการนำเสนอกรอบวิเคราะห์ว่านโยบายแบบใดที่ประเทศควรต้องมี และช่วงที่สองเป็นการอภิปรายจากผู้ทรงคุณวุฒิ
ดร.สมเกียรติระบุว่า การเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นการเลือกตั้งที่มีความหมายต่อทิศทางประเทศอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยอยู่ในจุดที่ “ต้องเปลี่ยน” หากไม่เปลี่ยน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ปัญหาเชิงโครงสร้างที่รุมเร้า และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง จะยิ่งบั่นทอนเสน่ห์และศักยภาพของประเทศให้ถดถอยต่อไป ภาพรวมของสังคมในวันนี้สะท้อนตรงกันว่า ไม่สามารถปล่อยให้ประเทศเดินหน้าในเส้นทางเดิมได้อีกแล้ว
อีกประเด็นสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามคือฐานะการคลังของประเทศ ซึ่งเริ่มอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงมากขึ้น หนี้สาธารณะของไทยขยับขึ้นมาอยู่ราว 65% ของ GDP ถือว่าอยู่ในระดับสูง พรรคการเมืองที่เสนอตัวเข้ามาบริหารประเทศจึงจำเป็นต้องเข้าใจข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของไทย โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านการคลัง นโยบายที่นำเสนอจำเป็นต้องมาพร้อมความรับผิดชอบทางการคลัง หากขาดวินัยและความรอบคอบ ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จากการศึกษาของทีมวิจัย TDRI ดร.สมเกียรติระบุว่า ได้คัดกรอบนโยบายหลักออกมา 6 กลุ่ม ซึ่งเห็นว่าเป็นสิ่งที่ประเทศต้องการและรัฐบาลในอนาคตควรผลักดันอย่างจริงจัง ได้แก่ การลดคอร์รัปชันและแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และสแปม การแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนผ่านการสร้างงาน สร้างรายได้ และลดภาระหนี้ การรับมือกับภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก การปรับระบบสวัสดิการให้สอดรับกับสังคมสูงวัย และการรักษาความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว ซึ่งทุกประเด็นเหล่านี้จำเป็นต้องพิจารณาอย่างเป็นระบบและไล่แก้ไปทีละเรื่อง บนฐานความจริงทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงคำสัญญาทางการเมืองบนเวทีหาเสียง
ดร.สมเกียรติ ระบุว่า ประเด็นแรกที่รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเร่งจัดการคือปัญหาคอร์รัปชันควบคู่กับการหลอกลวงทางออนไลน์ ซึ่งกำลังบ่อนทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประเทศอย่างรุนแรง โดยชี้ว่าดัชนีความโปร่งใสของไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จนหลุดจากกลุ่มประเทศที่มีความโปร่งใสในระดับสูง ขณะที่โครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจำนวนมากยังมีปัญหา “เงินทอน” ในระดับ 20-30% พร้อมกับอันดับด้านนิติธรรมที่ถดถอย และความเสี่ยงด้านการฟอกเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ดร.สมเกียรติกล่าวว่า การฟอกเงินมักเกิดควบคู่กับคอร์รัปชันและขบวนการสแกม โดยในปีที่ผ่านมา มีรายงานว่าประชาชนไทยตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงกว่า 320,000 กรณี มูลค่าความเสียหายรวมหลายหมื่นล้านบาท แต่สามารถติดตามเงินกลับคืนมาได้เพียงประมาณ 1% เท่านั้น สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า หากรัฐบาลใหม่ไม่สามารถจัดการปัญหาคอร์รัปชันและสแกมได้อย่างจริงจัง นโยบายอื่นไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปการศึกษา หรือการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน ก็ยากจะประสบความสำเร็จ
ในข้อเสนอเชิงนโยบาย ดร.สมเกียรติระบุว่า ภายในปีแรกของการบริหารประเทศ รัฐบาลควรดำเนินมาตรการเร่งด่วนหลายด้าน เริ่มจากการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีหน่วยงานเฉพาะด้านการปราบปรามศูนย์สแกมและการยึดทรัพย์จากอาชญากรรม หากไทยสามารถเชื่อมโยงการทำงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กลต. ป.ป.ช. และ ปปง. จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีนัยสำคัญ
อีกประเด็นสำคัญคือการเร่งผลักดันกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฉบับใหม่ ซึ่งค้างการพิจารณาอยู่ในรัฐสภาจากการยุบสภาก่อนหน้านี้ โดยกฎหมายฉบับนี้จะกำหนดให้มีการเปิดเผยผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง ลดการซ่อนตัวหลังนิติบุคคล และเพิ่มการกำกับดูแลธุรกรรมคริปโทเคอร์เรนซี เพื่อปิดช่องว่างการฟอกเงิน
ดร.สมเกียรติยังชี้ว่า กระบวนการหลอกลวงจำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ระดับโลก ซึ่งมีรายได้จากโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับสแกมคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงราว 10% ของรายได้แพลตฟอร์มบางราย แม้ไทยจะมีพระราชกำหนดที่ให้ธนาคารและบริษัทโทรคมนาคมร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายของประชาชนแล้ว แต่ยังขาดผู้เล่นสำคัญอีกฝ่ายหนึ่ง คือแพลตฟอร์มดิจิทัล รัฐบาลจึงควรออกกฎหมายกำหนดให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหาย และมีหน้าที่กลั่นกรองเนื้อหาอย่างจริงจัง
สำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐ ซึ่งเป็นแหล่งความเสี่ยงด้านเงินทอน ดร.สมเกียรติเสนอให้ฟื้นและให้ความสำคัญกับกลไกที่เคยใช้ได้ผลมาแล้ว ได้แก่ โครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) และโครงการความโปร่งใสในงานก่อสร้างของภาครัฐ โดยที่ผ่านมา Integrity Pact ถูกนำไปใช้กับ 215 โครงการ สามารถประหยัดงบประมาณได้ราว 80,000 ล้านบาท หรือประมาณ 8% ขณะที่อีกโครงการหนึ่งช่วยประหยัดงบได้ราว 7% ซึ่งทั้งหมดควรกลับมาเป็นมาตรการหลักภายในปีแรกของรัฐบาล
ในระยะสี่ปี ดร.สมเกียรติระบุว่า ไทยควรตั้งเป้ายกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาลให้เข้าใกล้มาตรฐานประเทศ OECD มากขึ้น โดยเฉพาะในฐานะที่ไทยสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD แล้ว คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตควรเพิ่มจาก 34 คะแนนเป็น 63 คะแนน และตัวชี้วัดด้านนิติธรรมควรขยับขึ้นสู่ระดับ 0.74 จาก 1 คะแนนเต็ม ซึ่งหนึ่งในกุญแจสำคัญคือการยกเครื่องระบบใบอนุญาตธุรกิจ ลดความซับซ้อนที่เปิดช่องให้เกิดค่าน้ำร้อนน้ำชา รวมถึงการปฏิรูปตำรวจ โดยเฉพาะระบบโยกย้ายและแต่งตั้ง ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ปรากฏอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ดร.สมเกียรติ กล่าวต่อว่า ประเด็นเรื่อง “ใบอนุญาต” มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกรอบนโยบายที่สอง คือนโยบายในการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน ซึ่งประกอบด้วย 3 เรื่องหลัก คือ การมีงานที่มีรายได้ดี การเพิ่มรายได้ของประชาชน และการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยชี้ว่าปัญหาปากท้องในปัจจุบันรุนแรงอย่างยิ่ง สะท้อนจากระดับหนี้ครัวเรือนที่พุ่งขึ้นมาใกล้ 90% ของ GDP
ดร.สมเกียรติระบุว่า ต้นตอสำคัญของปัญหาหนี้ครัวเรือนคือรายได้ที่เติบโตช้า ซึ่งสัมพันธ์กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อ่อนแรง และคุณภาพค่าจ้างแรงงานที่ไม่ดี โดยเห็นได้ชัดว่าสัดส่วนค่าจ้างแรงงานต่อ GDP ของไทยลดลงต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณน่ากังวล ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งสร้าง “งานที่ดี” หมายถึงงานที่มีรายได้เหมาะสม มีความมั่นคงในระดับหนึ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิรูปกระบวนการอนุญาตและอนุมัติให้ทำธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการแก้ปัญหาหนี้อย่างตรงจุด ไม่ใช่การยกหนี้แบบเหมาเข่ง แต่ต้องแก้ที่พฤติกรรมการใช้เงินของประชาชนควบคู่กันไป
สำหรับสิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำให้เห็นผลภายในหนึ่งปี ดร.สมเกียรติเสนอว่า ควรปรับแนวทางการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ จากการพิจารณาเพียงมูลค่าเงินลงทุน มาให้ความสำคัญกับจำนวนและคุณภาพของตำแหน่งงานที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากที่ผ่านมา มีโครงการจำนวนไม่น้อยที่มีมูลค่าสูง แต่แทบไม่สร้างงานให้คนไทย โดยควรเน้นส่งเสริมโครงการที่สร้างงานรายได้ดี เป็นงานที่คนไทยทำได้ และผลประโยชน์ตกกับแรงงานไทยโดยตรง
อีกมาตรการเร่งด่วนคือการลดใบอนุญาตและขั้นตอนการอนุมัติที่ไม่จำเป็น โดย TDRI เคยศึกษาในโครงการ “กิโยตินกฎหมาย” และพบว่ากระบวนการอนุญาตของไทยควรถูกยกเลิกอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง แต่จนถึงขณะนี้ยังดำเนินการได้ต่ำกว่าข้อเสนออย่างมาก รัฐบาลใหม่จึงควรตั้งเป้าลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็นให้ได้อย่างน้อย 70% ของข้อเสนอเดิม เพื่อส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการสร้างงานและรายได้ที่มีคุณภาพให้กับประชาชน
ควบคู่กันนั้น ดร.สมเกียรติระบุว่า รัฐบาลควรเร่งผลักดันพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกในการอนุญาตของภาครัฐ ซึ่งค้างการพิจารณาอยู่ในรัฐสภา หากกฎหมายฉบับนี้ออกมา จะเปิดทางให้เกิดระบบ “ซูเปอร์ไลเซนส์” ที่ใช้ใบอนุญาตหลักเพียงใบเดียวในการเริ่มประกอบธุรกิจ ส่วนใบอนุญาตอื่นสามารถตามมาในภายหลัง พร้อมทั้งใช้ระบบดิจิทัลเป็นแกนกลาง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เวลา และโอกาสเกิดคอร์รัปชันได้อย่างมาก
ในด้านทักษะแรงงาน ดร.สมเกียรติชี้ว่า อีกสาเหตุสำคัญที่คนไทยยังไม่มีงานรายได้ดี คือทักษะไม่สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน ซึ่งโยงกลับไปสู่จุดอ่อนของการศึกษาพื้นฐาน ไทยยังใช้หลักสูตรปี 2551 ต่อเนื่องมายาวนานถึง 18 ปี นับตั้งแต่ยุคที่ไอโฟนรุ่นแรกเพิ่งออกสู่ตลาด เขาเสนอให้ปรับหลักสูตรไปสู่การศึกษาที่เน้นสมรรถนะ ใช้ทักษะทำงานได้จริง พร้อมผลักดันให้ภาคธุรกิจและภาครัฐร่วมกันตั้งกลไกความร่วมมือของภาคเอกชน เพื่อทำงานด้านทักษะแรงงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันฝึกอบรม ให้การผลิตแรงงานตอบโจทย์นายจ้างได้จริง
ในส่วนการดูแลหนี้ครัวเรือน ดร.สมเกียรติกล่าวว่า ปัจจุบันภาครัฐมีโครงการแก้หนี้หลายโครงการ ควรทบทวนและยกเลิกโครงการที่ไม่คุ้มค่า พร้อมทั้งมุ่งแก้หนี้เชิงพฤติกรรมอย่างจริงจัง เพราะการยกหนี้หรือยืดหนี้โดยไม่ปรับพฤติกรรม จะนำไปสู่ปัญหา Moral Hazard และการก่อหนี้ที่เสี่ยงมากขึ้นในอนาคต ซึ่งภาครัฐอาจทำเองได้ยาก แต่สามารถสนับสนุนผ่านวิสาหกิจเพื่อสังคม ภาควิชาการ และเครือข่ายชุมชน
สำหรับเป้าหมายในระยะสี่ปี ดร.สมเกียรติเน้นว่า ต้องยกเครื่องกระบวนการทบทวนกฎหมายและกฎระเบียบ โดยที่ผ่านมา การศึกษาผลกระทบหรือการทำ “กิโยตินกฎหมาย” มักให้หน่วยงานเจ้าของกฎหมายเป็นผู้ประเมินเอง ทำให้แทบไม่มีการปรับแก้จริง จึงควรมีกลไกทบทวนแบบบูรณาการโดยหน่วยงานอิสระ ขณะเดียวกันในด้านการศึกษา ควรตั้ง “สถาบันหลักสูตรแห่งชาติ” เพื่อพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง และสร้างแพลตฟอร์มพัฒนาทักษะ โดยรัฐอาจใช้วิธีสนับสนุนผ่านคูปองการเรียนรู้ คล้ายโครงการ SkillsFuture ของสิงคโปร์ เพื่อยกระดับศักยภาพแรงงานไทยในระยะยาว
ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า การรับมือกับโลกร้อนและโลกรวนเป็นโจทย์สำคัญลำดับที่สามของรัฐบาลใหม่ โดยมีความท้าทายหลักสองด้าน ด้านแรกคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งแม้รัฐบาลไทยจะประกาศเร่งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนจากปี 2065 มาเป็นปี 2050 แล้ว แต่ยังถือว่าช้ากว่าเป้าหมายของภาคเอกชนจำนวนมาก โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ที่ตั้งเป้าใช้พลังงานหมุนเวียน 100% เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ขององค์กร และแนวโน้มของบริษัทลักษณะนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากไทยไม่ปรับตัวให้ทัน ก็เสี่ยงเสียโอกาสการลงทุน
อีกด้านหนึ่งคือความจริงที่ว่า อุณหภูมิโลกจะยังคงเพิ่มสูงขึ้น และการจำกัดการเพิ่มขึ้นไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสจากยุคก่อนอุตสาหกรรมแทบเป็นไปไม่ได้แล้ว สิ่งที่ไทยต้องเผชิญคือภัยธรรมชาติที่เกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมา ดร.สมเกียรติระบุว่า ภายในหนึ่งปีแรก รัฐบาลใหม่ควรเร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด ซึ่งค้างอยู่ในรัฐสภา แม้จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวางและผ่านการพิจารณามาอย่างยาวนาน แต่ต้องสะดุดลงจากการยุบสภา พร้อมกันนั้นควรเดินหน้ากฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผ่านการยกร่างและรับฟังความคิดเห็นแล้ว เพื่อให้รัฐมีเครื่องมือรับมือปัญหาโลกร้อน โลกรวน และปัญหา PM2.5 อย่างเป็นระบบ
ในด้านการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ดร.สมเกียรติกล่าวว่า รัฐบาลควรพัฒนาระบบตรวจจับการเผาไหม้ในที่โล่งแบบเรียลไทม์ และถอดบทเรียนจากเหตุอุทกภัยที่ผ่านมาโดยใช้คณะกรรมการอิสระ ไม่ใช่ให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องประเมินตนเอง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน ดร.สมเกียรติย้ำว่าการลงทุนในระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) เป็นมาตรการที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง จากผลการศึกษาพบว่าสามารถให้ผลตอบแทนการลงทุนสูงถึง 8-10 เท่า และควรเร่งดำเนินการโดยเร็ว
สำหรับด้านพลังงาน ดร.สมเกียรติระบุว่า สิ่งเร่งด่วนคือการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ซึ่งหมายถึงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ และเปิดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง นำร่องในบางเขตอุตสาหกรรมก่อน เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุน
ในระยะสี่ปี ดร.สมเกียรติเห็นว่า รัฐบาลควรยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำของเมืองใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หาดใหญ่ เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ควบคู่กับการตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดอย่างน้อยห้าเท่าจากปัจจุบัน และเปิดการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงในทุกเขตอุตสาหกรรม พร้อมทั้งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมแผนจัดการซากเทคโนโลยีสีเขียว เช่น แผงโซลาร์และแบตเตอรี่ ซึ่งกำลังเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี อาจกลายเป็นปัญหามลพิษและกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในอนาคตได้
ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า ประเด็นที่สี่ซึ่งรัฐบาลใหม่ต้องเร่งขับเคลื่อนคือการสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน สินค้าจากจีนก็หลั่งไหลเข้ามาในตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง ภาพรวมดังกล่าวทำให้การค้าโลกเติบโตช้ากว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ดร.สมเกียรติระบุว่า ไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กแต่เปิดกว้าง และพึ่งพาการส่งออกสูง จึงจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับแนวโน้มการเร่งทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ทั่วโลกที่กลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
สำหรับภารกิจเร่งด่วนในหนึ่งปีแรก รัฐบาลใหม่ควรเร่งบรรลุการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกาที่คั่งค้างตั้งแต่การยุบสภา โดยเฉพาะการรักษาอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ไทยเจรจาไว้ได้ที่ 19% หรือคิดเป็นอัตราจริงเฉลี่ยราว 16.5% ไม่ให้ปรับสูงขึ้น พร้อมใช้การเจรจาต่อรองเพื่อผลักดันให้สหรัฐลดภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยบางรายการลงสู่ศูนย์ ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ทางกฎหมายและอำนาจฝ่ายบริหารของสหรัฐจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกเหนือจากตลาดสหรัฐและจีน ดร.สมเกียรติชี้ว่า สหภาพยุโรปเป็นตลาดขนาดใหญ่อีกแห่งที่ไทยกำลังเจรจา FTA อยู่ และควรเร่งให้แล้วเสร็จภายในปีหน้า ขณะเดียวกัน ควรเริ่มทบทวนความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือ JTEPA ซึ่งกำลังจะครบรอบ 20 ปี เพื่อปรับกรอบความร่วมมือให้ตอบโจทย์โครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป และสร้างประโยชน์ร่วมกันในระยะถัดไป
สำหรับปัญหาสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในประเทศ ดร.สมเกียรติระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลสินค้าอย่างจริงจัง สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ผ่าน มอก. หรือ อย. ควรถูกตรวจสอบและปราบปรามไม่ให้วางจำหน่ายในตลาด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากแพลตฟอร์มออนไลน์ในการช่วยคัดกรองสินค้าไปพร้อมกัน ดังนั้น กฎหมายที่กำหนดให้แพลตฟอร์มดิจิทัลมีหน้าที่รับผิดชอบในการกลั่นกรองสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ในระยะสี่ปี ดร.สมเกียรติเสนอว่า ไทยควรขยายเครือข่ายความตกลงการค้าเสรีไปยังคู่ค้าที่หลากหลายมากขึ้น เช่น สหราชอาณาจักร และแคนาดา ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) แม้กระบวนการอาจไม่เสร็จสิ้นภายในสี่ปี แต่ควรเดินหน้าเจรจาและสะสางประเด็นสำคัญให้คืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
ท้ายที่สุด ดร.สมเกียรติย้ำว่า การเจรจาการค้าไม่ควรถูกมองเพียงในมิติของการลดภาษีให้ต่างประเทศเท่านั้น หากไทยจำเป็นต้องเปิดตลาด ก็ควรใช้จังหวะนี้เป็นโอกาสในการปฏิรูปและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการตั้งรับแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกเท่านั้น
ดร.สมเกียรติ กล่าวว่าประเด็นที่ห้าซึ่งรัฐบาลใหม่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการปรับระบบสวัสดิการสังคมและสุขภาพให้สอดรับกับสังคมสูงวัย ทั้งด้านการรักษาพยาบาลและระบบบำนาญ โดยชี้ว่าไทยมีสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเกือบ 15% ของประชากรทั้งหมด และก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้รัฐต้องยอมรับ “ความจริงใหม่” และเตรียมระบบรองรับอย่างเป็นระบบ
ดร.สมเกียรติระบุว่า สิ่งที่ต้องเร่งเตรียมคือระบบดูแลระยะยาว (Long-term Care) สำหรับผู้สูงอายุ และระบบการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) สำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย หากรัฐไม่ลงทุนและจัดการให้ดี จะนำไปสู่ภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลจำนวนมาก เพิ่มภาระต่อฐานะการคลัง และยังสร้างต้นทุนแฝงต่อครอบครัว เพราะลูกหลานต้องเสียเวลาออกจากงานมาดูแลผู้สูงอายุ ขณะเดียวกัน การพัฒนาระบบดูแลเหล่านี้ยังสามารถสร้างงานใหม่ โดยเฉพาะอาชีพผู้ดูแลหรือ caregivers ได้ในระยะยาว
ในประเด็นบำนาญประกันสังคม ดร.สมเกียรติอ้างถึงงานวิจัยเมื่อราว 15 ปีก่อนที่เตือนว่า กองทุนประกันสังคมในส่วนบำนาญชราภาพมีแนวโน้มเงินหมดภายในอีกประมาณ 20 ปีข้างหน้า ซึ่งหมายความว่าคนวัยราว 40 ปีในปัจจุบัน หากไม่มีการปฏิรูปตั้งแต่วันนี้ เมื่อถึงวัยเกษียณอาจไม่ได้รับบำนาญ เพราะกองทุนไม่สามารถจ่ายได้อีกต่อไป
สำหรับมาตรการเร่งด่วนภายในหนึ่งปี ดร.สมเกียรติเสนอให้รัฐบาลพัฒนาระบบ Long-term Care ที่บ้าน โดยอาจปรับโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในเวลากลางวัน ควบคู่กับการปรับอายุขั้นต่ำในการรับบำนาญจากกองทุนประกันสังคมเป็น 60 ปี จากเดิมที่เริ่มรับได้ตั้งแต่อายุ 55 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป และช่วยชะลอการจ่ายเงินออกจากกองทุน นอกจากนี้ ควรตั้งคณะทำงานเพื่อปรับอัตราค่ารักษาผู้ป่วยในให้เท่าเทียมกันทั้งสามระบบ ได้แก่ ระบบประกันสังคม ระบบบัตรทอง และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ
ในระยะสี่ปี ดร.สมเกียรติระบุว่า รัฐบาลควรตั้งเป้าให้ระบบ Long-term Care ครอบคลุมทุกชุมชน ทำให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายทุกคนเข้าถึงการดูแลแบบ Palliative Care ได้อย่างทั่วถึง พร้อมทั้งแยกกองทุนบำนาญชราภาพออกจากระบบประกันสังคม และยกระดับธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการกองทุน เพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้เงินที่ไม่มีประสิทธิภาพและการรั่วไหลของทรัพยากร สุดท้ายคือการลดความเหลื่อมล้ำด้านการรักษาพยาบาลระหว่างทั้งสามระบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลด้านสุขภาพอย่างเป็นธรรมมากขึ้นในสังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
สำหรับแนวนโยบายสุดท้าย ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า นโยบายทุกด้านที่รัฐบาลจะดำเนินการได้ ล้วนต้องอาศัยทรัพยากรทางการคลังเป็นฐานสำคัญ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องให้ความสำคัญกับการรักษาความยั่งยืนและวินัยทางการคลัง โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ใกล้ระดับ 65% ของ GDP และภาระการชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยในแต่ละปีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากราว 11% ของงบประมาณ มีแนวโน้มจะขยับขึ้นไปถึง 15% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินสำหรับการพัฒนาและโครงการใหม่ ๆ ลดลง ขณะที่ประเทศยังต้องเผชิญภาระเพิ่มเติมจากสังคมสูงวัย ภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศ และความเสี่ยงจากวิกฤติเศรษฐกิจในอนาคต
ดร.สมเกียรติเตือนว่า หากฐานะการคลังอ่อนแอลงจนกระทบความเชื่อมั่น ประเทศอาจถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจทั้งระบบสูงขึ้นทันที ดังนั้น สิ่งแรกที่รัฐบาลใหม่ต้องยึดถือคือการรักษากรอบการคลังระยะปานกลางอย่างเคร่งครัด แม้กรอบดังกล่าวจะถูกวางไว้แล้ว แต่หากไม่ปฏิบัติตามอย่างจริงจัง ความเสี่ยงต่อเครดิตเรตติ้งก็จะเพิ่มขึ้น จุดแข็งสำคัญของไทยในปัจจุบันคือการมีกรอบการคลังที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากมีการใช้จ่ายเกินเป้า จะต้องมีแหล่งรายได้มาชดเชย
ควบคู่กันนั้น รัฐบาลควรยกระดับความโปร่งใสทางการคลัง ด้วยการเปิดเผยข้อมูลภาระการคลังให้ครบถ้วน ไม่ใช่เพียงตัวเลขหนี้สาธารณะ แต่รวมถึงภาระผูกพันที่รัฐเข้าไปค้ำประกัน หรือความเสี่ยงเชิงภาระการคลังที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านภาษี โดยเฉพาะมาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ ขณะเดียวกัน ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย ลดงบประมาณค้างท่อ และจำกัดการใช้เงินนอกงบประมาณ
ในกรอบระยะสี่ปี ดร.สมเกียรติระบุว่า จำเป็นต้องปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเปลี่ยนจากการยึดราคาต่ำสุดมาเน้นผลลัพธ์และความคุ้มค่า พร้อมนำกลไกอย่าง Integrity Pact และระบบความโปร่งใสด้านต้นทุนกลับมาใช้อย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐ
อีกด้านหนึ่งคือการเพิ่มรายได้ของรัฐอย่างมีความเป็นธรรม โดยควรทบทวนภาษีทรัพย์สินให้สร้างรายได้มากขึ้น ปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับมาตรการคืนภาษีหรือ Tax Rebate เพื่อบรรเทาภาระให้ผู้มีรายได้น้อย พร้อมกันนั้น ควรเสริมความเข้มแข็งให้สำนักงานงบประมาณของรัฐสภา หรือ Parliamentary Budget Office ให้มีความเป็นอิสระ เข้าถึงข้อมูล และมีทรัพยากรเพียงพอในการตรวจสอบการใช้จ่ายของรัฐบาล
ท้ายที่สุด ดร.สมเกียรติชี้ว่า กฎหมายสำคัญอย่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย และพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง ควรถูกปรับปรุงเพื่อเพิ่มกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร เพื่อให้การดำเนินนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลเดินหน้าได้โดยไม่บ่อนทำลายเสถียรภาพทางการคลังของประเทศในระยะยาว
ดร.สมเกียรติ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเมื่อปี 2566 TDRI ได้เข้าไปศึกษาต้นทุนทางการเงินและแหล่งที่มาของเงินสำหรับนโยบายที่พรรคการเมืองเสนอ โดยอาศัยเอกสารที่พรรคการเมืองยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ตามที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด ก่อนนำมาวิเคราะห์และตรวจสอบว่านโยบายเหล่านั้นได้คำนวณต้นทุนทางการเงินอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่
ดร.สมเกียรติระบุว่า ผลการศึกษาดังกล่าวถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะบนเว็บไซต์ของ TDRI และในการเลือกตั้งรอบนี้ สถาบันจะดำเนินการในลักษณะเดียวกันอีกครั้ง เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนว่าคำสัญญาทางนโยบายมีต้นทุนเท่าใด และรัฐจะหาเงินจากที่ใดมารองรับ
ดร.สมเกียรติ ยอมรับว่า นโยบายบางข้อที่เสนอในวันนี้อาจทำได้ยากในเชิงการเมือง เนื่องจากกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียบางกลุ่ม แต่ก็เชื่อว่ายังมีอีกหลายนโยบายที่สามารถ “ขายความคิด” ให้พรรคการเมืองที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศนำไปพิจารณาได้อย่างจริงจัง
พร้อมกันนี้ ดร.สมเกียรติกล่าวว่า การเสวนาครั้งนี้มีผู้นำจากภาคธุรกิจหลักของประเทศเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน จึงอยากขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันส่งเสียงไปในทิศทางเดียวกัน คือเรียกร้องให้รัฐบาลใช้งบประมาณอย่างมีวินัยทางการคลัง เพราะหากขาดวินัยดังกล่าว เศรษฐกิจไทยและประเทศโดยรวมจะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน พร้อมฝากโจทย์นี้ไว้ให้สังคมร่วมกันขบคิดและติดตามต่อไป