Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
มีเงิน 1 ล้าน อย่าเพิ่งทุ่มเปิดร้านอาหาร! เปิดสูตรสร้างธุรกิจ F&B
โดย : ปาณิสรา สุทธิกาญจนวงศ์

มีเงิน 1 ล้าน อย่าเพิ่งทุ่มเปิดร้านอาหาร! เปิดสูตรสร้างธุรกิจ F&B

22 ต.ค. 69
15:08 น.
แชร์

“เกลียดใครให้แนะนำไปเปิดร้านอาหาร” เป็นประโยคที่คนในวงการ F&B คงคุ้นหูดี เพราะเบื้องหลังร้านสวย บรรยากาศดี และอาหารอร่อย ไม่ได้มีเพียงภาพของธุรกิจในฝัน แต่ยังเต็มไปด้วยต้นทุนมหาศาล การแข่งขันที่ดุเดือด และสารพัดปัญหาที่เจ้าของร้านต้องรับมือ

ยิ่งในวันที่ร้านอาหารใหม่เกิดขึ้นแทบทุกวัน ขณะที่ร้านเดิมก็ทยอยหายไปจากตลาด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “จะเปิดร้านอย่างไรให้คนมา” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้ร้านอยู่รอด”

SPOTLIGHT ชวน “พี่บาย” อัชฌา วงศ์จินดาเวศย์ ผู้สร้างแบรนด์ร้านอาหารอย่าง Fatboy Izakaya และสมศักดิ์ มาถอดบทเรียนเบื้องหลังธุรกิจร้านอาหารว่า เหตุใดความอร่อยเพียงอย่างเดียวจึงไม่พอให้ร้านอยู่รอด และผู้ประกอบการต้องบริหารทั้งเงิน คน แบรนด์ และความคาดหวังของลูกค้าอย่างไร

มีเงิน 1 ล้านบาท เปิดร้านอาหารได้ไหม? คำตอบคือ “ได้” แต่อย่าเพิ่งใช้หมด!

หลายคนมีความฝันอยากเปิดร้านอาหาร และอาจสงสัยว่า หากมีเงินทุน 1 ล้านบาท ควรนำไปลงทุนเท่าไรจึงจะลดความเสี่ยงได้มากที่สุด

คำแนะนำจาก “พี่บาย” คือ ควรใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียงประมาณ 100,000-200,000 บาท แทนที่จะทุ่มเงินทั้งหมดไปกับการเปิดร้านตั้งแต่วันแรก

เหตุผลไม่ใช่เพราะเงิน 1 ล้านบาทน้อยเกินไป แต่เพราะหลายคนมักเข้าใจว่า เมื่อมีเงินเพียงพอสำหรับตกแต่งร้าน ซื้ออุปกรณ์ และเปิดให้บริการได้ ก็เท่ากับพร้อมทำธุรกิจแล้ว

แต่ในความเป็นจริง ภาระค่าใช้จ่ายของร้านอาหารไม่ได้สิ้นสุดลงในวันเปิดร้าน หลังจากนั้นยังมีทั้งค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ตลอดจนเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

พี่บายจึงให้ความสำคัญกับ “Cash Flow” หรือกระแสเงินสด เพราะร้านอาหารไม่ได้สร้างกำไรทันทีตั้งแต่วันแรก ผู้ประกอบการควรเตรียมทั้งเงินทุนและแผนรับมือกับภาวะขาดทุนในช่วง 3-5 เดือนแรก มากกว่าคาดหวังว่าร้านจะประสบความสำเร็จทันทีที่เปิดให้บริการ

บทเรียนสำคัญคือ การมีเงินมากพอสำหรับ “เปิดร้าน” ไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินมากพอทำให้ร้าน “อยู่รอด”

อย่าเปิดร้านเพียงเพื่อสนองความชอบของตัวเอง แต่ต้องตอบโจทย์ลูกค้า

ความเข้าใจผิดอีกประการของคนที่อยากเปิดร้านอาหาร คือการมองว่าร้านเป็นพื้นที่สะท้อนตัวตนของเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นความฝันที่จะมีร้านสวย ๆ ไว้ต้อนรับเพื่อน สร้างสถานที่ที่บ่งบอกรสนิยมของตัวเอง หรือมีร้านที่ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจ

พี่บายมองว่า ความคิดเหล่านี้ไม่ได้ผิด หากเปิดร้านเป็นงานอดิเรก แต่หากต้องการสร้างร้านอาหารให้เป็นธุรกิจที่เติบโตได้จริง วิธีคิดต้องเปลี่ยนจากการถามว่า “เราอยากได้ร้านแบบไหน” ไปสู่การมองว่า “ลูกค้าต้องการอะไร”

“เราควรแก้ปัญหาให้ลูกค้า มากกว่าตอบสนองความต้องการของตัวเอง”

เพราะต่อให้เจ้าของร้านชื่นชอบคอนเซปต์มากเพียงใด แต่หากลูกค้าไม่เห็นคุณค่าหรือรู้สึกว่าร้านไม่ตอบโจทย์ ธุรกิจก็อาจไปต่อได้ยาก ดังนั้น การสร้างร้านอาหารให้ประสบความสำเร็จจึงต้องเริ่มจากความเข้าใจลูกค้า และหาคำตอบให้ได้ว่า ร้านสามารถมอบคุณค่าอะไรให้พวกเขาได้บ้าง

อาหารอร่อยอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะร้านอาหารยุคนี้ขาย “ประสบการณ์”

ในอดีต รสชาติอาจเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ ในการเลือกร้านอาหาร แต่ในวันที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น การแข่งขันของธุรกิจร้านอาหารจึงไม่ได้วัดกันที่ความอร่อยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

พี่บายมองว่า ร้านอาหารต้องสร้าง “Experience” หรือประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจและจดจำได้ ตั้งแต่การตกแต่ง เพลง แสงไฟ การบริการ ไปจนถึงบรรยากาศโดยรวม เพราะสำหรับเขา การออกไปกินข้าวไม่ใช่เพียงการกินให้อิ่ม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการ “เฉลิมฉลองชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด วันที่ได้งานใหม่ วันเรียนจบ หรือเพียงการได้ใช้เวลากับคนที่รัก

แนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดผ่านร้านอาหารในเครือที่มีคาแรกเตอร์แตกต่างกัน โดย Fatboy Izakaya ให้ความสำคัญกับบรรยากาศและความสนุกสนาน ขณะที่ร้านสมศักดิ์เน้นการเล่าเรื่องและสร้างตัวตนของแบรนด์ผ่านอาหารไทย

ด้วยเหตุนี้ พี่บายจึงมองว่า ในบางครั้งประสบการณ์ที่ดีอาจสำคัญกว่าความอร่อยของอาหารด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่ลูกค้าจดจำหลังเดินออกจากร้าน อาจไม่ใช่เพียงรสชาติของเมนูใดเมนูหนึ่ง แต่คือความรู้สึกทั้งหมดที่ได้รับตลอดเวลาที่อยู่ในร้าน

“สมศักดิ์” กับพลัง Storytelling สร้างตัวละครจนลูกค้าเชื่อว่ามีอยู่จริง

หนึ่งในตัวอย่างการสร้างแบรนด์ที่น่าสนใจคือ ร้านอาหารอีสาน “สมศักดิ์” ผู้ที่เคยได้ยินเรื่องราวของร้านอาจเข้าใจว่า สมศักดิ์คือชายชาวอีสานที่ถูกลอตเตอรี่ 6 ล้านบาท ก่อนนำเงินรางวัลมาเปิดร้านอาหาร แต่ความจริงแล้ว เรื่องราวทั้งหมดเป็นคาแรกเตอร์ที่ทีมงานสร้างขึ้น

พี่บายเล่าว่า เขาต้องการให้สมศักดิ์เป็นตัวแทนของคนไทยธรรมดาคนหนึ่งที่ทำงานหนัก มีความมุ่งมั่น และอยากเดินตามความฝันของตัวเอง โดยมีโชคลาภเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว

จุดที่น่าสนใจคือ เรื่องเล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงบนกระดาษหรือสื่อโฆษณา แต่ถูกส่งต่อไปถึงพนักงานภายในร้าน จนลูกค้าบางคนถึงกับเดินเข้ามาถามว่า วันนี้คุณสมศักดิ์อยู่ที่ร้านหรือไม่ ขณะที่พนักงานก็สามารถรับช่วงเล่าเรื่องต่อได้ว่า สมศักดิ์กำลังทำสวนอยู่ที่อุดรธานี

แม้รายละเอียดปลีกย่อยที่พนักงานแต่ละคนเล่าอาจแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดก็ยังดำเนินอยู่ภายใต้โครงเรื่องเดียวกัน จนทำให้ตัวละครสมมติอย่าง “สมศักดิ์” ดูเสมือนเป็นเจ้าของร้านที่มีตัวตนอยู่จริง

กรณีของสมศักดิ์จึงสะท้อนว่า การสร้างแบรนด์ที่แข็งแรงไม่ได้อาศัยเพียงโลโก้ที่สวยงามหรืออาหารที่อร่อย แต่ต้องมีเรื่องราวที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกมีส่วนร่วม เพราะเมื่อแบรนด์มีตัวตนชัดเจน ลูกค้าก็ไม่ได้เพียงเข้ามากินอาหาร แต่กำลังเข้ามาสัมผัสโลกที่แบรนด์สร้างขึ้น

ลูกค้ากลับมาซ้ำ สำคัญกว่าความประทับใจเพียงครั้งเดียว

ในยุคที่มีร้านอาหารใหม่ ๆ ให้เลือกมากมาย พี่บายมองว่า ผู้บริโภคมีอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น หากลูกค้าเดินเข้าร้านแล้วได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี แม้เพียงครั้งเดียว พวกเขาก็อาจไม่กลับมาอีก เพราะยังมีร้านอื่นรอให้เลือกอีกมากมาย

สิ่งที่พี่บายให้ความสำคัญจึงเป็น “Consistency” หรือความสม่ำเสมอ ร้านอาหารอาจไม่จำเป็นต้องมีเมนูที่ดีที่สุด บริการดีที่สุด หรือบรรยากาศดีที่สุดในทุกด้าน แต่ต้องสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดีในมาตรฐานใกล้เคียงกันทุกครั้ง ไม่ว่าลูกค้าจะมาในวันจันทร์ วันศุกร์ หรือวันอาทิตย์

ความสม่ำเสมอยิ่งสำคัญเมื่อลูกค้าที่ประทับใจนำประสบการณ์ไปบอกต่อ เพราะสิ่งที่เพื่อนของลูกค้าคนนั้นคาดหวัง ย่อมเป็นประสบการณ์แบบเดียวกับที่ได้รับฟังมา หากร้านไม่สามารถรักษามาตรฐานไว้ได้ ความคาดหวังที่ถูกสร้างขึ้นก็อาจกลายเป็นความผิดหวัง

ดังนั้น การพาลูกค้าเข้าร้านเป็นครั้งแรกอาจเป็นหน้าที่ของการตลาด แต่การทำให้พวกเขากลับมาเป็นครั้งที่สองและครั้งต่อ ๆ ไป ต้องอาศัยทั้งคุณภาพและความสม่ำเสมอ

เมื่อธุรกิจโตขึ้น ความท้าทายไม่ใช่แค่เปิดร้านเพิ่ม แต่คือการสร้างระบบ

การบริหารร้านอาหารเพียงหนึ่งร้านแตกต่างจากการดูแลหลายแบรนด์อย่างสิ้นเชิง เมื่อธุรกิจขยายตัว จำนวนพนักงานเพิ่มขึ้น และรูปแบบการทำงานซับซ้อนกว่าเดิม เจ้าของธุรกิจก็ไม่สามารถลงไปจัดการทุกรายละเอียดด้วยตัวเองได้เหมือนในช่วงเริ่มต้น

สำหรับพี่บาย ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างระบบ พัฒนาบุคลากร และทำให้ทีมงานสามารถรักษา DNA ของแต่ละแบรนด์ไว้ได้ แม้จะมีโอกาสขยายธุรกิจ เขากลับเลือกให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กรมากกว่าการเร่งเปิดสาขาใหม่

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา บริษัทจึงมุ่งทบทวนวิธีการทำงาน ลงทุนในระบบ และพัฒนาคน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะยาว เพราะขนาดของธุรกิจไม่ได้วัดจากจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าระบบภายในแข็งแรงพอจะรองรับการขยายตัวหรือไม่

ขณะเดียวกัน พี่บายยังเล่าถึงแผนนำร้าน “สมศักดิ์” ไปเปิดที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ผ่านความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นที่มีประสบการณ์ในธุรกิจร้านอาหาร เดิมทีพาร์ตเนอร์สนใจนำ Fatboy Izakaya ไปเปิด แต่หลังจากศึกษาตลาดร่วมกัน ทีมงานมองว่าอาหารไทยน่าจะเหมาะกับโอกาสครั้งนี้มากกว่า แผนดังกล่าวจึงกลายเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการนำแบรนด์อาหารไทยออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ

ท่ามกลางความท้าทายทั้งเรื่องต้นทุน การบริหารคน การแข่งขัน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ SPOTLIGHT ถามพี่บายว่า “หากย้อนเวลากลับไปได้ ยังจะเลือกทำร้านอาหารอยู่ไหม”

คำตอบของเขาคือ “ทำครับ” ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า เขายังคงรักในสิ่งที่ทำ

แม้การทำธุรกิจจะมีปัญหาให้รับมือแทบทุกวัน แต่สำหรับพี่บาย การแก้ปัญหา การสร้างสิ่งใหม่ และการได้เห็นทีมงานเติบโต ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความสนุกในการทำงาน เขาไม่ได้มองว่าทุกปัญหาคือความล้มเหลว เพราะการตัดสินใจทางธุรกิจย่อมมีทั้งถูกและผิด สิ่งสำคัญกว่าคือ เมื่อเกิดปัญหาแล้ว ธุรกิจจะรับมือ ฟื้นตัว และเดินหน้าต่ออย่างไร

ท้ายที่สุด ธุรกิจร้านอาหารไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว การเปิดร้านอาจไม่ยากเท่าการทำให้ร้านอยู่รอด และอาหารที่อร่อยเพียงอย่างเดียวก็อาจไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในวันนี้ เพราะเบื้องหลังร้านอาหารที่ประสบความสำเร็จ ยังต้องอาศัยทั้งการบริหารเงิน การสร้างแบรนด์ ความเข้าใจลูกค้า การรักษามาตรฐาน และการพัฒนาทีมงาน

สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ เจ้าของต้องรู้ว่ากำลังสร้างธุรกิจอะไร และสร้างขึ้นมาเพื่อใคร เพราะการพาธุรกิจไปข้างหน้าอาจไม่ได้เริ่มจากการวิ่งให้เร็วกว่าคนอื่น แต่อยู่ที่การรู้ว่าตัวเองกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน

สำหรับคนที่ฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จุดเริ่มต้นอาจไม่จำเป็นต้องมาจากเงินทุนมหาศาล หรือการรู้ทุกคำตอบตั้งแต่วันแรก เพียงเริ่มต้นให้เหมาะกับกำลังของตัวเอง กล้าที่จะทดลอง เรียนรู้จากความผิดพลาด และพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง เพราะธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ ครั้งหนึ่งก็เคยเริ่มต้นจากไอเดียเล็ก ๆ เช่นกัน 

รูปภาพทั้งหมด

แชร์
มีเงิน 1 ล้าน อย่าเพิ่งทุ่มเปิดร้านอาหาร! เปิดสูตรสร้างธุรกิจ F&B