"ขาดหมู ฉันก็ไม่รู้สึก"นักวิชาการแนะ ทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ให้หลากหลาย

0
11 ม.ค. 65

นักวิชาการโภชนาการ แนะประชาชนปรับตัวกับการบริโภคอาหารในยุคที่เนื้อหมูมีราคาแพง โดยสามารถเลือกกินอาหารประเภทอื่นๆได้ อาทิ เนื้อปลา เนื้อไก่ ไข่ ที่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีไม่แพ้เนื้อหมู หรือแม้แต่ผู้บริโภคกลุ่มมังสวิรัต หรือ คนกินเจ ก็ยังมีธัญพืช ถั่วต่างๆ ที่สามารถกินทดแทนได้ สิ่งสำคัญคือการกินอาหารหลากหลายเพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน


ทีมงาน Spotlight รวบรวมราคาอาหารที่มีโปรตีน หากจะมาแทนที่หมูที่มีราคาสูงขึ้น  พบว่า



  • น่องไก่               ราคา 180-220  บาท/กก.

  • ปีกกลางไก่          ราคา 135  บาท/กก.

  • เนื้อแดง              ราคา 180-190 บาท/กก.

  • เนื้อติดมัน            ราคา 230-240 บาท/กก.

  • ไข่ไก่ เบอร์ 2        ราคา 3.50  บาท/ฟอง

  • ปลาช่อนเลี้ยง        ราคา  80-90 บาท/กก.

  • ปลากะพงขาว        ราคา 120 บาท/กก.

  • ปลากะพงแดง       ราคา 240-250 บาท/กก.

  • ปลาทูทะเล           ราคา 100-120 บาท/กก.

  • ปลาหมึกกล้วย      ราคา 180-220 บาท/กก.

  •  กุ้งก้ามกราม        ราคา 220-260 บาท/กก.

  • ถั่วแดง               ราคา 50-60 บาท/กก.

  • ถั่วดำ                 ราคา 45-60 บาท/กก.

  • ถั่วเหลือง            ราคา 25-30 บาท/กก.


ข้อมูลจากเว็บไซต์ ตลาดไท วันที่ 11 ม.ค.2565


ซึ่งนักวิชาการโภชนาการอิสระ สง่า ดามาพงษ์ ให้ข้อมูลว่า ในสถานการณ์ที่หมูราคาแพงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้คนอย่างน้อย 4 กลุ่ม คือ เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู พ่อค้าเขียงหมู ผู้จำหน่ายอาหารที่ปรุงจากหมู และผู้บริโภคหมู ในขณะที่รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาราคาหมูแพงที่ต้นตอของปัญหาอยู่ขณะนี้ ผู้บริโภคเองก็สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ โดยพิจารณาว่าในสถานการณ์เช่นนี้ เราต้องปรับตัวกันอย่างไร เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมความเดือดร้อน



การไม่ได้กินเนื้อหมู ไม่ได้ทำให้ขาดสารอาหารใดๆ บางคนที่เสพเนื้อหมูเป็นประจำ อาจเสียความรู้สึกกับอรรถรสการกินไปบ้าง แต่หากเรารู้จักปรับตัวปรับใจ สามารถตัดความรู้สึกติด คุ้นชินกับการกินหมูออกไปได้ แม้ในยามหมูมีราคาแพง อย่างน้อยก็เป็นการประหยัดเงิน ช่วยชาติแก้ปัญหาหมูแพง และสุขภาพยังดีอยู่ ทำให้เกิดประโยชน์หลายทาง



เนื้อหมูเป็นเพียงหนึ่งในอาหารหลากหลายชนิด ที่ให้สารอาหารต่างๆโดยเฉพาะโปรตีน ในปริมาณที่ใกล้เคียงกับอาหารพวกเนื้อสัตว์อื่นๆ รวมทั้งนม ไข่และถั่วเมล็ดแห้ง นักโภชนาการและนักกำหนดอาหารได้ จัดทำรายการอาหารแลกเปลี่ยน (Food Exchange Lists) ขึ้นมา เพื่อให้คนได้กินอาหารที่หลากหลายชนิด โดยนำเอาอาหารที่มีสารอาหารใกล้เคียงกันในแต่ละหมวดหมู่ มาอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เพื่อสามารถกินทดแทนกันได้ ส่วนมากจะนำอาหารที่ให้สารอาหาร โปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน มาจัดเป็นหมวดหมู่


นายสง่า แนะนำว่า ให้ฉวยโอกาสช่วงหมูแพง หันมากินอาหารที่หลากหลาย โดยกินอาหารที่สามารถมาทดแทนเนื้อหมูได้ เช่น เนื้อปลา เพราะปลามีคุณค่าทางโภชนาการโดยรวมๆใกล้เคียงกับเนื้อหมู มีโปรตีนคุณภาพ ย่อยง่าย มีไขมันต่ำ แต่เป็นไขมันดีเช่น โอเมก้า 3 อยู่สูง ควรกินทั้งปลาน้ำจืดและปลาทะเลสลับกันไป ตามมาด้วยเนื้อไก่ที่มีไขมันต่ำกว่าเนื้อหมู แต่ให้โปรตีนใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ยังมีเนื้อสตว์อื่นๆ อีกมากมาย อาทิ เนื้อวัว เนื้อเป็ด กุ้ง หอย ปู อาหารเหล่านี้จะให้โปรตีนที่ใกล้เคียงกัน คือ ราวๆ 20-30 กรัมต่อน้ำหนัก 100 กรัม


สำหรับคนที่กินมังสวิรัต หรือ คนกินเจ แทบจะไม่เดือดร้อนเลยในภาวะหมูแพง เพราะส่วนใหญ่จะได้โปรตีนจากแหล่งอาหารอื่นที่ไม่ใช่หมู โดยเฉพาะจากถั่วเมล็ดแห้งและผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะให้โปรตีนใกล้เคียงกับเนื้อหมู เนื้อสัตว์ต่างๆ แม้จะไม่สมบูรณ์เท่า เพราะขาดกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีนบางตัวไปบ้างก็ตาม แต่ถ้าเรากินถั่วเมล็ดแห้งควบคู่กับข้าว งา และธัญญพืชอื่นๆ ก็จะทำให้ได้รับกรดอะมิโนหรือโปรตีนที่สมบูรณ์ก็จะเท่าเทียมกับการกินเนื้อหมูได้


ดังนั้น ในช่วงหมูแพง ถ้าเราจะหันมากินมังสวิรัตหรือเจกันบ้างเป็นบางมื้อบางวัน ก็จะทำให้ได้รับประโยชน์จากการกินอาหารทดแทนเนื้อหมูได้ แต่ขอแนะนำให้กินมังสะวิรัตแบบกินไข่และดื่มนมควบคู่กันไป เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะ วิตามิน บี12 ธาตุเหล็ก และ แคลเซี่ยม


ketogenic-low-carbs-diet-food 


นายสง่า บอกว่า ช่วงหมูแพง เราแกล้งเบื่อหมูกันดีไหม? โดยสั่งซื้อหรือปรุงประกอบอาหารแบบไม่ง้อหมู อาทิ ผัดกระเพราไก่ หรือกระเพราปลา ก๋วยเตี๋ยวไก่/ปลา/เป็ด ราดหน้าหรือผัดซีอิ้วไก่ ลาบไก่/ปลา ลาบเต้าหู้ แกงจืดเต้าหู้ ปลาเผา ต้มยำปลา/กุ้ง/ไก่ ปลา/ไก่ทอดกระเทียมพริกไทย ผัดผักรวมใส่ไก่/กุ้ง/ปลา เป็นต้น ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการเสริมอาหารโปรตีนช่วงหมูแพง เราควรเพิ่มการบริโภคไข่ไก่ ไข่เป็ด และดื่มนมให้มากขึ้นตามความเหมาะสมของแต่ละช่วงวัยและสุขภาพของแต่ละคน


 



"เราควรปรับพฤติกรรมการกิน การปรุงประกอบอาหาร ให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อความอยู่รอดอย่างมีความสุข ในช่วงภาวะหมูขึ้นราคาเช่นนี้ โดยการตั้งสติยอมรับความจริง แล้วหาทางออกที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นให้ได้ เมื่อคนไทยส่วนมากทำได้ ผลประโยชน์ที่ตามมาคงไม่ใช่เพียงแค่จะทำให้เราไม่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายซื้อหมูแพงเท่านั้น แต่สุขภาพจิตสุขภาพกายเราก็ยังคงเป็นปกติดีเช่นเดิม คนที่ไม่ปรับตัวในยามหมูแพง หากหมูพูดได้มันก็จะออกมาเยาะเย้ยว่า? "ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก" ในทางตรงกันข้าม ใครที่สามารถนำข้อแนะนำเหล่านี้ไปปฏิบัติได้ คนเหล่านั้นจะเป็นผู้ "ฉลาดรอบรู้ เมื่อหมูแพง" และพูดกับหมูได้เต็มปากว่า? "แม้ขาดหมู ฉันก็ไม่รู้สึก"



 


seafood

Powered by อมรินทร์ทีวีออนไลน์

ข่าวยอดนิยม