ราคาทองคำ ต้นปี ยังผันผวน ลุ้นสหรัฐฯขึ้นดอกเบี้ย แนะเก็งกำไรระยะสั้น

28
13 ม.ค. 65

ศูนย์วิจัยทองคำ ประเมินราคา ราคาทองต้นปีแกว่งอยู่ในกรอบ 27,850-29,150 บาทต่อน้ำหนัก 1 บาททองคำ ตามติดปัจจัยเรื่องการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ ที่จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส ระบุ เม็ดเงินตลาดคริปโตไหลเข้าทองคำเช่นกันในช่วงตลาดคริปโตปรับฐาน แนะเก็งกำไรระยะสั้นสำหรับทองคำ


14 ม.ค.65 นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในตลาดล่วงหน้า (TFEX) ประเมินทิศทางราคาทองคำว่า



การเคลื่อนไหวของราคาทองในระยะสั้นและระยะกลางยังเป็นแนวโน้มแกว่งตัวออกข้าง โดยในระยะสั้นเป็นลักษณะของการฟื้นตัวหลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำได้ปรับตัวลดลงรับการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเร่งถอนนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในแง่ของการเร่งขึ้นดอกเบี้ยและลดขนาดงบดุล ซึ่งส่งผลกดดันราคาทองจนลดลงทดสอบระดับต่ำสุดบริเวณ 1,782 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์



อย่างไรก็ตามต้นสัปดาห์นี้ ราคาทองคำสามารถกลับมายืนเหนือ 1,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ได้ เนื่องจากนักลงทุนรับรู้ปัจจัยลบไปแล้วบางส่วน อีกทั้งยังมีปัจจัยบวกจากสถานการณ์ตึงเครียดของสหรัฐและรัสเซีย รวมถึงความวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อ จึงส่งให้นักลงทุนบางส่วนหันมาถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยและสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ นอกจากนี้การปรับตัวลดลงของสินทรัพย์อื่นๆ เช่นสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะคริปโตเคอเรนซี่ ที่ปรับฐานในช่วงนี้ ส่งผลให้มีเงินลงทุนบางส่วนไหลเข้าตลาดทองคำ


สำหรับการลงทุนในช่วงนี้แนะนำให้เก็งกำไรในระยะสั้น เนื่องจากการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดจะเป็นปัจจัยหนุนดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกดดันทองคำ โดยมองแนวต้านแรกที่ 1,821 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หากราคาทองคำปรับขึ้นไปทะลุแนวต้านดังกล่าว จะมีแนวโน้มขึ้นทดสอบ 1,830 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยเป็นจุดที่ต้องระวังแรงขายทำกำไร 


"จึงแนะนำให้นักลงทุนขายทำกำไรหากราคาขึ้นทดสอบแนวต้าน ส่วนแนวรับมองที่ 1,782- 1,776 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ส่วนในรูปของเงินบาท มองแนวต้านที่ 28,950 บาท แนวรับที่ 28,200 บาท"


อย่างไรก็ดีในช่วงต้นปีนี้ สัญญาณการลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สต่างประเทศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยปัจจัยหนุนที่ส่งผลให้นักลงทุนหันมาลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สต่างประเทศ ส่วนหนึ่งมาจากนักลงทุนมองหาทางเลือกในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดคริปโตมีการปรับฐาน นอกจากนี้การลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สต่างประเทศยังเพิ่มโอกาสในการลงทุนที่หลากหลายเพราะครอบคลุมทั้งการลงทุนใน ทองคำ น้ำมันดิบ ดัชนีหุ้นสหรัฐทั้ง S&P500, Dow Jones Nasdaq รวมถึง cryptocurrency สามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง อีกทั้งสามารถเทรดได้ตลอด 24 ชม. ไม่เว้นวันหยุดของประเทศไทย


ทั้งนี้ YLG ได้ร่วมมือกับ CME Group เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนที่เทรดผ่าน YLG futures สามารถเข้าถึงทุกสินค้าของ CME Group ทุกบริการ เช่น Precious Metal futures ,Oil futures ,Cryptocurrency futures , Forex futures ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งกองทุนสถาบันในการเข้าไปซื้อขายสินค้า พร้อมเชื่อมต่อ Exchange ทั่วทั้งโลกไม่ว่าจะเป็น จีน ฮ่องกง หรือ สิงคโปร์


รวมถึงเพิ่มโอกาสทำกำไรผ่าน Cryptocurrency เช่น Bitcoin Futures ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล โดยการซื้อขาย BTC futures ทำให้นักลงทุนและนักเก็งกำไรสามารถ hedging ความเสี่ยง หรือเทรดได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและตลาดขาลงและยังสามารถเทรด Bitcoin futures ด้วยขนาดสัญญาที่เล็กลงได้ด้วย และ Micro bitcoin futures ด้วยขนาดที่เล็กกว่า 1 ใน 10 ของ bitcoin futures ซึ่งจะทำให้นักลงทุนใช้เงินวางหลักประกันที่ต่ำกว่าทำให้นักลงทุนและนักเก็งกำไรสามารถจัดการกับความเสี่ยงและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งพบว่านักลงทุนให้การตอบรับดีเกินคาด


  ดัชนีความเชื่อมั่นทองคำ ม.ค.65 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 


ดร.พิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ แถลงดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำประจำเดือนมกราคม 2565 ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา จากระดับ 69.39 จุด มาอยู่ที่ระดับ 69.95 จุด เพิ่มขึ้น 0.56 จุด หรือคิดเป็น 0.80% โดยปัจจัยที่ทำให้ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นมา เนื่องจากความต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย การอ่อนค่าของเงินบาท นโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อในสหรัฐฯ และสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 สายพันธุ์ใหม่


ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำระยะ 3 เดือนในไตรมาสแรกของปี 2565 (ม.ค.-มี.ค.) ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 จากระดับ 68.37 จุด มาอยู่ที่ระดับ 70.24 จุด เพิ่มขึ้น 1.87 จุด หรือคิดเป็น 2.47% โดยดัชนีปรับเพิ่มขึ้นมาเนื่องจากการอ่อนค่าของเงินบาท ภาวะเงินเฟ้อ และความต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย



"คาดการณ์ความต้องการซื้อทองคำในช่วงเดือนมกราคม 2565 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 306 ตัวอย่าง พบว่า 47% ไม่แน่ใจว่าจะซื้อทองคำในเดือนนี้หรือไม่ ขณะที่ 35% จะซื้อทองคำ และอีก 18% ยังไม่ซื้อทองคำ"



 


สรุปกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่และผู้ประกอบกิจการนายหน้าซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับราคาทองคำ จำนวน 13 ตัวอย่าง โดยส่วนใหญ่เชื่อว่าราคาทองคำในเดือนมกราคม 2565 จะลดลง  สำหรับการคาดการณ์ราคาทองคำในเดือนมกราคม 2565 ของผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่มีมุมมอง ดังนี้ Gold Spot ให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 1,755-1,852 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ด้านราคาทองคำแท่งในประเทศความบริสุทธิ์ 96.5% ให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 27,850-29,150 บาทต่อน้ำหนัก 1 บาททองคำ และด้านค่าเงินบาท ให้กรอบเฉลี่ยบริเวณ 32.89-33.93 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ


 การลงทุนทองคำในเดือนมกราคม 2565 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ให้ความเห็นว่า ในช่วงต้นปีสถานการณ์ราคาทองมีปัจจัยลบที่เกี่ยวข้องกับการคาดการณ์ FED จะปรับดอกเบี้ยเร็วขึ้น และปัจจัยบวกเกี่ยวกับสถานการณ์ COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอน ทั้งนี้ ราคาทองคำมีลักษณะการแกว่งตัวเพื่อรักษาระดับ และสร้างฐานราคา โดยอาจเข้าซื้อเพื่อสะสมเมื่อราคาทองย่อตัว หรือซื้อขายในระยะสั้นตามการเคลื่อนไหวของราคาทอง


 

Powered by อมรินทร์ทีวีออนไลน์

ข่าวยอดนิยม

บทความน่าสนใจ