
สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกำลังตกอยู่ในจุดเปราะบางที่สุด ท่ามกลางความพยายามในการคลี่คลายวิกฤตความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายสัปดาห์ หลังจากมีการเจรจารอบแรกที่จบลงโดยไม่มีข้อสรุปในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เมื่อวันที่ 11-12 เมษายนที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายพยายามเดินหน้าเจรจาต่อในรอบที่สองโดยมีปากีสถานเป็นตัวกลางประสานงาน
อย่างไรก็ตาม เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (18-19 เมษายน 2026) บรรยากาศการเจรจาต้องเผชิญกับทางตันอีกครั้ง เมื่อทางการเตหะรานประกาศคว่ำบาตรและปฏิเสธที่จะส่งคณะผู้แทนเข้าร่วมเจรจารอบที่สองที่กำหนดไว้ จากการที่สหรัฐฯ ยังคงยืนกรานใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 เมษายน ที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงและยึดเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติอิหร่านชื่อ "ทูสกา" (Touska) ในอ่าวโอมาน ส่งผลให้อิหร่านมองว่านี่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงสั่งให้คณะผู้แทนสหรัฐฯ เดินทางไปยังปากีสถานตามกำหนดการเดิม เพื่อพยายามบีบให้เกิดข้อตกลงก่อนที่เส้นตายการหยุดยิงจะสิ้นสุดลงในวันที่ 22 เมษายนนี้ ฝั่งอิหร่านกลับย้ำชัดเจนว่า "ไม่มีความหวัง" สำหรับการเจรจาภายใต้การปิดล้อมทางทะเล
Spotlight เจาะลึก5 ปมปัญหาสำคัญที่ขวางกั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติ ตั้งแต่โครงการนิวเคลียร์ไปจนถึงการเรียกร้องค่าปฏิกรรมสงครามมหาศาล อุปสรรคเหล่านี้เป็นเพียงข้อต่อรองที่แต่ละฝ่ายพอจะถอยคนละก้าวได้ หรือการเจรจามาถึงทางตันแล้ว?
Aljazeera และ BBC ได้เขียนบทความวิเคราะห์ประเด็นสำคัญที่เป็นอุปสรรคใหญ่ อาจทำให้การเจรจาสันติภาพไม่สามารถบรรลุผลได้ Spotlight ได้รวบรวมและสรุปเป็น 5 ประเด็นดังนี้
สหรัฐอเมริกาได้แสดงท่าทีที่แข็งกร้าวและแน่วแน่บนโต๊ะเจรจา โดยมองว่า โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาคและโลกโดยรวม จึงยื่นข้อเสนอให้อิหร่านต้องยุติกิจกรรมทางนิวเคลียร์ทั้งหมดที่มีอยู่ลงโดยสิ้นเชิง และต้องยอมมอบโอกาสในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคตเพื่อแลกกับสันติภาพที่สหรัฐฯ ต้องการ
ในขณะที่ทางฝั่งรัฐบาลเตหะรานอกมาโต้แย้งอย่างดุเดือด โดยมองว่า โครงการนิวเคลียร์เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ของชาติ อิหร่านจึงปฏิเสธที่จะยุติโครงการไปตลอดกาล แต่ได้เสนอทางออกว่า หากจะต้องมีการจำกัดขอบเขตการทำงานของโครงการลงจริง ๆ จะต้องมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนและมีกำหนดสิ้นสุดเพียงแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น
ล่าสุด ในการเจรจาที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้ยื่นข้อเสนอให้ระงับกิจกรรมการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในอิหร่านเป็นเวลาอย่างน้อย 20 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถสกัดกั้นเส้นทางสู่การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านได้ในระยะยาว
แน่นอนว่า อิหร่านได้ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวและยื่นข้อเสนอสวนกลับมาโดยยินดีที่จะระงับโครงการดังกล่าวเพียง 5 ปีเท่านั้น ตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนี้ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาจุดกึ่งกลางร่วมกันได้ และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้การเจรจารอบแรกในปากีสถานต้องจบลงโดยไร้ข้อสรุป
ในประเด็นด้านคลังสำรองนิวเคลียร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศอ้างว่าสหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงที่อิหร่านยอมส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับสูงจำนวน 400 กิโลกรัมให้แก่สหรัฐฯ เพื่อกำจัดภัยคุกคามในระยะยาว โดยทรัมป์ใช้การประกาศดังกล่าวเพื่อสร้างกระแสว่า สหรัฐฯ กำลังกุมความได้เปรียบในดีลนี้
อย่างไรก็ตาม ทางการอิหร่านได้ออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างของผู้นำสหรัฐฯ อย่างรุนแรง โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านยืนยันว่า ไม่มีการตกลงเรื่องการส่งมอบยูเรเนียมเกิดขึ้นในการเจรจา และอิหร่านจะไม่มีวันยินยอมส่งมอบทรัพยากรนิวเคลียร์ของชาติให้แก่สหรัฐฯ อย่างเด็ดขาด
ความขัดแย้งในข้อมูลที่สวนทางกันนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะใช้การทูตเชิงกดดันผ่านสื่อเพื่อบีบให้อิหร่านต้องจำนนต่อข้อเรียกร้อง ในขณะที่อิหร่านเองก็ต้องการรักษาศักดิ์ศรีและอำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรของชาติ ทำให้ประเด็นยูเรเนียมกลายเป็นเงื่อนไขที่ตึงเครียดที่สุดประเด็นหนึ่งในขณะนี้
อิหร่านพยายามใช้ยุทธศาสตร์ทางการทูตด้วยการประกาศต่อประชาคมโลกอย่างเป็นทางการว่า ช่องแคบฮอร์มุซได้ถูกเปิดให้เป็นเส้นทางเดินเรือเชิงพาณิชย์โดยสมบูรณ์แล้ว เพื่อลดแรงกดดันจากนานาชาติและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดพลังงานโลก ในช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดของความขัดแย้ง
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติสถานการณ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะสหรัฐฯ ยังคงบังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลอย่างแข็งกร้าว จนนำไปสู่การเผชิญหน้าและยึดเรือสินค้าอิหร่านในอ่าวโอมาน ส่งผลให้อิหร่านเปลี่ยนท่าทีตอบโต้ ประกาศว่า หากสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมท่าเรือของตน ก็จะไม่มีเรือลำใดสามารถผ่านช่องแคบนี้ไปได้เช่นกัน
ดังนั้น การประกาศเปิดช่องแคบของอิหร่านจึงเป็นเพียงฉากหน้าทางการเมืองเท่านั้น ในความเป็นจริง ช่องแคบฮอร์มุซกลับกลายเป็นพื้นที่ที่ตึงเครียดและอันตรายยิ่งกว่าเดิม เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงใช้การปิดล้อมเป็นเครื่องมือต่อรองหลัก ในขณะที่อิหร่านก็พร้อมจะยกระดับความรุนแรงเพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการปิดล้อมดังกล่าว
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านได้ผลักดันประเด็นเรื่องสินทรัพย์ที่ถูกอายัดให้เป็นวาระสำคัญบนโต๊ะเจรจา โดยมองว่า การที่สหรัฐฯ และนานาชาติอายัดทรัพย์สินของอิหร่านไว้เป็นมาตรการที่ไม่เป็นธรรมและสร้างความเดือดร้อนต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างร้ายแรง ซึ่งการจะก้าวไปสู่ข้อตกลงที่ยั่งยืนได้นั้น สหรัฐฯ จำเป็นต้องแสดงความจริงใจด้วยการผ่อนปรนมาตรการเหล่านี้
ข้อเรียกร้องหลักของอิหร่านคือ การขอให้สหรัฐฯ ปลดล็อกสินทรัพย์ของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ทั่วโลก ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อนำเงินเหล่านี้กลับมาฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของชาติ และหากได้รับการปลดล็อก อิหร่านถึงจะพิจารณาประเด็นการผ่อนปรนในหัวข้ออื่น ๆ ที่สหรัฐฯ ต้องการต่อไป
อิหร่านยังคงแสดงจุดยืนที่หนักแน่นในการเรียกร้องค่าชดเชยจากความเสียหายที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาของความขัดแย้ง โดยมองว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นต้นเหตุของการโจมตีที่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานและส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนชาวอิหร่านอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่สหรัฐฯ ต้องชดใช้ให้แก่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด
ตัวเลขความเสียหายที่อิหร่านประเมินไว้นั้นสูงถึงประมาณ 270,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเงินจำนวนนี้ไม่เพียงแต่จะนำไปใช้ในการซ่อมแซมประเทศ แต่ยังเปรียบเสมือนเครื่องพิสูจน์ถึงความรับผิดชอบของสหรัฐฯ ต่อการกระทำในอดีต ทำให้ประเด็นเรื่องค่าปฏิกรรมสงครามนี้ กลายเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและความยุติธรรมที่ชาวอิหร่านไม่ต้องการที่จะยอมลดราวาศอกในระหว่างการเจรจา