
รายการ Battle of Fates กำลังได้รับความนิยมทั้งในเกาหลีใต้และประเทศไทย รวมถึงประเทศอื่น ๆ โดยถูกกล่าวถึงทั้งในแง่ความน่าสนใจของตัวรายการที่นำ “ร่างทรง” และ “หมอดู” 49 คนมาประชันความแม่นกัน
อีกแง่หนึ่ง มีการพูดถึงหมอดูหรือร่างทรงหลายคนที่ถือกระเป๋าและแต่งตัวด้วยแบรนด์เนม ซึ่งหลายคนยอมรับว่า ตนเองมีรายได้ในแต่ละปีสูงมาก เพราะลูกดวงยอมจ่ายในราคาแพง
หน่วยงานหนึ่งของกระทรวงวัฒนธรรมของเกาหลีใต้คาดการณ์ในปี 2022 ว่า ในเกาหลีใต้มีร่างทรงและหมอดูราว 3 แสน – 4 แสนคน โดยหน่วยงานดังกล่าวระบุข้อความบนเว็บไซต์ว่า ลัทธิหมอผีร่างทรงเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งและทรงพลังยิ่งของเกาหลีใต้ โดยรากของลัทธิหมอผีในคาบสมุทรเกาหลีนั้น ต้องย้อนกลับไปอย่างต่ำ 2,000 ปีที่แล้ว
เมื่อตอนที่ญี่ปุ่นเข้ามาล่าอาณานิคม ปกครองเกาหลีใต้ระหว่างปี 1910 – 1945 และช่วงที่เกาหลีใต้เปลี่ยนมาเป็นสาธารณรัฐ แต่ถูกปกครองด้วยเผด็จการช่วงยุค 1970 เคยมีความพยายามที่จะปราบปรามลัทธิร่างทรง โดยพวกเขามองว่า เป็นอุปสรรคต่อการทำให้ประเทศกลายเป็นประเทศทันสมัย
อย่างไรก็ตาม นับจนถึงปัจจุบัน อาชีพนี้เป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับนับถือจากคนจำนวนมากในเกาหลีใต้ Spotlight พาไปทำความรู้จักกับอาชีพหมอผีร่างทรงในเกาหลีใต้ ซึ่งแม้ประเทศจะมีความเจริญมาก แต่ศรัทธายังเป็นสิ่งที่ผู้คนแสวงหาเสมอ จนร่างทรงบางคนมีรายได้เทียบเท่าหมอหรือทนายความด้วยซ้ำไป
ในตำหนักของอี คยองฮยอน หรือเจ้าของฉายา “เทพธิดาเด็ก” แสงเทียนสว่างไสว จุดขึ้นเพื่อบูชาพระพุทธรูปและเทพเจ้าท้องถิ่นที่เธอเคารพนับถือ แม้ดูจากภายนอก เธอคือหญิงสาวอายุยังไม่มาก ที่สวมใส่ชุดฮันบก ชุดประจำชาติของเกาหลีใต้ แต่เธอบอกกับเราว่า เธอคือร่างทรง ผู้สื่อสารระหว่างโลกที่มองไม่เห็นกับมนุษย์
“ลัทธิหมอผี… ถูกเชื่อว่าเป็นโลกที่มองไม่เห็น ลึกลับ และเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ”
ร่างทรงอี คยองฮยอนเป็นร่างทรงยุคใหม่ ในยุคที่เกาหลีใต้พัฒนาไปไกล ในแง่เทคโนโลยีและความทันสมัย K-POP ได้รับความนิยมไปทั่วโลก จนทำให้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์อะไรก็ตามของเกาหลีใต้โด่งดังไปไกล
แต่ในมุม ๆ หนึ่งของประเทศทันสมัยแห่งนี้ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ “ไม่นับถือศาสนาใด” ความเชื่อเรื่องลัทธิและร่างทรงถูกฝั่งอยู่ภายใต้ภาพเมืองใหญ่ ตึกระฟ้า และหยั่งรากลึกจนเกินกว่าความเข้าใจของกลุ่มคนบางกลุ่ม ดังนั้น ตลาดธุรกิจร่างทรงและหมอดูในเกาหลีใต้จึงใหญ่มาก และคนกลุ่มนี้มีรายได้ค่อนข้าง “สูง”
ในเกาหลีใต้มีร่างทรงหมอผีมากมาย แต่สามารถแบ่งใหญ่ ๆ ได้ 3 ประเภทหลักคือ
ก่อนการมาเป็นร่างทรง อีเล่าให้ฟังว่า เธอมักไม่สบายอยู่บ่อยครั้ง และมีสัญญาณหลายอย่างที่บ่งบอกว่า เธอจำเป็นต้อง “รับขันธ์” ดังนั้น เมื่อปี 2018 เธอตัดสินใจรับขันธ์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นการเปิดรับเทพ เทวดา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามาสถิตในร่างกาย และหลังจากเริ่มทำช่องยูทูป ตอนนี้เธอมีผู้ติดตามมากกว่า 3 แสนคน
ในย่านนนฮยอน เขตคังนัม กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ที่นั่นถือเป็นอีกหนึ่งย่านที่คับคั่งไปด้วย “ร้านหมอดู” และ “ตำหนักร่างทรง” คาดการณ์ว่า น่าจะมีร้านดูดวงที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายราว 15,853 แห่งทั่วประเทศเกาหลีใต้ ประกอบไปด้วยทั้งการดูดวงด้วยร่างทรง ดูราศี หรือไพ่ทาโรต์
เฉพาะที่ย่านสถานีรถไฟนนฮยอนเพียงแห่งเดียวก็มีร้านดูดวงมากถึง 285 แห่ง ตั้งอยู่ภายในรัศมีเพียง 2.45 กิโลเมตร สาเหตุที่ทำให้ย่านนี้ได้รับความนิยมสูงสุด อาจจะเพราะหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือ ความมีฐานะของลูกค้า
รายงานระบุว่า ในย่านดังกล่าวมักมีลูกค้าระดับ “ไฮ-โปรไฟล์” เช่น นักการเมือง ศิลปิน นักธุรกิจ หลายคนมักมาขอคำแนะนำ ตั้งแต่เรื่องอาชีพการงานไปจนถึงความสัมพันธ์
ส่วนลูกค้าในลักษณะนี้มักจะนิยมการรับบริการแบบ “ไฮ-เอนด์” ดังนั้นร้านดูดวงหลายร้านจึงจะไม่ติดสัญลักษณ์ใด ๆ ที่บ่งบอกว่านี่คือร้านอะไร ดังนั้น ร้านพวกนี้จึงจะประกอบธุรกิจกันแบบเงียบ ๆ เพราะจะรับเฉพาะลูกค้าที่ต้อง “นัดก่อน” เท่านั้น
รายได้ของเหล่าร่างทรง ตามปกติแล้ว ค่าปรึกษาจะคิดเป็นราว 100,000 วอน ต่อเวลา 30 – 60 นาที โดยเหล่าร่างทรงจะทำหน้าที่ตอบคำถาม หลังทำพิธีตามความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นการสั่นกระดิ่ง การโยนข้าวสาร การใช้ธงห้าสี การใช้พัด นอกจากนี้ การทำพิธีของร่างทรงบางคนอาจจะต้องใช้การร้อง การเต้น การเดินบนคมดาบ และโดยมากแล้ว เหล่าร่างทรงจะมี “องค์เทพ” หรือ “วิญญาณที่นับถือ” เช่น เทพเจ้าแห่งภูเขา หรือราชามังกร เป็นต้น
ร่างทรงอายุ 60 ปีกว่ารายหนึ่งในย่านนนฮยอนเปิดเผยว่า เธอมีรายได้ราวปีละ 150 ล้านวอน หรือประมาณ 3.25 ล้านบาท และถ้าหากเธอไม่มีลูกค้า เธอก็จะใช้เวลาหมดไปกับการสวดมนต์
ส่วนร่างทรงอีกคนในย่านเดียวกันนั้นเล่าว่า เคยมีลูกดวงราว 100 คน ภายในเวลา 10 วัน หรือตกวันละประมาณ 10 คน ในช่วงที่ได้รับความนิยมมากเช่นนั้น ลูกดวงต้องนัดเธอล่วงหน้าถึง 2 เดือน ส่วนตอนนี้ กระแสเริ่มลดลงแล้ว ลูกดวงนัดล่วงหน้าแค่ประมาณ 1 เดือน ส่วนที่มีลูกค้าเข้ามาเยอะขนาดนี้เพราะการบอกปากต่อปาก
เธอกล่าวว่า ธุรกิจของเธอดำเนินไปได้ด้วยชื่อเสียงล้วน ๆ พร้อมยกตัวอย่างว่า แม้แต่ป้ายหน้าร้าน ก็มีลูกค้าประจำคนหนึ่งที่ทำงานด้านโฆษณาอาสาทำให้ฟรี
เมื่อถูกถามถึงค่าบริการ เธอตอบอย่างมั่นใจว่า คิดค่าบริการครั้งละ 100,000 วอน (ราว 2,166 บาท) ต่อหนึ่งครั้ง ซึ่งด้วยอัตราดังกล่าว ทำให้รายได้ต่อปีของเธออยู่ที่หลายร้อยล้านวอน
“ฉันไม่ได้อิจฉาหมอหรือทนายความเลย” เธอทิ้งท้าย
ทั้งนี้ รายได้เฉลี่ยต่อปีของแรงงานในเกาหลีใต้อยู่ที่ประมาณ 40–50 ล้านวอน ดังนั้นรายได้ของร่างทรงรายนี้จึงมากกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 3 เท่า ซึ่งเทียบเท่ารายได้ต่อปีของแพทย์เฉพาะทาง (โดยเฉพาะศัลยกรรม/ความงาม) ทนายความในบริษัทใหญ่ หรือผู้บริหารระดับกลาง–สูงในบริษัทขนาดใหญ่
ร่างทรงอีกคนยังเล่าด้วยว่า ลูกค้าของเธอมาจากหลากหลายแวดวง ทั้งนักการเมือง ไปจนถึงดาราที่ดังมาก ๆ หลายคนมาขอคำแนะนำด้านอาชีพ แต่บางคนก็เพียงต้องการคนพูดคุยด้วยเท่านั้น
เธอเล่าว่า ผู้หญิงอายุยังน้อยมากมายที่ทำงานในวงการบันเทิงหรืออุตสาหกรรกลางคืนมักจะชอบมาที่นี่เป็นพิเศษ
“อาจจะเป็นเพราะชีวิตในคังนัมตึงเครียดมาก ผู้คนจึงมาที่นี่เพื่อมองหาความสบายใจและคำแนะนำ”
ขณะที่หมอดูอีกคนเล่าว่า ลูกค้าที่มาที่คังนัมมักจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องเงิน และพวกเขาก็มักจะมีโชคดีอยู่แล้ว ไม่เหมือนลูกค้าในเขตอื่น พวกเขาจะไม่ค่อยเรียกราคาแพงนัก โดยที่คังนัม เขาจะคิดราคา 2 แสนวอน หรือราว 4,200 บาท สำหรับการอ่านดวงลูกค้าคู่หนึ่ง ซึ่งลูกค้าก็มักจะจ่ายได้โดยไม่มีปัญหา
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสังคมที่เผชิญแรงกดดันสูง ทั้งจากการแข่งขันทางการศึกษา เศรษฐกิจที่ผันผวน และวัฒนธรรมการทำงานที่เข้มข้น ระดับความเครียดที่สะสมยาวนานทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยแสวงหาที่พึ่งทางใจ นอกเหนือจากศาสนาหลัก
แม้ประชากรจำนวนมากจะไม่ได้นับถือศาสนาอย่างเคร่งครัด ขณะที่คริสต์ศาสนาและพุทธศาสนายังคงมีผู้นับถืออยู่พอสมควร แต่สิ่งที่เติบโตควบคู่กันคือ “ลัทธิความเชื่อ” หลากหลายรูปแบบ บางกลุ่มอ้างตนเป็นนิกายย่อยของศาสนาหลัก บางกลุ่มดำเนินการโดยไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ จนเกิดทั้งของจริงและของปลอมปะปนกัน
อย่างกรณีลัทธิ “เกรตโรด” ที่นำโดยชิน อ๊กจู (Shin Ok-ju) ซึ่งพาผู้ติดตามหลายร้อยคนย้ายไปยัง Fiji โดยอ้างว่าเป็นดินแดนแห่งความรอด ทว่าเบื้องหลังกลับมีข้อกล่าวหาเรื่องการทำร้ายร่างกายและการควบคุมสมาชิกอย่างเข้มงวด หรือกรณีโบสถ์มานมินของอี แจร็อก (Lee Jae-rock) ที่ผู้นำถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศสมาชิกหญิงหลายราย ภายใต้การอ้างคำสั่งจากพระเจ้า
ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมวิทยาชี้ว่า ในช่วงเวลาที่ผู้คนรู้สึกเปราะบาง ไม่มั่นคง หรือขาดความหวัง ความเชื่อสามารถกลายเป็นที่พึ่งทางใจได้อย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกัน ก็อาจเปิดช่องให้บางกลุ่มใช้ศรัทธาเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ได้ด้วย