
สงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่าน ดำเนินมาจวนจะครบ 2 สัปดาห์ สร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง ยิ่งเมื่อรวมกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 เส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก เรียกได้ว่าประเทศส่วนใหญ่ต่างต้องแบกรับผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้า อย่างน้อยที่สุดคือภาระจากราคาน้ำมันและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น
วันนี้ Spotlight จะพาทุกท่านไปสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศต่าง ๆ ที่ต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลเป็นพิเศษ (หรือบางประเทศที่อาจได้รับประโยชน์) จากสงครามตะวันออกกลางในปี 2569 นี้ นอกเหนือจาก 3 ประเทศคู่กรณีหลักอย่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน
การโจมตีที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางครั้งนี้ คือสิ่งที่แม้แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเผยว่า เขารู้สึกประหลาดใจ โดยเฉพาะความประหลาดใจที่อิหร่านตัดสินใจเปิดฉากยิงโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน และสามารถมุ่งเป้าไปยังฐานทัพของสหรัฐอเมริกาได้เป็นจำนวนมากถึงเพียงนี้
นอกจากนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม ที่ผ่านมา กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้เปิดเผยข้อมูลว่า 60% ของการโจมตีนั้นพุ่งเป้าไปที่ฐานทัพสหรัฐอเมริกาในประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนที่เหลือพุ่งเป้าไปที่ประเทศอิสราเอล ขณะเดียวกัน ทางด้านอิสราเอลเองก็ยังคงเปิดปฏิบัติการโจมตีโต้กลับไปยังอิหร่านและเลบานอนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของประชาชน และยอดผู้เสียชีวิตยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล
บทความของสำนักข่าว CNN ระบุว่า ไม่มีประเทศใดในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงไปกว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE โดยข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลระบุว่า มีขีปนาวุธและโดรนมากกว่า 1,700 ลูก ถูกยิงเข้าใส่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่วันที่สงครามเริ่มต้นขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่มากกว่าประเทศใดในภูมิภาคจะได้รับ
แม้ว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศจะสามารถสกัดกั้นอาวุธเหล่านั้นเอาไว้ได้ถึง 90% แต่ขีปนาวุธหลายลูกก็ยังคงหลุดรอดและตกลงบนอาคารบ้านเรือน สำนักงาน รวมถึงบนท้องถนนในเขตที่มีประชากรพลุกพล่าน เหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 4 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 114 คน โดยเฉพาะที่เมืองดูไบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญของโลก ได้กลายเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีด้วยขีปนาวุธจำนวนมาก
ฟาวาซ เกอร์เกส (Fawaz Gerges) ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศประจำวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (LSE) ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ถึงเหตุผลที่ดูไบกลายเป็นเป้าหมายสำคัญในครั้งนี้ว่า:
“ดูไบคือศูนย์กลางของโลกาภิวัตน์ ผู้นำของอิหร่านมองว่าดูไบเปรียบเสมือนฐานรากของระบบเศรษฐกิจสำหรับโลกตะวันตก... การโจมตีดูไบจึงส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงเศรษฐกิจทั้งโลก ไม่ใช่เพียงแค่ในดูไบหรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เท่านั้น”
ประเด็นเรื่อง “ภาพลักษณ์” คือสิ่งสำคัญที่สุด แม้ว่าจะไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีในดูไบ แต่ภาพเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นหน้าโรงแรมนานาชาติขนาดใหญ่ และภายในสนามบินนานาชาติดูไบ ก็สามารถดึงดูดความสนใจจากสายตาชาวโลกได้เป็นอย่างดี และมีผลกระทบต่อทางด้านจิตวิทยาอย่างมหาศาลว่าสถานการณ์ในขณะนี้ทวีความรุนแรงและจริงจังเพียงใด
ศาสตราจารย์เกอร์เกสยังชี้ให้เห็นว่า ดูไบเคยเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจให้แก่อิหร่านมาอย่างยาวนาน ในช่วงที่รัฐบาลอิหร่านถูกคว่ำบาตรจากโลกตะวันตก ทว่าสถานการณ์ในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และอิหร่านอาจจะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นนานหลายทศวรรษ
ทางด้าน จามาล อัล มูชารัค (Jamal Al Musharakh) ผู้แทนถาวรของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประจำสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ ณ กรุงเจนีวา ได้ออกมาเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศร่วมกันประณามการโจมตีเหล่านี้ และขอให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ มูชารัคได้สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคส่วนต่าง ๆ ในประเทศ โดยระบุว่า การดำเนินชีวิตของพลเมืองยังคงเป็นไปตามปกติ ภาคส่วนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการเงินยังคงเดินหน้าต่อไปได้
องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ระบุเมื่อวันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พุทธศักราช 2569 ว่า สงครามที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางได้บีบบังคับให้ประชาชนในเลบานอนมากกว่า 700,000 คน จำเป็นต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยเดิมภายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
เลบานอนถูกดึงเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งในสงครามครั้งนี้ เนื่องจากกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ได้เปิดฉากยิงโจมตีอิสราเอล เพื่อล้างแค้นให้แก่อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ซึ่งถูกลอบสังหารโดยปฏิบัติการของสหรัฐอเมริกา
ทางด้านอิสราเอลได้ปฏิบัติการโจมตีโต้กลับเลบานอนทันที และเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 500 คน โดยเจ้าหน้าที่ทางการของเลบานอนกล่าวว่า ยอดผู้เสียชีวิตยังคงเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยเกือบ 100 คนในแต่ละวัน
บาห์เรนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่อิหร่านเริ่มปฏิบัติการโจมตีฐานทัพของสหรัฐอเมริกาภายในประเทศตั้งแต่การโจมตีระลอกแรก โดยเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 มีรายงานผู้เสียชีวิตเป็นหญิงวัย 29 ปี 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีก 8 คน เมื่ออิหร่านโจมตีกรุงมานามา และโดรนโจมตีพุ่งเข้าใส่อาคารที่อยู่อาศัย
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 รัฐบาลบาห์เรนยังกล่าวว่า การโจมตีกระทบ โรงกลั่นน้ำ ซึ่งใช้กลั่นน้ำเค็มเป็นน้ำจืดเพื่อล่อเลี้ยงประชากร กระทรวงมหาดไทยบาห์เรนกล่าวถึงความเสียหาย
“การโจมตีของอิหร่านด้วยระเบิดไร้ทิศทาง สร้างความเสียหายให้พื้นที่พลเรือน และการโจมตีด้วยโดรนยังสร้างความเสียหายให้โรงกลั่นน้ำ ทำให้น้ำสำรองที่มีไว้ให้กว่า 30 หมู่บ้านได้รับผลกระทบ” เขากล่าว แต่ก็ย้ำต่อว่า สหรัฐอเมริกาเป็นผู้เริ่มสงคราม
“การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านเป็นการกระทำที่อันตรายและมีผลร้ายแรงตามมา สหรัฐอเมริกาเป็นคนเริ่มบรรทัดฐานนี้ ไม่ใช่อิหร่าน”
มีโรงกลั่นน้ำราว 850 แห่งในพื้นที่กลุ่มประเทศอ่าว ส่วนมากใช้พลังงานจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ น้ำจืดที่กลั่นจากน้ำเค็มกว่า 40% ของโลกผลิตในภูมิภาคนี้ และน้ำดื่มส่วนมากของบาห์เรนก็ผลิตจากโรงกลั่นประเภทดังกล่าว
อิรักเป็นอีกประเทศที่ได้รับแรงกระแทกจากความรุนแรงในพื้นที่ และกระทบความไม่มั่นคงในประเทศที่มีอยู่เดิม หลังจากกองกำลังติดอาวุธที่เป็นพันธมิตรของอิหร่าน อาทิ Popular Mobilization Forces (PMF) หรือ กองกำลังระดมมวลชน ได้พุ่งเป้าโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาค และพยายามบุกรุกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงแบกแดด สหรัฐอเมริกาจึงตอบโต้ด้วยการโจมตีที่มั่นของกลุ่ม PMF
สิ่งนี้ตอกย้ำว่าอิรักมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับการยกระดับความรุนแรงอย่างรวดเร็วจากสหรัฐอเมริกา และอาจมีกิจกรรมบริเวณชายแดนอิรัก-อิหร่านมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงและมนุษยธรรม
สิ่งที่อิรักต้องแบกรับมากอีกส่วนคือ ความเสียหายทางเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงด้านพลังงานและเส้นทางการส่งออก รวมถึงการลดปริมาณการส่งออกน้ำมัน นั่นเพราะอิรักพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากอิหร่านมาก ทำให้ตอนนี้อิรักเปราะบางต่อการขาดแคลนพลังงาน และสร้างความกังวลให้แก่ประชาชนเป็นวงกว้าง
ยิ่งเมื่อรวมกับการจัดตั้งรัฐบาลที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2568 ที่ทำให้การเมืองภายในขาดเสถียรภาพและความมั่นคง ปัญหาจากภายนอกก็อาจลุกลามกลายเป็นปัญหาความมั่นคงภายในได้
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ขีปนาวุธจากอิหร่านได้โจมตีเข้าที่ค่ายสนามของเยอรมนีในจอร์แดน ในฐานทัพอากาศอัล-อัซราก อาคารที่พักของทหารเยอรมนีได้รับความเสียหาย แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ย้ายที่พักอาศัยก่อนหน้าได้ทันเวลา
นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจมหาภาค ออร์สัน การ์ด คาดการณ์ว่า ความขัดแย้งครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจอร์แดน แต่ในวงที่จำกัด
“เราประเมินว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างจำกัด ดังนั้นเราจึงได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจอร์แดนในปี 2569 ลงเล็กน้อย จาก 2.9% เป็น 2.7%” เขากล่าว
การ์ดเสริมว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของจอร์แดนที่หดตัวลงจะเป็นผลมาจากการท่องเที่ยวขาเข้าที่ลดลง เนื่องจากการลดเที่ยวบินในไตรมาสที่ 2 และ 3 เขาคาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงอย่างมาก
ความเสียหายด้านความมั่นคงจะทำให้การค้าทางบกกับอิรักและซีเรียลดลง และความพยายามในการกระจายฐานเศรษฐกิจของจอร์แดนในปัจจุบันต้องล่าช้าลง ประกอบกับการที่อิสราเอลระงับการส่งออกก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลัก จะทำให้จอร์แดนต้องหันไปใช้พลังงานทางเลือก ซึ่งมีราคาสูงกว่า
นอกจากนี้ บริษัทต่าง ๆ จะชะลอการลงทุนด้านสินทรัพย์ถาวร ท่ามกลางความไม่แน่นอนในระดับภูมิภาค แรงกดดันด้านภาษี และต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาคเอกชนและการเติบโตในระยะสั้น
ในขณะที่นานาชาติต่างได้รับผลกระทบทางลบ ทั้งความรุนแรงจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ วิกฤตเศรษฐกิจ และการขาดแคลนพลังงานสำรอง แต่ด้านรัสเซียกลับเป็นชาติที่สำนักข่าวหลายแห่งมองว่า อาจเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากสงครามครั้งนี้
ประโยชน์ที่ว่าของรัสเซียมาจากวิกฤตด้านพลังงานนั่นเอง ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นประกอบกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรชั่วคราว ได้ช่วยหนุนทั้งมูลค่าและปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของรัสเซีย ซอล คาโวนิก หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านพลังงานจาก MST Marquee ระบุว่า ตอนนี้รัสเซียสามารถโกยรายได้จากราคาพลังงานได้
“รัสเซียอยู่ในสถานะที่จะโกยรายได้จากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสหรัฐอเมริกาได้ผ่อนคลายข้อจำกัดในการขายน้ำมันดิบของรัสเซียให้แก่ประเทศอินเดีย” เขากล่าว
และแม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะพยายามทุเลาสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งทะยาน ด้วยการส่งสัญญาณว่าสงครามจะจบลงในเร็ว ๆ นี้ แต่ราคาน้ำมันที่ลดลงมา 7% ก็ยังคงสูงกว่าราคาก่อนเกิดสงครามอยู่ถึง 27%
แม้ว่าที่ผ่านมา รัสเซียจะถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก เนื่องจากการทำสงครามกับยูเครน แต่การที่ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นนั้น หมายถึงรายได้ของรัฐที่แข็งแกร่งขึ้นโดยตรง และการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีมาตรการผ่อนปรนน้ำมันให้แก่ประเทศอินเดีย หมายความว่าประเทศอินเดียสามารถซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียต่อไปได้
เฮนนิง โกลอิสเตน กรรมการผู้จัดการฝ่ายพลังงานและทรัพยากรของ Eurasia Group กล่าวถึงราคาขายน้ำมันที่เพิ่มมากขึ้นว่า: "มีการซื้อขายน้ำมันกันอยู่ที่ประมาณ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งในด้านราคาและปริมาณการขายสำหรับรัสเซีย" เขากล่าว เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่านที่มีราคาอยู่ที่ประมาณ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น
จีนซึ่งออกมาประกาศตัวไม่สนับสนุนสงครามครั้งนี้ และย้ำว่า สงครามครั้งนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น กลายเป็นอีกหนึ่งประเทศที่อาจได้รับผลเสียทางอ้อมจากสงคราม เจมส์ คิงจ์ นักวิจัยอาวุโส ด้านจีนและกิจการโลก ประจำแผนกเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า การโจมตีเวเนซุเอลาและอิหร่านของสหรัฐอเมริกาอาจเปิดเผยถึงการแทรกแซงทางเศรษฐกิจของจีน
จีนมีความสัมพันธ์กับทั้งเวเนซุเอลาและอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า การทูต พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และแม้แต่ความร่วมมือทางทหาร
จีนมีข้อตกลง "หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน" กับอิหร่าน ซึ่งถือเป็นระดับความสัมพันธ์ทางการทูตขั้นสูงสุดในลำดับชั้นของจีน โดยมีการลงทุนมหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ภายใต้ความสัมพันธ์นี้ ทั้งสองชาติได้ลงนามในข้อตกลงระยะยาว 25 ปี มูลค่า 4 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2564 เพื่อลงทุนในภาคพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบธนาคารของอิหร่าน ส่วนหนึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนกับการส่งออกน้ำมันในราคาลดพิเศษให้แก่จีน
ในปี 2568 ที่ผ่านมา คาดการณ์ว่า อิหร่านส่งออกน้ำมันไปยังจีนมากกว่า 80% ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงรัฐบาลอิหร่าน
นอกจากนี้ จีนยังได้เข้ามามีส่วนร่วมในอิหร่าน รวมถึงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายใหม่จากกรุงเตหะรานไปยังเมืองฮามาดานและซานันดาจ รวมถึงจากเมืองเคอร์มานชาห์ไปยังเมืองโคสราวี นอกจากนี้ รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า กำลังมีการพัฒนาท่าเรือ สนามบิน และระบบนำร่องต่าง ๆ รวมถึงโครงการยกระดับโรงกลั่นน้ำมันอาบาดานมูลค่า 2.1 พันล้านดอลลาร์ที่กำลังดำเนินการอยู่
“แต่ในเวลานี้ เมื่อสหรัฐอเมริกาเริ่มเปิดฉากโจมตีพันธมิตรของจีน รวมถึงพุ่งเป้าไปที่สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของจีน เช่น ท่าเรือสองแห่งในคลองปานามาที่ควบคุมโดยบริษัทสัญชาติฮ่องกง ปักกิ่งกำลังเริ่มตระหนักว่า ยุทธศาสตร์การผูกมิตรกับบรรดาชาติที่เป็นศัตรูกับสหรัฐอเมริกานั้น กำลังย้อนกลับมาสร้างความเสี่ยงต่อผลประโยชน์บางประการของตนเอง” เขาเขียนไว้ในบทความ
สมรภูมิในอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงสงครามไกลห่างสำหรับสหภาพยุโรป แต่อาจส่งผลกระทบถึงความมั่นคงของอียูได้ด้วย สิ่งแรกที่เห็นคือ ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปเพิ่มขึ้นแล้วมากกว่า 40% เนื่องจากการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากประเทศกาตาร์หยุดชะงักลง
สำนักงานผู้ลี้ภัยแห่งสหภาพยุโรป (EUAA) กำลังเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม โดยเจ้าหน้าที่ได้ออกมาเตือนว่า หากมีผู้คนจำนวนมากถูกบังคับให้ต้องหลบหนีออกจากประเทศอิหร่าน ซึ่งมีประชากรประมาณ 90 ล้านคน สหภาพยุโรปอาจต้องเผชิญกับคลื่นผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
และแน่นอนว่า พลังงานคือส่วนที่สหภาพยุโรปได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากเดิมที่เผชิญกับความไม่มั่นคงสะสมมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2565 จากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้รัฐบาลของชาติต่าง ๆ ต้องใช้เงินงบประมาณมหาศาลเพื่อช่วยเหลือครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม หลังจากกระแสความกังวลเรื่องการขาดแคลนพลังงานแพร่สะพัดไปทั่วทั้งยุโรป และในขณะนี้เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
รัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศ G7 จึงได้จัดการประชุมด่วนในวันเดียวกัน และแถลงว่าพวกเขา "พร้อม" ที่จะ "ดำเนินมาตรการที่จำเป็น" ซึ่งรวมถึงการนำน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินออกมาใช้งาน
เศรษฐกิจของประเทศอียิปต์ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามในประเทศอิหร่าน เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศอียิปต์เองยังไม่ฟื้นตัวดีจากผลกระทบของการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ซึ่งทิ้งร่องรอยความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทาน ระบบการขนส่ง และการค้าโลก
ประธานาธิบดีอียิปต์ อับดุลฟัตตาห์ อัสซีซี กล่าวระหว่างการพบปะกับอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ว่า การจราจรทางเรือที่ลดลงทำให้คลองสุเอซสูญเสียรายได้ไปมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยิ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรเงินตราต่างประเทศของประเทศ และเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้เขายังได้ระบุว่า:
“การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนและราคาของน้ำมัน รัฐบาลอียิปต์จึงจำเป็นต้องศึกษาฉากทัศน์หรือสถานการณ์จำลองทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้น” เขากล่าวการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้การเดินเรือในทะเลแดงและคลองสุเอซลดลง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศที่สำคัญที่สุดของประเทศอียิปต์