
จีนไม่ต้องยิงปืนแม้แต่นัดเดียว เพียงแค่ปล่อยให้อเมริกา ต้องบริหารหลายสมรภูมิพร้อมกัน ต้นทุนเชิงยุทธศาสตร์ก็จะเพิ่มขึ้นเอง นอกจากนี้ การที่อเมริกาภายใต้ทรัมป์เริ่มกดดันไปยังประเทศอื่นให้มีส่วนร่วมในการโจมตี อาจทำให้เพิ่มแรงต้านกับอเมริกา และเปลี่ยนจากมิตรเป็นฝ่ายตรงข้ามชั่วคราว และเข้าทางจีน
เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางลุกลามจนผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต สายตาทั่วโลกหันมามองจีนในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของอิหร่าน ผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของประเทศนี้ และคู่แข่งอันดับ 1 ของอเมริกา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่การเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง โดยจีนออกประณามการใช้กำลัง เรียกร้องหยุดยิง ย้ำหลักอธิปไตย และผลักดันการเจรจา ซึ่ง หวัง อี้ ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศ ผู้กุมบังเหียนด้านต่างประเทศโดยตรงของจีน ติดต่อทั้งอิหร่านและอิสราเอล แต่จีนไม่ส่งอาวุธ ไม่ประกาศค้ำประกันความมั่นคง และไม่ยกระดับความขัดแย้งกับอเมริกาโดยตรง แต่วางตัว “นิ่ง” และกดดันด้วยถ้อยคำทางการทูต ที่ถือเป็นสูตรคลาสสิกที่เราเห็นจากจีนมาโดยตลอดหลายปีนี้
ในโลกออนไลน์เริ่มมีข่าวลือและการคาดเดาว่า จีนอาจมีบทบาทเบื้องหลังบางรูปแบบในการสนับสนุนขีดความสามารถของอิหร่าน ไม่ว่าจะในเชิงเทคโนโลยี ระบบเรดาร์ การเฝ้าระวัง หรือองค์ความรู้ทางการทหาร ข่าวลือเหล่านี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน และจีนเองไม่ได้ออกมายอมรับหรือแสดงท่าทีใด ๆ นอกเหนือจากการย้ำจุดยืนเดิมว่าต้องการเห็นการเจรจาและสันติภาพ
มีสิ่งหนึ่งที่ต้องทราบว่า ในเกมมหาอำนาจ การเคลื่อนไหวจำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้นบนเวทีสาธารณะ แต่มักมี “หลังม่าน” สิ่งที่ประกาศต่อสื่อกับสิ่งที่ดำเนินการเชิงยุทธศาสตร์อาจไม่เหมือนกันเสมอไป และการที่จีนไม่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ได้แปลว่าจีนไม่มีการคำนวณเชิงลึกอยู่เบื้องหลัง
สิ่งหนึ่งที่ประเมินได้ค่อนข้างชัดคือ จีนไม่ต้องการที่จะเห็นอิหร่านล่มสลายโดยสิ้นเชิง อิหร่านไม่ใช่เพียงแหล่งพลังงานสำคัญของจีน แต่เป็น “กันชนทางภูมิรัฐศาสตร์” ของจีนในตะวันออกกลาง หากอิหร่านถูกแทนที่ด้วยรัฐบาลที่ใกล้ชิดตะวันตกมากขึ้น อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา ในภูมิภาคจะขยายตัว และพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่จีนใช้ถ่วงดุลจะหดแคบลงทันที
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือระยะยาวกับอิหร่าน ครอบคลุมพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการเชื่อมต่อทางโลจิสติกส์ โครงการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการค้าขายระยะสั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ในการเชื่อมโยงยูเรเชียเข้ากับเครือข่ายเศรษฐกิจของจีน การสูญเสียอิหร่านจึงไม่ใช่เพียงการสูญเสียซัพพลายเออร์น้ำมัน แต่คือการสูญเสียจุดยุทธศาสตร์บนแผนที่ภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม จีนต้องดำเนินการในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างระมัดระวัง แม้จะมีความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับอิหร่าน แต่จีนเองก็มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจและพลังงานอย่างใกล้ชิดกับซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และรัฐอ่าวอาหรับอื่น ๆ ในหลายมิติ ทั้งด้านพลังงาน การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี
ความเชื่อมโยงเหล่านี้ทำให้จีนต้องคำนึงถึงสมดุลของทั้งภูมิภาค ไม่ใช่เฉพาะความสัมพันธ์กับอิหร่านเพียงฝ่ายเดียว โดยเฉพาะในบริบทของความอ่อนไหวด้านศาสนาและการแข่งขันเชิงอิทธิพลระหว่างมหาอำนาจ จีนจึงจำเป็นต้องบริหารความสัมพันธ์อย่างระมัดระวังเพื่อรักษาผลประโยชน์ระยะยาวของตนเอง
ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2023 จีนยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งช่วยยกระดับบทบาทของจีนในฐานะผู้เล่นทางการทูตในตะวันออกกลาง หากจีนเลือกข้างอิหร่านอย่างเปิดเผยในความขัดแย้งทางทหาร ความสมดุลกับรัฐอ่าวอาหรับจะสั่นคลอนทันที และภาพลักษณ์ “ผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นกลาง” ก็อาจถูกตั้งคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ความนิ่งของจีนไม่ได้เป็นเพียงปฏิกิริยาทางการทูตต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้า หากสอดคล้องกับกรอบวาทกรรมที่จีนสร้างและผลักดันมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา นั่นคือการเคารพอธิปไตย การไม่แทรกแซงกิจการภายใน และการแก้ไขข้อพิพาทผ่านการเจรจา หลักการเหล่านี้ถูกยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอระเบียบโลกแบบ “โลกหลายขั้ว” หรือการร่วมมือแบบพหุภาคี ที่จีนใช้แข่งขันเชิงแนวคิดกับอเมริกา
สำหรับจีน ประเด็นอธิปไตยไม่ใช่คำกลาง ๆ แต่เป็นเส้นแดงทางยุทธศาสตร์ จีนมองว่าตนเองเผชิญแรงกดดันจากภายนอกในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนความสัมพันธ์ทางการเมืองและการทหารระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวัน การเดินเรือและการซ้อมรบร่วมของชาติตะวันตกในทะเลจีนใต้ การวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นซินเจียงและสิทธิมนุษยชน รวมถึงการสร้างกรอบพันธมิตรด้านความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิกที่จีนมองว่าเป็นการ “ล้อม” ทางยุทธศาสตร์
ในมุมมองของจีน สิ่งเหล่านี้คือรูปแบบหนึ่งของการแทรกแซงกิจการภายในและการบ่อนทำลายอธิปไตย เมื่อเกิดกรณีอิหร่าน จีนจึงใช้ถ้อยคำที่หนักแน่นเกี่ยวกับการละเมิดอธิปไตยและการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เพราะนี่คือการสะท้อนกลับเชิงหลักการ หากสหรัฐฯ ยืนยันว่าตนเองยึดมั่นในกฎระเบียบสากลและกติกาที่ตั้งอยู่บนกฎหมายระหว่างประเทศ จีนก็พร้อมจะตั้งคำถามว่า การโจมตีผู้นำของรัฐที่มีอธิปไตยสอดคล้องกับกติกานั้นเพียงใด
การยืนบนหลักการเดียวกันในกรณีอิหร่านจึงเป็นการปกป้องกรอบวาทกรรมของจีนเอง หากจีนเงียบหรือยอมรับการใช้กำลังโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโดยง่าย กรอบ “ไม่แทรกแซง” ที่จีนใช้ตอบโต้กรณีไต้หวันหรือทะเลจีนใต้ก็จะอ่อนแรงลงทันที
มิติสำคัญอีกประการคือการแข่งขันเพื่อชิงความชอบธรรมในสายตาประเทศกำลังพัฒนา จีนพยายามวางตัวเป็นมหาอำนาจที่ไม่ผูกมิตรกับประเทศอื่นผ่านเงื่อนไขด้านการเมืองภายใน ไม่กำหนดรูปแบบการปกครอง และไม่ใช้กำลังเพื่อบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล การเน้นอธิปไตยในกรณีอิหร่านจึงสอดคล้องกับภาพลักษณ์ที่จีนพยายามสร้างในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา ว่า จีนเคารพเส้นแบ่งระหว่างกิจการภายในกับกิจการระหว่างประเทศมากกว่าสหรัฐฯ
ในเวลาเดียวกัน จีนยังใช้แนวคิด “ต่อต้านการแบ่งแยกเศรษฐกิจโลก” และคัดค้าน decoupling เป็นส่วนหนึ่งของ narrative หรือเรื่องเล่า ที่ใหญ่กว่า จีนเสนอว่าระเบียบโลกควรตั้งอยู่บนความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่การใช้กำลังทางทหารหรือมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียว ดังนั้น ทุกครั้งที่เกิดการใช้กำลังโดยไม่ผ่านฉันทามติพหุภาคี จีนจะย้ำว่าแนวทางดังกล่าวกำลังทำลายเสถียรภาพของระบบโลก และบ่อนทำลายโลกาภิวัตน์ที่ควรเป็นประโยชน์ร่วมกัน
หากมองในกรอบนี้ ความนิ่งของจีนจึงไม่ใช่การถอย แต่เป็นการยืนในตำแหน่งที่คำนวณแล้ว จีนไม่ต้องการกลายเป็นคู่ขัดแย้งทางทหารโดยตรง แต่ต้องการรักษาความสอดคล้องของ narrative ที่ตนใช้ทั้งในประเด็นไต้หวัน ทะเลจีนใต้ และความสัมพันธ์กับประเทศกำลังพัฒนา หากจีนตอบโต้ด้วยการใช้กำลังหรือสนับสนุนทางทหารอย่างเปิดเผย กรอบวาทกรรมเรื่อง “ไม่แทรกแซง” ก็จะถูกตั้งคำถามทันที
จีนไม่ได้เพียงคำนวณผลประโยชน์พลังงานหรือเศรษฐกิจ หากกำลังปกป้องทุนทางความชอบธรรมทางการเมืองระหว่างประเทศของตนเอง และในโลกที่การแข่งขันมหาอำนาจไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสนามรบ แต่เกิดขึ้นในสนามความคิดและความชอบธรรม ความนิ่งที่สอดคล้องกับหลักการอาจเป็นอาวุธที่ทรงพลังไม่น้อยไปกว่ากำลังทหาร
ในอีกมุมหนึ่ง จีนกำลังมองไปที่ “ระยะยาว” การได้ประโยชน์โดยที่ไม่ต้องเปิดหน้าทำสงคราม นั่นคือ หากสหรัฐฯ ต้องทุ่มทรัพยากรทางทหารในตะวันออกกลางต่อเนื่อง ความสนใจและทรัพยากรที่ใช้ถ่วงดุลจีนในอินโด-แปซิฟิกย่อมถูกเบี่ยงเบน และมุ่งไปที่ตะวันออกกลางแทน
โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ กำหนดชัดว่าความท้าทายหลักคือการแข่งขันกับจีนในอินโด-แปซิฟิก การเสริมกำลังในทะเลจีนใต้ การสนับสนุนไต้หวัน แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งกับอิหร่านในระดับที่ต้องใช้กำลังทางอากาศ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ เรือบรรทุกเครื่องบิน และขีปนาวุธพิสัยไกล อเมริกาย่อมต้องโยกทรัพยากรจำนวนมากกลับไปยังภูมิภาคนั้น ไม่เพียงเพื่อปฏิบัติการ แต่เพื่อป้องปรามและคุ้มครองพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียด้วย
ในเชิงอุตสาหกรรมการทหาร การใช้ขีปนาวุธและอาวุธปล่อยนำวิถีจำนวนมากในตะวันออกกลางย่อมเร่งการใช้สต็อกอาวุธที่ผลิตได้จำกัดในแต่ละปี แม้อเมริกาจะมีฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง แต่ประสบการณ์จากสงครามยูเครนแสดงให้เห็นแล้วว่า การเติมคลังอาวุธขั้นสูงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ทันที การที่ต้องแบ่งการผลิตไปสนับสนุนหลายสมรภูมิพร้อมกันย่อมเพิ่มแรงกดดันต่อระบบ
ขณะที่ในมิติการเมืองภายในประเทศ งบประมาณกลาโหมที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องย่อมเผชิญคำถามจากสาธารณะ โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานหรือเงินเฟ้อ การที่สหรัฐฯ ต้องทุ่มทรัพยากรในตะวันออกกลางยาวนานอาจทำให้การสร้างฉันทามติทางการเมืองเพื่อ “โฟกัสจีน” ยากขึ้น
จากมุมมองของจีน ภาพเช่นนี้คือสถานการณ์ที่เป็นปัจจัยที่ลดแรงกดดันต่อจีนโดยอัตโนมัติ จีนไม่ต้องยิงปืนแม้แต่นัดเดียว เพียงแค่ปล่อยให้อเมริกา ต้องบริหารหลายสมรภูมิพร้อมกัน ต้นทุนเชิงยุทธศาสตร์ก็จะเพิ่มขึ้นเอง นอกจากนี้ การที่อเมริกาภายใต้ทรัมป์เริ่มกดดันไปยังประเทศอื่นให้มีส่วนร่วมในการโจมตี อาจทำให้เพิ่มแรงต้านกับอเมริกา และเปลี่ยนจากมิตรเป็นฝ่ายตรงข้ามชั่วคราว และเข้าทางจีน
อย่างกรณีสเปน ที่ทางทรัมป์ขู่คว่ำบาตรการค้ากับสเปน เพื่อขอใช้ฐานทัพ ซึ่งทางผู้นำสเปนปฏิเสธและประณามการโจมตีอิหร่านของอเมริกาและอิสราเอล เพราะไม่อยากก่อสงคราม โดยทางกระทรวงการต่างประเทศออกแถลงทางการทูตสนับสนุนการตัดสินใจของสเปน ทันที ว่า การปฏิบัติการทางทหารของอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่านนั้นละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และการค้าไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหรืออาวุธ
ในกรอบนี้ จึงอาจวิเคราะห์ได้ว่า ในเกมมหาอำนาจระยะยาว การบั่นทอนทรัพยากรของคู่แข่งโดยไม่ต้องปะทะตรง คือรูปแบบหนึ่งของการได้เปรียบ และในสมการนี้ จีนอาจมองว่าการไม่ลงสนาม คือการเลือกสนามที่ได้เปรียบมากกว่า
เมื่อวิเคราะห์ภาพทั้งหมดแล้ว ความนิ่งของจีนจึงไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลัน หากเป็นผลของการจัดวางหมากด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ล่วงหน้า ก่อนสงครามจะปะทุ จีนเพิ่มการนำเข้าน้ำมันรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ปริมาณนำเข้าทางทะเลแตะราว 2.07–2.08 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มจากประมาณ 1.7 ล้านบาร์เรลในเดือนมกราคม และทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบหลายปี จีนแซงอินเดียขึ้นเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย หลังนิวเดลีลดการนำเข้าภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ น้ำมันรัสเซียในช่วงนั้นซื้อขายที่ส่วนลดลึก 8–11 ดอลลาร์ต่ำกว่า ICE Brent ทำให้โรงกลั่นอิสระของจีนหันมามองรัสเซียว่า “น่าเชื่อถือกว่า” น้ำมันอิหร่านในบริบทที่ความเสี่ยงทางทหารกำลังก่อตัว
ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำมันอิหร่านที่ส่งเข้าจีนในเดือนกุมภาพันธ์ลดลงเหลือราว 1.03 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากประมาณ 1.25 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมกราคม 2026 สะท้อนว่าจีนได้เริ่มกระจายความเสี่ยงก่อนการโจมตีจะเกิดขึ้นจริง เมื่อสงครามปะทุ จีนจึงไม่ได้อยู่ในภาวะเปราะบางแบบประเทศที่พึ่งพาแหล่งเดียว
แต่ การสรุปว่าจีน “ปลอดภัย” หรือ “ได้เปรียบ” อาจเร็วเกินไป ความเสี่ยงที่แท้จริงยังอยู่ที่การลุกลามของความขัดแย้ง หากสถานการณ์ขยายวงจนกระทบช่องแคบฮอร์มุซ หรือทำให้ราคาพลังงานโลกพุ่งยาวนาน ต้นทุนทางเศรษฐกิจของจีนก็ย่อมเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะจีนยังคงเป็นผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก และเศรษฐกิจจีนเองก็อยู่ในช่วงที่ต้องรักษาเสถียรภาพภายในอย่างระมัดระวัง
ดังนั้น ภาพที่เห็นในวันนี้คือจีนที่เตรียมตัวและกระจายความเสี่ยงไว้ระดับหนึ่ง แต่ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าสงครามจะเดินไปในทิศทางใด ในเกมมหาอำนาจที่ซับซ้อนเช่นนี้ ไม่มีฝ่ายใดควบคุมตัวแปรทั้งหมดได้ และแม้ความนิ่งจะเป็นยุทธศาสตร์ที่คำนวณมาแล้ว แต่ผลลัพธ์สุดท้ายยังขึ้นอยู่กับพลวัตของสนามที่เปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน

อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่