Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
อิหร่านยัน“ไม่ได้ขอเจรจา” สำรวจความเสียหายตะวันออกกลา หลายฝ่ายเข้าร่วม
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

อิหร่านยัน“ไม่ได้ขอเจรจา” สำรวจความเสียหายตะวันออกกลา หลายฝ่ายเข้าร่วม

2 มี.ค. 69
12:59 น.
แชร์

2 มีนาคม 2569 — ความขัดแย้งในตะวันออกกลางขยายวงกว้างทั่วภูมิภาค อิหร่านโจมตีหนัก หลังผู้นำสูงสุดคาเมเนอีตาย ทรัมป์ส่งสัญญาณยินดีเจรจาหาข้อยุติ ด้านอิหร่านปฎิเสธคำอ้างสื่อสหรัฐฯ ที่ว่าอิหร่านต้องการกลับเข้าโต๊ะเจรจาเรื่องนิวเคลียร์

นายอาลี ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่าน ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของสื่อสหรัฐฯ ที่ระบุว่า เขาได้พยายามผลักดันครั้งใหม่เพื่อให้มีการรื้อฟื้นการเจรจานิวเคลียร์กับรัฐบาลสหรัฐฯ

รศ. ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์วิเคาะห์ในรายการพิเศษของ Spotlight “ตามติดสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ - อิสราเอล กับอิหร่าน รอบนี้จะจบอย่างไร ? ” สหรัฐฯ น่าจะเป็นฝ่ายต้องการจบสงครามนี้โดยเร็ว เพราะยืดเยื้อไปไม่เป็นผลดีต่อสหรัฐฯ ส่วนอิหร่านใช้การโจมตีประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาค เพื่อให้ประเทศเหล่านั้นกดดันสหรัฐฯ ให้หยุดยิง 

ทหารอเมริกันเสียชีวิต ทรัมป์คาดไว้แล้ว และอาจมีอีก

หลังมีรายงานทหารสหรัฐฯ 3 นายเสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านก่อนหน้านี้ ทรัมป์ ยอมรับว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตฝ่ายทหารอเมริกันอาจเพิ่มขึ้นอีก 

“พวกเขาเป็นคนเก่ง และเราก็คิดไว้อยู่แล้วว่ามันต้องเกิดขึ้น น่าเศร้าที่มันคงจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจเกิดขึ้นได้อีก” ทรัมป์กล่าวในการสัมภาษณ์กับสื่อ The Daily Mail ถึงทหารอเมริกันที่เสียชีวิต

“เราสูญเสียไปแล้วสามนาย และเราก็คิดว่าจะมีอีก แต่สุดท้ายแล้ว นี่เป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าสำหรับโลกใบนี้” ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมกับ NBC News

ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างการเจรจาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน อิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านในปฏิบัติการร่วม "Epic Fury" โดยพุ่งเป้าไปที่กรุงเตหะรานและอีกหลายพื้นที่ในอิหร่าน ส่งผลให้ผู้นำสูงสุด อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เสียชีวิตจากการโจมตีดังกล่าวด้วยเช่นกัน

อิหร่านเปิดฉากตอบโต้ทันที โดยมุ่งเป้าไปที่กรุงเทลอาวีฟของอิสราเอล และฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาค ทั้งในบาห์เรน คูเวต และกาตาร์ ทำให้ผู้นำหลายชาติออกมาประณามอิหร่านในฐานะที่ละเมิดอธิปไตย

ความเสียหายทั่วภูมิภาค

อิหร่าน

นอกเหนือจากผู้นำสูงสุดคาเมเนอี และสมาชิกในระดับผู้บังคับบัญชาอาวุโสอีกหลายคน การโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิตในอิหร่านมากกว่า 200 คน รวมถึงเด็กนักเรียนหญิงในโรงเรียนสตรีมากกว่า 153 ราย โดยโฆษกกระทรวงศึกษาธิการของอิหร่านระบุว่า โรงเรียนดังกล่าว "ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยขีปนาวุธถึง 3 ระลอก"

BBC เปิดเผยภาพจากดาวเทียมที่เผยให้เห็นความเสียหายอย่างรุนแรงในพื้นที่ส่วนหนึ่งของ "ทำเนียบผู้นำ" ซึ่งเป็นสำนักงานของคาเมเนอี นอกจากนี้ ยังมีภาพที่แสดงให้เห็นว่า ย่านนาร์มัก ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของอดีตประธานาธิบดี มาห์มูด อะห์มาดิเนจาด ได้ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน

ด้านกองทัพอิสราเอลระบุว่า ได้ทำลายเครื่องบินขับไล่ของอิหร่านไป 2 ลำในเมืองตับริซ ทางตะวันตกเฉียงเหนือ

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้จมเรือรบของอิหร่านไปแล้ว 9 ลำ และได้ "ทำลายฐานบัญชาการทางเรือเกือบทั้งหมด" ของพวกเขาลงแล้ว

เมื่อคืนวันเสาร์ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า ได้มีการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 (B-2 stealth bombers) บรรทุกระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ โจมตีฐานที่ตั้งขีปนาวุธนำวิถีของอิหร่าน โดยไม่ได้ระบุตำแหน่งที่แน่นอน

ประเทศอื่น ๆ ในตะวันออกกลาง

มีรายงานการยิงขีปนาวุธจากอิหร่านเข้าใส่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอยู่เป็นระลอก ประเทศที่อิหร่านโจมตีไปแล้วได้แก่ อิสราเอล คูเวต บาห์เรน โอมาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ส่วนประเทศที่มีความเสี่ยงจะถูกโจมตีคือ อิรัก จอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์

ในกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอล มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 คนจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 30 คน ส่วนในเมืองเบต เชเมช ของอิสราเอล มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 คน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ทหาร 3 นายเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่

ด้านกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ระบุเมื่อวันอาทิตย์ว่า มีผู้เสียชีวิต 3 รายและบาดเจ็บอีกหลายคนใน UAE วิดีโอที่เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตแสดงให้เห็นกลุ่มควันลอยขึ้นมาจากท่าเรือในอาบูดาบี พร้อมเสียงระเบิดดังทั่วเมือง ท่าเรือเจเบล อาลี ในดูไบมีเปลวไฟขนาดใหญ่และควันดำหนาทึบ เจ้าหน้าที่กล่าวว่าเศษซากจากการสกัดกั้นทางอากาศเหนือย่าน Business Bay ของดูไบทำให้เกิดไฟไหม้ที่ท่าเรือ แต่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ

UAE ได้ประกาศปิดสถานทูตในกรุงเตหะราน พร้อมเรียกตัวเอกอัครราชทูตและนักการทูตทั้งหมดกลับประเทศ เพื่อตอบโต้การที่อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ใน UAE

กระทรวงการต่างประเทศ UAE แถลงว่า “การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงจุดยืนที่มั่นคงและแน่วแน่ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต่อการรุกรานใด ๆ ที่คุกคามความมั่นคงและอธิปไตยของตน การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางพฤติกรรมที่เป็นปรปักษ์และยั่วยุอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่อนทำลายความพยายามในการลดความตึงเครียด และผลักดันภูมิภาคไปสู่เส้นทางที่อันตรายอย่างยิ่ง คุกคามสันติภาพและความมั่นคงในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ตลอดจนความมั่นคงด้านพลังงานและความมั่นคงของเศรษฐกิจโลก”

ในวันเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขของคูเวตรายงานว่าพบผู้เสียชีวิต 1 ราย โฆษกกระทรวงกลาโหมคูเวตรายงานว่า ฐานทัพอากาศอาลี อัล-ซาเล็ม (Ali Al-Salem) ตกเป็นเป้าหมายของขีปนาวุธนำวิถีจำนวนหนึ่ง แต่กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของคูเวตสามารถสกัดกั้นไว้ได้สำเร็จ

ที่บาห์เรน มีวิดีโอเผยแพร่แสดงให้เห็นวินาทีที่ขีปนาวุธพุ่งเข้าโจมตี ตามมาด้วยการระเบิดที่ส่งเศษซากพุ่งกระจายไปในอากาศ และยังมีวิดีโอที่แสดงภาพกลุ่มควันดำทะมึนพุ่งขึ้นไปในท้องฟ้าพร้อมเสียงไซเรนดังก้อง เจ้าหน้าที่กล่าวว่ามีผู้บาดเจ็บในบาห์เรน 4 ราย

ในขณะเดียวกัน สำนักข่าวของทางการโอมานรายงานเมื่อวันอาทิตย์ว่า ท่าเรือพาณิชย์ดุกม์ (Duqm) ตกเป็นเป้าหมายของโดรน 2 ลำ ส่งผลให้คนงานได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ทั้งที่โอมานเคยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมาก่อนหน้านี้

จอร์แดนซึ่งมีพรมแดนติดกับอิสราเอลระบุว่า กองทัพของตนได้ยิงสกัดขีปนาวุธนำวิถีที่มีเป้าหมายมายังดินแดนของตน โดยเจ้าหน้าที่รายหนึ่งบอกกับสำนักข่าว AFP ว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ มีเพียงความเสียหายทางวัตถุเท่านั้น

อังกฤษอนุญาตสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพ อิหร่านตอบโต้ทันที

เดิมทีการโจมตีเกิดขึ้นจำกัดอยู่ในกลุ่มประเทศแนวร่วมตะวันออกกลางและสหรัฐฯ ต่อมานายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้ประกาศอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพของอังกฤษ 2 แห่งในการโจมตีแหล่งขีปนาวุธของอิหร่านได้

เขากล่าวว่า มีพลเมืองสหราชอาณาจักรกว่า 200,000 คนพำนักอยู่ในตะวันออกกลางซึ่งตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิหร่าน และเนื่องจากเห็นว่าท่าทีของอิหร่านนั้นเริ่มขาดความยั้งคิดมากขึ้นและเป็นอันตรายต่อชีวิตของชาวอังกฤษ จึงทำให้ตัดสินใจอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้พื้นที่ได้

“วิธีเดียวที่จะหยุดยั้งภัยคุกคามนี้ได้ คือการทำลายขีปนาวุธตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นในคลังเก็บหรือแท่นยิงที่ใช้ยิงขีปนาวุธเหล่านั้น” เขากล่าว

อิหร่านตอบสนองต่อประกาศของสตาร์เมอร์ทันที ภายในไม่กี่ชั่วโมงมีรายงานว่า ฐานทัพอากาศอักโรติรีของสหราชอาณาจักรในไซปรัสถูกโจมตีด้วยโดรน โดยมีรายงานว่าเกิดเพียง "ความเสียหายเล็กน้อย" และไม่มีผู้เสียชีวิต

สตาร์เมอร์กล่าวว่า เครื่องบินของอังกฤษมีส่วนช่วยสกัดกั้นการโจมตีของอิหร่านเช่นกัน

ในแถลงการณ์ร่วมกับฝรั่งเศสและเยอรมนีที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ (1 มีนาคม 2569) สหราชอาณาจักรระบุว่า “เราจะดำเนินการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเราและพันธมิตรของเราในภูมิภาค โดยอาจผ่านการดำเนินการป้องกันที่จำเป็นและได้สัดส่วนเพื่อทำลายขีดความสามารถของอิหร่านในการยิงขีปนาวุธและโดรนจากแหล่งกำเนิด”

ฝรั่งเศสส่งเรือรบมุ่งหน้าตะวันออกกลาง

นอกจากสหราชอาณาจักรแล้ว ฝรั่งเศสก็ได้เข้าร่วมในความขัดแย้งนี้เช่นเดียวกัน หลังจากเหตุการณ์ที่อิหร่านโจมตี UAE ส่งผลกระทบต่อฐานทัพของฝรั่งเศสที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน

“การโจมตีด้วยโดรนของอิหร่าน 2 ลำที่มุ่งเป้าไปยังโกดัง ณ ฐานทัพเรือ Al Salam ในอาบูดาบี ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในตู้คอนเทนเนอร์บรรจุวัสดุทั่วไปจำนวน 2 ตู้ แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต” กระทรวงกลาโหมของเอมิเรตส์ระบุ อย่างไรก็ตาม ฐานทัพดังกล่าวคือ แคมป์ เดอ ลา แป็กซ์ (Camp de la Paix) ซึ่งเป็นฐานทัพของเอมิเรตส์ที่รองรับกองกำลังฝรั่งเศสตามคำเชิญของ UAE

“โรงเก็บเครื่องบินที่ฐานทัพเรือของเรา... ถูกโจมตีจากการโจมตีด้วยโดรนที่มีเป้าหมายไปยังท่าเรืออาบูดาบี” นางกาทริน โวแตรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศส โพสต์ข้อความผ่าน X

ความเสียหายดังกล่าวเป็นเพียงความเสียหายทางวัตถุ และยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

ฝรั่งเศสตัดสินใจส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน ชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) และกองเรือจู่โจมทางทะเลไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก โดยเป็นการระงับภารกิจในทะเลบอลติกไว้ชั่วคราว ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคที่พุ่งสูงขึ้น

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสกล่าวว่า การโจมตีของอิหร่านดำเนินการ “ในลักษณะที่ไม่สมส่วนและไม่เลือกหน้าโดยสิ้นเชิง” โดยได้โจมตีทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารและ “เป้าหมายพลเรือนจำนวนมาก” ในประเทศหุ้นส่วนและพันธมิตรทั่วภูมิภาค

การโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล ส่งผลให้ฝรั่งเศสต้อง “ยกระดับท่าทีในการป้องกันประเทศเพื่อยืนหยัดเคียงข้างผู้ที่เรามีสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกัน” เขากล่าวภายหลังการประชุมสภาป้องกันประเทศครั้งที่สองเกี่ยวกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

มาครงกล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดมาสร้างความชอบธรรมให้อิหร่านได้ เมื่อคำนึงถึงพัฒนาการความขัดแย้งล่าสุด และฝรั่งเศสจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป ซึ่งเป็นการบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ในการเพิ่มทรัพยากรทางทหารของฝรั่งเศสในภูมิภาค และกล่าวว่าจะส่งตัวพลเมืองกลับประเทศทันทีที่น่านฟ้าเปิด หรือ “เมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย”

ฮิซบอลเลาะห์เข้าร่วมความขัดแย้ง

เช้าตรู่วันที่ 3 มีนาคม 2569 กลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งมีอิทธิพลกว้างขวางในเลบานอนและเป็นพันธมิตรกับอิหร่าน ได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารตอบโต้สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “การรุกรานซ้ำแล้วซ้ำเล่าของอิสราเอล” และระบุว่าปฏิบัติการนี้คือการป้องกันตนเอง รวมถึงเพื่อตอบโต้การลอบสังหารคาเมเนอี

กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้โจมตีฐานทัพอิสราเอลใกล้เมืองไฮฟาด้วยจรวดและโดรน

ด้านกองทัพอิสราเอล (IDF) ตอบโต้กลับทันที โดยการส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตีทางตอนใต้ของเบรุตและหมู่บ้านหลายแห่งทั่วเลบานอนตอนใต้ รวมถึงหุบเขาเบกา โดยระบุว่าเป็นระเบียบป้องกันภัยคุกคามจากฮิซบอลเลาะห์ที่มีต่อพื้นที่ทางเหนือของประเทศ

การโจมตีของอิสราเอลพุ่งเป้าไปที่บุคคลสำคัญของฮิซบอลเลาะห์ในกรุงเบรุตและทางใต้ของเลบานอน แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ด้านนายกรัฐมนตรีเลบานอน นาวาฟ ซาลาม ประณามการกระทำของฮิซบอลเลาะห์ว่าเป็นไปอย่างขาดความยั้งคิด เขากล่าวแสดงความกังวลว่าการกระทำดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ และเป็นข้ออ้างสำหรับการรณรงค์ทางทหารอย่างต่อเนื่องของอิสราเอล

ซาลามให้คำมั่นว่าจะใช้มาตรการเพื่อปกป้องเลบานอนและจับกุมผู้ที่รับผิดชอบต่อความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายเดิมที่เลบานอนแบกรับอยู่แล้ว ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง

วิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ

ความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างทำให้บรรดาเรือบรรทุกสินค้าต่างพากันหลีกเลี่ยงเส้นทางจุดยุทธศาสตร์ หรือ ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะเดียวกัน รัฐบาลเตหะรานได้ออกคำเตือนห้ามเรือผ่านน่านน้ำสำคัญนี้

ผลกระทบที่ปรากฏชัดเจนในเช้าวันนี้ (2 มีนาคม 2569) คือมีรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นสูงถึง 12% ในช่วงเปิดตลาดคืนวันอาทิตย์ ขณะที่น้ำมันดิบ Brent ทะยานขึ้น 13% เนื่องจากเหล่านักค้าต่างเร่งคำนวณราคาเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการหยุดชะงักที่อาจยืดเยื้อในอ่าวอาหรับ

นักวิเคราะห์ระบุว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากการหยุดชะงักของการจราจรทางเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบแห่งนี้ยังคงดำเนินต่อไป

Wood Mackenzie เตือนว่าราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์หากการสัญจรไม่กลับมาโดยเร็ว ขณะที่ธนาคาร ING ของเนเธอร์แลนด์ระบุว่า ใน "ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด" (Worst-case scenario) ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจพุ่งไปถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากเกิดการหยุดชะงักของอุปทานอย่างรุนแรงและยาวนาน

ด้านอเมนา บากรี หัวหน้าฝ่ายวิจัยพลังงานตะวันออกกลางและ OPEC+ จาก Kpler กล่าวว่า ค่าพรีเมียมประกันภัยพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี ตั้งแต่ก่อนจะเกิดการโจมตีเสียอีก

"ไม่ว่าช่องแคบจะถูกปิดโดยกำลังทหาร หรือถูกทำให้เข้าถึงไม่ได้เพราะการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ผลกระทบต่อการไหลเวียนของน้ำมันก็แทบไม่ต่างกัน" ฮอร์เก เลออน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภูมิศาสตร์การเมืองจาก Rystad Energy ระบุ พร้อมเตือนว่าการหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซอาจทำให้น้ำมันหายไปจากตลาดโลกถึง 8-10 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้จะพยายามใช้เส้นทางสำรองที่มีอยู่อย่างจำกัดแล้วก็ตาม

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กลุ่มประเทศ OPEC+ ได้จัดการประชุมผ่านระบบออนไลน์และมีมติเห็นชอบที่จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันขึ้นเล็กน้อย ท่ามกลางคลื่นการโจมตีระลอกใหม่ที่ระดมถล่มอิหร่านและพื้นที่โดยรอบภูมิภาค แต่หากยังไม่สามารถสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ อาจเกิดภาวะ “น้ำมันค้างท่อ”

แหล่งข่าวในวงการค้าเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ก่อนหน้านี้ว่า บริษัทน้ำมันและเจ้าของเรือบรรทุกน้ำมันหลายแห่งได้สั่งระงับการขนส่งน้ำมันดิบ เชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ภายหลังจากการปะทุของความขัดแย้งในภูมิภาค

ช่องแคบแห่งนี้ถือเป็นเส้นทางการส่งออกน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก โดยเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในอ่าวอาหรับ อาทิ ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เข้ากับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ


แชร์
อิหร่านยัน“ไม่ได้ขอเจรจา” สำรวจความเสียหายตะวันออกกลา หลายฝ่ายเข้าร่วม