ธุรกิจการตลาด

จีนแซงญี่ปุ่น ขึ้นแท่นผู้ส่งออกรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยอดเกือบ 4.91 ล้านคัน หลังยอดขาย EV พุ่ง

1 ก.พ. 67
จีนแซงญี่ปุ่น ขึ้นแท่นผู้ส่งออกรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยอดเกือบ 4.91 ล้านคัน หลังยอดขาย EV พุ่ง

จีนโค่นแชมป์ญี่ปุ่น ปี 2023 ทำยอดส่งออกรถยนต์เกือบ 4.91 ล้านคัน ขึ้นแท่นเป็นประเทศผู้ส่งออกรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าออกไปนอกประเทศได้สำเร็จ โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขณะที่โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นไฟฟ้า ‘จีน’ ก็มีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ ในวงการยานยนต์ในฐานะประเทศผู้นำในด้านการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ จนทำให้ในที่สุดในปีที่ผ่านมา จีนก็สามารถโค่นยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์อย่างญี่ปุ่น และก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในโลกได้สำเร็จ

จากข้อมูลของ สมาคมผู้ผลิตรถยนต์ประเทศจีน หรือ China Association of Automobile Manufacturers (CAAM) ในปี 2023 จีนส่งออกรถยนต์ได้ทั้งหมด 4.91 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 58% จากปีก่อนหน้า ขณะที่แชมป์เก่าอย่างญี่ปุ่น ส่งออกได้ทั้งหมด 4.42 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อนหน้า

นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ที่ญี่ปุ่นตกลงไปเป็นผู้ส่งออกรถยนต์อันดับ 2 ของโลก หลังเคยถูกเยอรมนีแซงไปในปี 2016 แต่เป็นครั้งแรกของจีนที่สามารถขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกรถยนต์อันดับหนึ่งของโลกได้

ในปี 2023 ที่ผ่านมา ยอดส่งออกรถยนต์ของจีนเพิ่มขึ้นมากจากการที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของจีนหลายราย โดยเฉพาะ BYD เริ่มออกไปเปิดโชว์รูมและทำการตลาดนอกประเทศ โดยเฉพาะประเทศในยุโรปที่มีความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงประเทศไทยที่ในปัจจุบัน BYD ครองแชมป์เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุด โดยในปี 2023 BYD ทำยอดขายในตลาดต่างประเทศได้ถึง 240,000 คัน

นอกจากนี้ จีนยังเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายแบรนด์ทั่วโลก รวมไปถึงรถยนต์ของ Tesla ซึ่งมียอดส่งออกจากจีนถึง 340,000 คัน คิดเป็นเกือบ 30% ของยอดส่งออกรถยนต์ของจีนในปี 2023 ทั้งหมด

 

EV จีนได้เปรียบเพราะราคาต่ำ กำลังผลิตมาก BYD นำตลาด 

จากความเห็นของนักวิเคราะห์ รถยนต์ไฟฟ้าของจีนได้เปรียบเหนือคู่แข่งจากประเทศอื่นๆ เช่น Tesla และ Volkswagen เพราะรถยนต์ไฟฟ้าของจีนมีราคาต่ำกว่า เพราะมีต้นทุนในการผลิตที่ต่ำกว่าจากทั้งวัตถุดิบ เทคโนโลยี และแรงงานจำนวนมากในประเทศ โดยในยุโรป รถยนต์ไฟฟ้าของจีนเช่น BYD มีราคาต่ำกว่าราคาเฉลี่ยในตลาดถึง 20-40%

นอกจากนี้ จีนยังได้เปรียบในแง่ที่มีความเป็นกลางทางเศรษฐกิจในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เพราะยอดส่งออกรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งของจีนในปีที่ผ่านมาก็มาจากยอดขายในรัสเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่ทั้งญี่ปุ่นและประเทศตะวันตกอื่นๆ ต่างถอนตัวออกมาเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับการที่รัสเซียเข้าไปรุกรานยูเครน

โดยในหมู่ผู้ผลิตรถยนต์ของจีนทั้งหมด ผู้นำตลาดก็คงหนีไม่พ้น BYD ที่เพิ่งทำยอดขายแซง Tesla ไปได้ครั้งแรกในไตรมาสที่ 4 ของปี 2023 ที่ผ่านมา และมีการพัฒนาทั้งกำลังการผลิต และเทคโนโลยีที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อดึงใจลูกค้าอยู่เรื่อยๆ 

จากรายงานผลประกอบการของบริษัท ในปี 2022 BYD ประกาศว่าบริษัทมีกำลังการผลิตรถ 1.25 ล้านคันต่อปี แต่ผลิตจริงได้ถึง 1.8 ล้านคัน และในปี 2023 เพิ่มกำลังการผลิตไปได้ถึง 3.5 ล้านคันต่อปี แซง Tesla ซึ่งมีกำลังผลิตรถได้ 2.35 ล้านคันในปีเดียวกัน

นอกจากนี้ BYD ยังมีความโดดเด่นในฐานะผู้พัฒนาและผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า โดยสามารถผลิตแบตเตอรี่ได้เอง ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายอื่นยังต้องจ้างบริษัทอื่นผลิตแบตเตอรี่ให้ ทำให้ BYD ได้เปรียบผู้ผลิตเจ้าอื่นในแง่ของการควบคุมต้นทุน ทำให้ตั้งราคาได้ต่ำกว่าคู่แข่ง

ในปัจจุบัน BYD มีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตในเมืองเซินเจิ้นและเจิ้งโจว โดยมีนักวิเคราะห์คาดว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตไปได้ถึง 4.5 ล้านคันในปีนี้

ผู้ผลิตอีวีจีนเร่งตีตลาดนอก หลังดีมานด์ในประเทศลดลง

ทั้งนี้ อีกสาเหตุหนึงที่ทำให้จีนเร่งทำการตลาดในต่างประเทศคือแนวโน้มการซื้อรถภายในประเทศที่ลดลงในปัจจุบันจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา และภาวะเงินฝืด ทำให้ผู้บริโภคภายในประเทศกล้าลงทุนกับสินทรัพย์ราคาแพงอย่างรถยนต์ลดลง

โดยจากการรายงานของสื่อจีน ในปี 2022 โรงงานผลิตรถยนต์ในจีนใช้กำลังการผลิตไปเพียง 54% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ลดลงจาก 67% ในปี 2017 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะเกิดการระบาดของโควิด-19 และมีผู้คาดการณ์ว่าจีนจะสามารถผลิตรถยนต์ได้มากถึง 36 ล้านคันต่อปีในปี 2025 แบ่งเป็นรถยนต์สำหรับขายในประเทศ 14-16 ล้านคัน และสำหรับส่งออก 20 ล้านคัน

นี่ทำให้แท้จริงแล้วจีนยังไม่ได้ใช้กำลังในการผลิตอย่างเต็มที่ แม้จะส่งออกรถยนต์ได้เป็นจำนวนมากแล้วในปัจจุบัน และต้องเร่งตีตลาดต่างประเทศเพื่อรองรับผลผลิตที่กำลังจะเพิ่มขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ การตีตลาดต่างประเทศก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักในตอนนี้ เพราะประเทศยุโรปต่างๆ เช่น ฝรั่งเศส และอิตาลี ก็เริ่มออกมาออกมาตรการกีดกันรถยนต์จากจีนบ้างแล้ว เพื่อปกป้องผู้ผลิตรถยนต์ภายในภูมิภาคที่ไม่สามารถสู้ราคากับรถยนต์จากจีนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจนมีราคาถูกได้

 

 








advertisement

SPOTLIGHT