
หลายปีที่ผ่านมา สินค้าจีนไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในปี 2568 ไทยขาดดุลการค้าจีนมากเป็นประวัติการณ์กว่า 2 ล้านล้านบาท ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูก สินค้าอุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าเทคโนโลยี ต่างไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ซึ่งราคาที่ต่ำกว่าของสินค้าจีนทำให้ผู้ประกอบการไทยสู้ไม่ไหว ล้มตายไปแล้วจำนวนมาก
หนึ่งในโจทย์ใหญ่ของธุรกิจไทยทั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและในอนาคตจึงเป็นการหาทางสู้กับสินค้าจีน ซึ่งมีแนวโน้มจะยากขึ้น อย่างไรก็ตาม โจทย์นี้อาจเป็นการตั้งโจทย์ที่ผิด เพราะในความเป็นจริงแล้วแทบไม่มีทางเป็นไปได้ที่ไทยจะผลิตสินค้าที่แข่งขันกับจีนได้ ทั้งด้วยขนาดการผลิตของจีนที่ใหญ่กว่าไทยมาก และด้วยเทคโนโลยีที่จีนล้ำหน้าไปไกล
แล้วผู้ประกอบการไทยจะต้องรับมือกับสินค้าจีนอย่างไร ? การจะหาคำตอบนี้ได้ต้องย้อนกลับไปที่ “รู้เขารู้เรา” ที่จะยังช่วยให้รู้ว่าต้องรับมือด้วยกระบวนท่าไหน
ผศ. ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา และอาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือคนที่ชี้ให้เห็นโจทย์และคำตอบใหม่ว่า วิธีการรับมือจีนอาจไม่ใช่การพยายามแข่งด้านการผลิต เพราะต่อให้พยายามแข่งอย่างไรก็สู้ไม่ได้
ผศ. ดร.อาร์มกล่าวบนเวทีเสวนา “Thailand Ahead 2026, ทิศทางประเทศไทย 2026” ในงาน Future Trends Ahead Summit 2026 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า “ในเรื่องการผลิตของจีน เราอาจกำลังประเมินจีนต่ำเกินไปทั้งในเรื่อง scale (ขนาด) และ speed (ความเร็ว)” ซึ่งสื่อว่าการประเมินจีนต่ำเกินไปอาจทำให้รับมือได้ไม่ถูกทาง
อาจารย์อาร์มให้ข้อมูลให้เห็นภาพว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีนเผยให้เห็นชัดเจนว่า “จีนจะบุกโลก” โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้นประเทศอื่นต้องรู้เขารู้เรา และเพื่อที่จะรู้เขารู้เรา อาจารย์อาร์มได้เรียนคอร์สออนไลน์ที่จีนเปิดสอนผู้ประกอบการเพื่อรุกตลาดโลก เพื่อดูว่าจีนกำลังสอนอะไรคนของตัวเอง
อาจารย์อาร์มบอกว่า สิ่งที่น่าสนใจที่ได้พบในการเรียน คือ จีนตระหนักดีว่าจะเผชิญกระแสต่อต้านทั้งในยุโรปและแม้แต่ในประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียด้วยกัน เพราะขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ของจีนทำให้หลายประเทศรู้สึกหวั่นเกรง เพราะฉะนั้นจีนจึงมีการสอน 3 กลยุทธ์ให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งปัจจุบันก็เริ่มมีผู้ประกอบการจีนทำสำเร็จแล้ว
กลยุทธ์ที่หนึ่ง คือ จีนจะลดการส่งออกสินค้าสำเร็จรูปโดยตรง แล้วหันไปเน้นการส่งออก ‘ส่วนกลางของซัพพลายเชน’ หรือวัตถุดิบและชิ้นส่วน เพื่อนำไปประกอบในประเทศอื่น ก่อนส่งต่อไปยังตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ กล่าวง่าย ๆ คือ หลังจากนี้จีนจะทำเงินจากต้นน้ำและกลางน้ำของห่วงโซ่อุปทาน มากกว่าปลายน้ำที่เป็นสินค้าสำเร็จรูป
กลยุทธ์ที่สอง คือ ไม่ว่าจะเข้าไปประเทศใด ธุรกิจจีนต้องจับมือกับธุรกิจท้องถิ่น และยอมถือหุ้นส่วนน้อยประมาณ 30-40% ให้คนท้องถิ่นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และออกหน้า พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้ให้คนท้องถิ่นผลิตและส่งออกไปสหรัฐฯ หรือยุโรป เพราะบริษัทจีนไม่สามารถส่งออกตรงไปยังตลาดเหล่านี้ได้ รวมถึงส่งผ่านแบบเดิมก็ไม่ได้ จึงต้องอาศัยการส่งออกโดยบริษัทที่จีนเป็นพันธมิตร ดังนั้น เราจะเห็นจีนเข้ามาร่วมทุนและสอนผู้ประกอบการไทย หรือประเทศอื่น ๆ ให้ผลิตและส่งออกไปสหรัฐฯและยุโรป
กลยุทธ์ที่สาม คือ จีนจะส่งสินค้าจีนเข้ามาขายทดแทนในประเทศผู้ส่งออก เพราะเมื่อประเทศอย่างไทยหรือเวียดนามผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปอเมริกาและยุโรปมากขึ้น จะมีช่องว่างในตลาดภายในประเทศเหล่านั้น จีนจึงวางแผนจะเข้าไปทำตลาดทดแทน เป็นการจัดเส้นทางซัพพลายเชนโลกใหม่ (reroute global supply chain)
ผศ. ดร. อาร์มสรุปว่า จีนจะบุกประเทศกำลังพัฒนาอย่างเชิงรุก เพราะเศรษฐกิจในประเทศจีนมีปัญหาเรื่องการบริโภคหดตัว ขณะที่สินค้าที่ผลิตได้จำนวนมากไม่สามารถส่งตรงไปสหรัฐฯ และยุโรปยากขึ้น จีนจึงออกแบบกลยุทธ์ใหม่ และนี่คือสิ่งที่หลายประเทศอาจประเมินจีนต่ำเกินไป
นอกจากนั้น อาจารย์อาร์มให้ข้อมูลอีกว่า แผนพัฒนาฯ เผยให้เห็นชัดเจนเกี่ยวกับแผนด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งแนวคิดของจีนแตกต่างจากสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ ยุทธศาสตร์อเมริกาคือ “all in AI” คือทุ่มทุกอย่างเพื่อพัฒนา AI ที่เก่งที่สุด แต่จีนใช้แนวคิด “AI in all” คือไม่จำเป็นต้องสร้าง AI ที่ล้ำที่สุดในโลก แต่ต้องนำ AI ไปใส่ในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม
เรื่องที่สองในแผนฯ ที่อาจารย์อาร์มมองว่าน่าสนใจมากและชี้ว่า ไทยควรถามต่อว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับไทยอย่างไร คือ จีนไม่ได้มองแค่การแข่งขันด้าน AI หรือเซมิคอนดักเตอร์กับตะวันตก ซึ่งตะวันตกนำหน้าอยู่หลายปี แต่จีนตั้งเป้าจะเร่งแข่งขันในเทคโนโลยีที่หลายประเทศเริ่มต้นในเวลาใกล้เคียงกัน เช่น ควอนตัม ไฮโดรเจน นิวเคลียร์ฟิวชัน หุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่ผสาน AI และ 6G
ทั้งนี้ อาจารย์อาร์มตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้สามประเด็น หนึ่ง คือ เทคโนโลยีทั้งหมดที่กล่าวมาเป็น foundation technology หรือเทคโนโลยีฐานรากของการผลิตยุคใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดได้ทุกอุตสาหกรรม สอง คือ การพัฒนาต่อยอดจากเดิม เช่น จาก AI สู่ Embodied AI (AI ที่มีร่างกายและทำงานในโลกจริง) จาก 5G สู่ 6G ที่ยกระดับโครงสร้างการสื่อสารขึ้นไปอีกขั้น และสาม คือ เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและการทหารโดยตรง
อาจารย์อาร์มสรุปว่า แกนหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯของจีน คือ แนวคิด “AI in all” และแผนที่มองระยะยาว (Forward-looking plan) สำหรับอุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมด “คำถามสำคัญสำหรับไทย คือ ผมคิดว่าเราพูดถึงปัญหาเฉพาะหน้าทุกเรื่อง แต่เราต้องคิดแบบมองไปข้างหน้า (forward looking) ด้วยว่าเราจะเข้าไปเป็น ‘ข้อต่อ’ ในซัพพลายเชนใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างไร หรือเราจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาปรับใช้อย่างไร เพื่อเปลี่ยนโฉมภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ ของเราได้บ้าง”
เมื่อมองในภาพใหญ่ นอกจากความท้าทายเรื่องสินค้าจีนบุกไทย ธุรกิจไทยต้องเผชิญกับความท้าทายจากเศรษฐกิจไทยที่เปราะบาง การค้าและภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ปั่นป่วน ผศ. ดร.อาร์มแนะว่า ผู้บริหารธุรกิจและผู้ประกอบการต้องปรับมายนด์เซตจากเดิมที่อยู่ใน ‘competition mindset’ คิดแต่ว่าจะแข่งขันกับจีน เวียดนาม หรืออินโดนีเซียอย่างไร ไปเป็น ‘co-creation mindset’ คือคิดว่าจะเข้าไปเชื่อมโยงและเติบโตร่วมกับเขาได้อย่างไร
“ตอนนี้เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นจุดดึงดูดใหม่ของเศรษฐกิจโลก เพราะโครงสร้างของเขาตรงข้ามกับเรา ประชากรของเขาหนุ่มสาว และเป็นตลาดขนาดใหญ่ เราควรหาทางร่วมมือกับเขา ควรเห็นเขาเป็นโอกาสในการเติบโต ไม่ใช่แข่งขัน และถ้าพูดถึงจีน ถ้าเรามองเขาเป็นคู่แข่ง ผมไม่แน่ใจว่าจะแข่งยังไง ทั้งในเรื่องขนาด เรื่องต้นทุน และเรื่องเทคโนโลยี”
ดร.อาร์มบอกว่า เราอยู่ใน ‘เกมใหม่’ ที่ต้องปรับวิธีคิดอย่างจริงจัง ต้องมีพันธมิตรทั้งชาวตะวันตกและชาวจีน ต้องเข้าใจว่าฝั่งตะวันตกต้องการซัพพลายเชนเทคโนโลยีที่แยกจากจีน แล้วไทยจะเข้าไปมีบทบาทได้ตรงไหน ขณะเดียวกันจีนกำลังมองหาตลาดใหม่และต้องการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ ไทยจะเข้าไปเชื่อมต่อหรือตอบโจทย์อย่างไร ซึ่งสิ่งสำคัญที่ควรรมี คือ ‘cultural literacy’ ความเข้าใจพหุวัฒนธรรม
ผศ. ดร.อาร์มสรุปว่า ในอีก 50 ปีข้างหน้าจะเป็น “ยุคพระอาทิตย์สองดวง” คือสองมหาอำนาจ (สหรัฐฯ จีน) มีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน ไม่มีฝ่ายใดชนะอีกฝ่ายได้อย่างเด็ดขาด ดังนั้น เราต้องตระหนักว่ากำลังอยู่ในโลกสองขั้วนี้ และเรียนรู้การอยู่กับทั้งสองขั้ว