
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 โลกต้องสั่นสะเทือนเมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการ "Operation Epic Fury" โจมตีอิหร่านอย่างสายฟ้าแลบจนนำไปสู่การสูญเสียผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี สถานการณ์ก็ทวีความรุนแรงขึ้นทันทีเมื่ออิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงพลังงานโลกถึง 20% ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวละครหลักที่ใช้โซเชียลมีเดีย และวาทกรรมรุนแรงกดดันขั้นสูงสุด เขาไม่ได้เพียงแค่สั่งการในห้องวอร์รูม แต่ใช้ Truth Social เป็นกระดานขีดเส้นตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อบีบให้อิหร่านยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
Spotlight ชวนย้อนรอยคำขู่ในแต่ละครั้ง ทรัมป์พูดหรือโพสต์ว่าอะไรบ้าง ที่เป็นวดีเด็ดจนหลายสำนักข่าวต้องหยิบขึ้นมาพาดหัว
"หากอิหร่านไม่ เปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ ภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้า สหรัฐฯ จะ โจมตีและทำลายโรงไฟฟ้าต่าง ๆ ของพวกเขาให้สิ้นซาก โดยจะเริ่มจากโรงที่ใหญ่ที่สุดก่อน แล้วจึงไล่เรียงลำดับลงมา นอกจากนี้เรายังเตรียมพร้อมที่จะทำลายสะพานหลักทุกแห่งในประเทศนี้ด้วย จงเปิดช่องแคบเดี๋ยวนี้!"
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2026 ทรัมป์เปิดฉากคำขู่แรกผ่าน Truth Social โดยตั้งเป้าไปที่ "โครงสร้างพื้นฐาน" ของพลเรือนเป็นครั้งแรก เขาขู่จะถล่มโรงไฟฟ้าไล่เรียงจากโรงที่ใหญ่ที่สุดลงมา รวมถึงสะพานทั่วประเทศ หากอิหร่านไม่ยอมเปิดทางเดินเรือใน 48 ชั่วโมง คำขู่นี้ทำให้เกิดภาวะตื่นตระหนกไปทั่วตลาดหุ้นโลก
เมื่อครบกำหนดในวันที่ 23 มีนาคม ทรัมป์กลับ "หักมุม" ด้วยการประกาศระงับการโจมตีชั่วคราว 5 วัน โดยอ้างว่าการเจรจาลับเริ่มมีความคืบหน้า ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นการซื้อเวลาเพื่อดูท่าทีของผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน
"ผมให้เวลาพวกเขาสูงสุดอีก 10 วันเพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาจริงจังแค่ไหน ถ้าช่องแคบนั่นไม่เปิดกว้างภายในวันที่ 6 เมษายน จะไม่มีไฟฟ้าหรือสะพานหลงเหลืออยู่ในอิหร่านมากพอที่จะเรียกมันว่า 'ประเทศ' ได้อีกต่อไป พวกเขากำลังเล่นกับไฟ และผมมีสายฉีดน้ำที่ใหญ่ที่สุด!"
หลังจากเส้นตายแรกสิ้นสุดลงโดยไม่มีการเปิดช่องแคบอย่างเป็นทางการ ทรัมป์ยกระดับคำขู่ในวันที่ 26 มีนาคม 2026 ผ่านทั้งโซเชียลมีเดียและการให้สัมภาษณ์สื่อ โดยครั้งนี้เขาไม่ได้ขู่แค่ทำลายโรงไฟฟ้า แต่ขู่ถึงขั้นลบความเป็นประเทศ ของอิหร่านทิ้ง หากไม่ยอมเปิดทางเดินเรือภายในวันที่ 6 เมษายน พร้อมใช้สำนวนเปรียบเทียบแสนยานุภาพของสหรัฐฯ ว่าเป็นสายฉีดน้ำขนาดมหึมาที่จะดับไฟของอิหร่าน
ในช่วงรอยต่อของเส้นตายนี้ สหรัฐฯ ได้พิสูจน์ว่า ไม่ได้ขู่เล่นด้วยการส่งฝูงบินเข้าถล่ม "สะพาน B1" ซึ่งเป็นสะพานยุทธศาสตร์สำคัญในอิหร่านจนพินาศ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า โครงสร้างพื้นฐานที่เหลือในรายการของทรัมป์จะถูกทำลายรายวันหากยังไม่มีการขยับเขยื้อนจากฝั่งเตหะราน
"ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว เครื่องบินอยู่บนฟ้า เป้าหมายถูกล็อคไว้หมดแล้ว หากระบอบเตหะรานไม่ขยับภายในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ อารยธรรมทั้งอารยธรรมอาจพินาศในคืนนี้ วันอังคารจะเป็น 'วันแห่งโรงไฟฟ้าและสะพาน' หากช่องแคบไม่เปิดภายในเวลา 20.00 น. นี่คือโอกาสสุดท้าย สุดท้ายจริงๆ ผมไม่อยากทำหรอก แต่ผมจะทำ ทำสันติภาพให้เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้!"
คืนวันที่ 6 เมษายน 2026 กลายเป็นค่ำคืนที่โลกหยุดหายใจ เมื่อทรัมป์โพสต์คำขาดสุดท้ายที่ระบุวันและเวลาอย่างชัดเจนคือ วันอังคารที่ 7 เมษายน เวลา 20.00 น. (ตามเวลาฝั่งตะวันออก) เขาประกาศกร้าวว่า นี่คือ "โอกาสสุดท้ายของสุดท้าย" โดยใช้คำที่รุนแรงถึงขั้นว่าอารยธรรมอิหร่านอาจหายไปในชั่วข้ามคืน หากเป้าหมายที่ถูกล็อคไว้ในระบบอาวุธของสหรัฐฯ ถูกสั่งเดินหน้าตามกำหนดการ
ก่อนจะถึงกำหนดเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ปากีสถานได้ก้าวเข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจานาทีสุดท้าย จนสามารถบรรลุ "ดีลหยุดยิง 2 สัปดาห์" ได้สำเร็จ สหรัฐฯ ยอมระงับคำสั่ง "Power Plant Day" แลกกับการที่อิหร่านยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นการชั่วคราวเพื่อลดแรงกดดันจากนานาชาติ และตกลงที่จะส่งตัวแทนไปเริ่มเจรจาสันติภาพระยะยาวที่กรุงอิสลามาบัดในทันที ซึ่งถือเป็นการปิดฉากช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดของปี 2026 ลงชั่วคราว
หลังจากมีประกาศหยุดยิง สถานการณ์ความตึงเครียดอาจเริ่มจางลงชั่วคราวพร้อมกับการปรับตัวลงของราคาน้ำมันโลกที่ดิ่งลงทันที แต่โลกยังไม่อาจละสายตาจากท่าทีของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แม้แต่นาทีเดียว เพราะนี่คือการหยุดยิงที่แขวนอยู่บนเงื่อนไข "การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย"
สายตาของทุกประเทศทั่วโลกกำลังจับจ้องไปที่ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ในวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2026 นี้ ซึ่งจะเป็นการเปิดโต๊ะเจรจาทางการครั้งแรกระหว่างผู้แทนระดับสูงของทั้งสองฝ่าย โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลาง เพื่อเปลี่ยนผ่านจากข้อตกลง 10 ประการของอิหร่านไปสู่สนธิสัญญาสันติภาพที่ยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายกังวลว่าหากรายละเอียดในประเด็น "การผ่อนปรนคว่ำบาตร" หรือ "ขอบเขตอิทธิพลในภูมิภาค" ไม่เป็นที่ตกลงกันได้ภายในเวลาอันสั้น แผนสันติภาพนี้อาจพังทลายลง เมื่อนั้นเราอาจจะได้เห็น "คำขู่ระลอกที่ 4" จากปลายนิ้วของทรัมป์อีกครั้ง