ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6:3 ให้ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (ในเหตุการณ์สมมติ วันที่ 29 ก.ย. 68) เนื่องจากคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน ถือเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งและกลายเป็นรัฐบาลรักษาการทันที
สถานการณ์การเมืองไทยเข้าสู่ภาวะสุญญากาศอีกครั้ง หลังวันนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยให้ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2568 จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน ซึ่งศาลชี้ว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และเข้าสู่สถานะรัฐบาลรักษาการทันที ท่ามกลางเสียงเตือนจากภาคเอกชนที่แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า เสถียรภาพที่สั่นคลอนจะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้ว
ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงลงทันทีกว่า 10 จุดเมื่อคำตัดสินของศาลออกมา และทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทย ปิดวันศุกร์ ที่ 29 ส.ค.68 อยู่ที่ 1,236.61 จุด ลดลง 13.48 จุด หรือ 1.06% มูลค่าการซื้อขาย 52,475.14 ล้านบาท
มุมมองของภาคธุรกิจ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ออกมาแสดงความเห็นในฐานะตัวแทนภาคเอกชน โดยยอมรับคำตัดสินของศาล แต่ชี้ว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทยอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ
"วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเรากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว" ดร.พจน์ กล่าว
ประธานหอการค้าไทยย้ำว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหารุมเร้าหลายมิติ ทั้งกำลังซื้อในประเทศที่ถดถอย, หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง, ผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลก และความขัดแย้งบริเวณชายแดน ซึ่งปัญหาเหล่านี้กระทบโดยตรงต่อการลงทุน, การค้า และการท่องเที่ยว
นักลงทุนต่างชาติจับตา-อนาคตเศรษฐกิจบนเส้นด้าย
ดร.พจน์ยังได้สะท้อนความกังวลของนักลงทุนว่า "เอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตามองการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด หากการเมืองยังไร้เสถียรภาพต่อไป ความเชื่อมั่นก็จะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนจะลังเล การท่องเที่ยวจะชะลอตัว ทุกอย่างจะกระเทือนเป็นลูกโซ่"
ข้อเรียกร้องเร่งด่วนที่สุดจากภาคเอกชนในขณะนี้ คือ การเร่งกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลและสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สามารถบริหารและสานต่อนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง
"สิ่งสำคัญที่สุดคือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สามารถทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรีที่ดี ได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้ามาบริหารประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและนักลงทุน" ดร.พจน์ ทิ้งท้าย
จากนี้ไปทุกสายตาจะจับจ้องไปที่กระบวนการทางการเมืองในสภา ว่าจะสามารถหาผู้นำคนใหม่และจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้รวดเร็วเพียงใด เพราะทุกวินาทีที่ล่าช้าหมายถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประเทศที่กำลังจะสูญเสียไป