
เมื่อวันที่ 27 มกราคม สื่อของรัฐบาลจีนประกาศการปลดพลเอกจาง โหย่วเซี่ย ผู้บัญชาการปฏิบัติการกองทัพปลดแอประชาชนจีน (PLA) และรองประธานคณะกรรมาธิการทางทหารกลาง (CMC) วัย 75 ปีเพื่อวัยเด็กของผู้นำสูงสุดสี จิ้นผิง ด้วยข้อกล่าวหาทุจริต
นี่คือการปราบปรามทุจริตอย่างจริงจังของท่านผู้นำ หรือปราบปรามการทรยศส่งข้อมูลนิวเคลียร์อย่างที่สื่อตะวันตกว่า หรืออาจเป็นคำใบ้ถึงรอยร้าวใหญ่ในกองทัพ PLA และพรรคคอมมิวนิสต์ที่อาจไม่มีทางแก้แล้ว
Spotlight คุยกับ รองศาสตราจารย์ ดร. วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนร่วมสมัย
แม้สื่อไทยและต่างประเทศหลายสำนัก (เริ่มจาก Wall Street Journal อ้างข้อมูลแหล่งข่าววงใน) รายงานว่า จาง โหย่วเซี่ยถูกปลดเพราะขายข้อมูลนิวเคลียร์ของประเทศให้กับสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) ซึ่งในประเด็นนี้ อาจารย์วาสนาเห็นว่าไม่น่าเป็นไปได้
“ข้อนี้ประหลาดมาก” อาจารย์วาสนากล่าว “ถ้าทำได้ขนาดนั้น มีอะไรที่น่าสนใจกว่าขโมยข้อมูลนิวเคลียร์เยอะมากที่จาง โหย่วเซี่ยให้ได้ ไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้น และเขาอยู่ในระดับสูงเกินไป มีเงิน มีอำนาจมากกว่าจะเป็นสะพานให้ CIA”
อาจาย์วาสนากล่าวว่า บางครั้งสื่อตะวันตกหัวใหญ่อย่าง Wall Street Journal ก็กลายเป็นเครื่องมือเผยแพร่ข่าวให้บางกลุ่มอำนาจในจีน
แล้วเพราะคอร์รัปชันหรือ? อาจารย์วาสนาไม่ได้เห็นด้วยกับเหตุผลข้อนี้เช่นกัน ไม่ใช่เพราะเขาไม่ทุจริต แต่เป็นเพราะในระบอบเผด็จการ ใคร ๆ ก็ทุจริตต่างหาก
“เผด็จการมีคอร์รัปชันแน่นอน สาเหตุที่เอาการคอร์รัปชัน มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพราะทุกคนคอร์รัปหมด จิ้มไปยังไงก็โดน” อาจารย์วาสนากล่าว
การกวาดล้างสมาชิกะดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์ด้วยข้อหา “ทุจริต” ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ๆ แต่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงตั้งแต่สี จิ้นผิง ขึ้นนั่งตำแหน่งผู้นำสงสุดในวาระที่ 3 อาจารย์กล่าวว่าในปี 2568 มีสมาชิก PLA ถูกกวาดล้างไปมากกว่า 900,000 คน และเมื่อคำนึงการกวาดล้างอย่างเอาจริงเอาจังนี้ดำเนินต่อเนื่องมากว่า 3 ปี จำนวนผู้ถูกกวาดล้างก็หลายล้านคนทีเดียว
กวาดล้างแล้วไปไหนเราไม่อาจตอบได้ เพราะสาธารณรัฐประชาชนจีนมีการควบคุมข้อมูลเข้มข้น
“บางคนถูกกวาดล้าง ผ่านไป 6 เดือน 1 ปี ก็มีข่าวว่าตาย บางทีก็บอกหัวใจวายระหว่างสอบสวน หลายคนก็ไม่อาจรู้ได้เลย เพราะไม่เห็นในสื่อของจีนเลย” อาจารย์เล่า
อย่างไรก็ตาม ไม่มีการกวาดล้างครั้งไหนจะน่าตกใจไปกว่าครั้งของจาง โหย่วเซี่ย ไม่ใช่เพราะเขาคือเพื่อนวัยเด็กของสี แต่เขายังเป็นคนที่สนับสนุนสี จิ้นผิงมาตังแต่ปี 2558 เป็นผู้ที่สนับสนุนให้เขาดำรงตำแหน่งต่อในวาระที่ 3 และเป็นหนึ่งในคนที่นักวิเคราะห์มองว่า พอจะคานอำนาจสี จิ้นผิงได้
“สิ่งที่รัฐจีนแถลงคือ มีการละเมิดอำนาจของประธาน CMC และเป็นภัยความมั่นคง พูดง่าย ๆ คือโดนจับเพราะกบฏ สามารถสรุปได้ว่าเขาขัดแย้งกับสี จิ้นผิง กองทัพปลดแอกประชาชนมีความขัดแย้งกันในระดับที่สูงมาก ขนาดเบอร์ 1-2 ขัดแย้งกันขนาดนี้”
“มีข่าวว่า จางพยายามก่อรัฐประหาร ซึ่งไม่รู้ว่าจริงไหม ถ้าจริงก็ต้องเอาออก แต่ถึงไม่ก่อ ความขัดแย้งระหว่างสีกับจางเกิดขึ้นอย่างเด่นชัดมาก” อาจารย์กล่าว เน้นย้ำว่า สิ่งที่การปลดบอกเราอย่างชัดเจนที่สุดคือ ปัญหาร้าวลึกในพรรคคอมมิวนิสต์
เพราะการกวาดล้างผู้นำระดับสูงของกองทัพดำเนินไปอย่างเข้มข้น อาจารย์กล่าวว่า ขณะนี้แทบไม่มีผู้นำระดับสูงอยู่แล้ว และกองทัพ PLA ของจีนก็อาจไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่เราคิดเอาไว้
ในช่วงที่ผ่านมา เราเห็นกองทัพจีนอวดโฉมยุทโธปกรณ์มากมาย ทั้งเครื่องบินรบใหม่ เครื่องบรรทุกเครื่องบิน มีพาเหรดอวดความแข็งแกร่ง หรือซ้อมรบรอบเกาะไต้หวัน แต่นี่อาจเป็นความแข็งแกร่งที่ตั้งใจแสดงออกมา เพื่อปิดปังความผุกร่อนภายใน
“เราเห็นได้ว่า สีจิ้นผิงตัดทุกคนออกไป ทุกคนที่ขัดกับสี ทุกคนที่ถูกสงสัยว่าไม่จงรักภักดี สิ่งที่เกิดคือ ทุกคนโดนตัดไปหมด และใน CMC เหลือจาง เซิ่งหมิงคนเดียว ซึ่งไม่มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการทางทหาร ไม่สามารถนำทัพออกรบได้ เป็นฝ่ายบริหารมากกว่า สี จิ้นผิงก็ไม่ใช่ทหาร จึงไม่มีโครงสร้างทหาร การบุกไต้หวันมันไม่สมเหตุสมผลเลย”
อาจารย์ตั้งคำถามถึงขวัญและกำลังใจของพลทหารในกองทัพ เมื่อตลอด 3 ปีที่ผ่านมามีทหารระดับพลโท พลเอกถูกกวาดล้างเยอะมาก แต่ข้อนี้ก็เป็นสิ่งที่เราไม่อาจรู้ได้ เพราะสมาชิกกองทัพพูดได้เพียงอย่างเดียว คือจงรักและภักดีต่อสี จิ้นผิง
“เสถียรภาพ [กองทัพ] แย่มาก ๆ ในวาระที่สามของสี จิ้นผิง เพราะมีการกวาดล้างอย่างเข้มข้น มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา [...] ถ้าเราเป็นทหารเราไม่ต้องคิดแล้วว่าจะไปบุกไต้หวัน หรือที่ไหน รบกับใคร คิดแต่ว่า ทำยังไงจะไม่โดนกวาดล้าง ส่วนนี้ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของกองทัพปลดแอกฯ ต่ำลงอีก ” อาจารย์กล่าว
ไม่ใช่แค่นักวิเคราะห์ต่างชาติเท่านั้น การประกาศของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ว่า “กองทัพจีน [และรัสเซีย] ไม่ใช่ภัยคุกคามที่เข้มแข็งอีกต่อไป” และไม่ใช่ภัยคุกคามอันดับหนึ่งของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ อย่างในยุคไบเดน ก็พอบอกได้ว่า สหรัฐฯ ก็เห็นความอ่อนแอข้อนี้เช่นเดียวกัน
อีกความอ่อนแอของกองทัพจีนคือ การทุจริต อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ระบอบเผด็จการเอื้อให้เกิดการทุจริตเป็นวงกว้ง ชนิดที่ว่า ถ้าเลือกจะจับใครแล้ว “จิ้มไปก็ทุจริตหมด” จึงน่าสงสัยว่า ยุทโธปกรณ์ของจีนมีประสิทธิภาพแค่ไหน
“จีนเป็นประเทศที่ใช้งบกลาโหมมากที่สุด มากกว่าสหรัฐฯ มาหลายปีแล้ว แต่การกวาดล้างคนออก ทุกคนมีข้อหาคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นสิ่งชี้ว่า การนำเสนอยุทโธปกรณ์ที่จีนเสนอใช้ได้จริงไหม คุณภาพดีขนาดไหน [...] มาดูโรโดนจับ ขณะอยู่ใต้ระบบเฝ้าระวังของจีน และเรดาร์กองทัพอากาศที่จีนไปติดให้เอง หรืออิหร่านที่ตอนอิสราเอลถล่ม ก็ใช้ระบบป้องกันภัยจากจีน แล้วทำไมไม่เวิร์ก” อาจารย์วาสนาตั้งคำถาม
“มีความเชื่อว่า เลขาธิการพรรคที่คุมกองทัพไม่ได้จะอยู่ได้ไม่นาน” อาจารย์กล่าว “พอสีขึ้นเป็นเลขาธิการพรรค ก็ปฏิรูปกองทัพทันทีเพื่อให้ตัวเองคุมได้ และจาง โหย่วเซี่ยที่เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก และมีส่วนช่วยสีปฏิรูปกองทัพในวาระที่ 1-2”
จาง โหย่วเซี่ย คือคนที่ช่วยสีปฏิรูปกองทัพมาในวาระที่ 1-2 เมื่อครั้งที่การกวาดล้างยังไม่เอาจริงเอาจังขนาดนี้ อย่างไรก็ดี บทบาทที่โดดเด่นของจาง โหย่วเซี่ยก็อาจกลายเป็นภัยต่อตัวเขาเอง
“สีอาจจะเริ่มรู้สึกว่า การปฏิรูปกองทัพ 2 วาระที่ผ่านมาคือ การสถาปนาอำนาจให้จาง โหย่วเซี่ย และจาง โหย่วเซี่ยคือคนที่มีอำนาจในกองทัพตัวจริง สีเลยพยายามกดดันให้จาง โหย่วเซี่ยลาออก และเกษียณอายุในวาระที่ 3” อาจารย์เล่า
อาจารย์เล่าต่อว่า อย่างไรก็ตาม จาง โหย่วเซี่ยไม่ยอมเกษียณ ทำให้คนของจางถูกกวาดล้างในช่วงแรกของวาระ 3 จนเข้าปี 2024-2025 การกวาดล้างขยายมาที่คนของสี จิ้นผิงเช่นกัน ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนบอกว่า เพราะจาง โหย่วเซี่ยกวาดล้างคนของสีกลับ บ้างก็เพราะความ “พารานอยด์” ของผู้นำจีนคนนี้ ที่ไม่อาจไว้ใจใคร
หลายคนมองว่า การกำจัดจาง โหย่วเซี่ย แสดงถึงภาวะจนตรอก
“เราคิดว่า การตัดแข้งตัดขากองทัพจนหมด เป็นการกระทำของคนสิ้นหวัง ไม่รู้จะทำอย่างไร อาจเรียกว่าจนตรอกก็ได้ และเราไม่รู้ว่าเขาทำอะไรได้อีก นักวิเคราะห์ทุกคนบอกว่า เราไม่อาจประมาณคนที่อยู่ในภาวะจนตรอกได้” อาจารย์วาสนากล่าว
อย่างที่กล่าวไปว่า จีนมีระบบการควบคุมข้อมูลและสื่อสารที่รัดกุม ดังนั้นการทราบความเป็นไปภายใน หรือแม้แต่ประชาชนจีนคิดอย่างไร จึงเป็นเรื่องยากมาก แม้กระนั้น คนจีนก็ยังมีการประท้วงอยู่เนือง ๆ และหาวิธีการต่าง ๆ แสดงความขัดขืนเสมอมา
“มีการประท้วงของประชาชนอยู่เนือง ๆ นักข่าวพลเมืองก็มีการส่งคลิปออกมาด้านนอก ส่วนมากเป็นการประท้วงเกี่ยวกับชีวิตประจำวันในท้องที่ต่าง ๆ เช่น ธนาคารไม่ให้เบิกเงิน แล้วเงินหายไป หรือประท้วงราคาผลผลิต มักเกิดกับปากท้อง และอีกอันที่เจอบ่อยคือเด็กหาย เจ้าหน้าที่รัฐไม่ยอมดูแลติดตาม ต่อมาเจอศพ ไม่ยอมให้ชันสูตร”
“อันนี้คนไทยอาจคิดไม่ออก เพราะในไทย การประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยมักเกิดในเมืองใหญ่ โดยนักศึกษามหาวิทยาลัย ทุกอย่างที่ออกมาเรียกร้องจะผูกพันกับตัวเผด็จการ [...] ตอบได้ประมาณหนึ่งว่า คนก็ไม่ค่อยโอเคกับรัฐบาล แต่แคร์ไหมที่จาง โหย่วเซี่ยโดนจับ อาจจะไม่ เพราะจางอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับชาวบ้านมากขนาดนั้น” อาจารย์วาสนากล่าว
อาจารย์ยกตัวอย่างการต่อต้านของคนจีน อาทิ การแต่งตัวเป็นซานตาคลอสในช่วงเทศกาลคริสต์มาส
“คริสต์มาสที่ผ่านมา คนประท้วงด้วยการแต่งตัวเป็นซานตาคลอส เพราะรัฐบาลพยายามจะบอกว่า คริสต์มาสเป็นอิทธิพลตะวันตก ไม่ควรเฉลิมฉลอง มีการควบคุมกิจกรรมทางศาสนาที่เข้มข้นกว่าเดิมเยอะมาก จึงไม่สนับสนุนให้คนฉลองคริสต์มาส”
ภาพที่มีการเผยแพร่ออกมา จึงเป็นภาพห้องขังในสถานีตำรวจที่มีคนจีนในชุดซานตาคลอสอยู่จนเต็ม
“ยังมีการประท้วงในรูปแบบอื่น เช่น ปี 2025 จีนมีการเกิดน้อยมาก ซึ่งครั้งล่าสุดที่มีคนเกิดน้อยขนาดนี้ คือสมัยราชวงศ์ชิง แปลว่า แม้กระทั่งภาวะข้าวยากหมากแพง Great Leap Forward คนก็ยังเกิดเยอะกว่าปีก่อน สาเหตุหลักคือปัญหาเศรษฐกิจ คนบอกว่า นี่คือการประท้วงของคนรุ่นใหม่ในจีนว่าจะไม่มีลูก”
เมื่อปัญหาที่ทำให้คนจีนออกมาประท้วง ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง จะเป็นไปได้ไหมที่จะมีการประท้วงใหญ่อย่างในกรณีอิหร่าน ข้อนี้อาจารย์วาสนาคิดว่าเป็นไปได้ยากในโครงสร้างรัฐบาล-สังคมจีน ที่มีการควบคุมเบ็ดเสร็จมาก แต่ให้ความเห็นว่า หากจะมีการประท้วงที่ส่งผลเปลี่ยนแปลงถึงโครงสร้าง ต้องเป็นคนในระบบเองที่ริเริ่ม
“คิดว่าถ้าจะมีอะไรเกิดขึ้น ต้องเป็นคนในระบบแล้วประมาณหนึ่ง ลุกขึ้นมาบอกว่าไม่โอเค เช่น รัฐบาลท้องถิ่นที่มีหนี้สินล้นมือ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่ได้เงินเดือนมาหลายเดือน ทหารเกษียณอายุที่โดนตัดเงินบำเน็จบำนาญเพราะรัฐบาลไม่มีเงิน คนกลุ่มนี้อาจสามารถจัดการได้ประมาณหนึ่ง อาจทำบางอย่างเพื่อระบอบได้”
ปัญหาใหญ่ของจีนตอนนี้ไม่ใช่แค่ความอ่อนแอ และความขัดแย้งภายในของกองทัพ อย่างที่กล่าวไปว่า การประท้วงโดยประชาชน และความไม่พอใจต่อรัฐบาลคือเรื่องเศรษฐกิจ ข้อนี้อาจารย์วาสนากล่าวว่า เป็นผลมาจากระบอบเผด็จการ
“ฐานรากปัญหาทางเศรษฐกิจจีนที่เจอคือการเป็นเผด็จการ มันไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจแต่เป็นเรื่องการเมืองด้วย”
แม้เศรษฐกิจจีนจะเติบโตไวในช่วงหลายปีก่อนหน้า แต่การเติบโตนั้นแตกต่างจากประเทศรอบข้าง
“GDP จีนเติบโตด้วยการขูดรีดแรงงานประชาชน ในประเทศอื่น พอประเทศรวย ค่าแรงเพิ่ม ความเป็นอยู่ดีขึ้น แล้วอาจเอาแรงงานต่างชาติมารับแรงงานถูก ไม่ก็ย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศที่ค่าแรงถูก และสัดส่วน GDP มาจากการบริโภคในประเทศ มีอำนาจการซื้อมากขึ้น คนรวยขึ้น นี่คือตัวอย่างประเทศประชาธิปไตย เพราะประชาชน ผู้ใช้แรงงานเป็นคนเลือกตั้งเขาเข้ามา จึงต้องทำยังไงให้ความเป็นอยู่คนดีขึ้น” อาจารย์อธิบาย
“แต่สิ่งจีนที่ทำคือ การกดค่าแรงให้ต่ำ กดค่าเงินให้ต่ำ ให้คนทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่มีสวัสดิภาพแรงงาน ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีอะไรทั้งสิ้น เพื่อที่ค่าแรงจะได้ถูก และจะได้ผลิตสินค้าได้เยอะ และส่งไปขายต่างประเทศ แบบนี้ทำให้สัดส่วนของ GDP การบริโภคคนในประเทศต่ำจนไม่เป็นความจริง แบบนี้คนที่รวยจาก GDP ที่เพิ่มขึ้นจากการส่งออกมีแค่ไม่ถึง 1% ของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ด้านบน คนจนก็จนลงเรื่อย ๆ ความเหลื่อมล้ำก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”
“แล้วพอวันที่ส่งออกมีปัญหาเพราะเจอภาษีจากทรัมป์ หรือเกิดวิกฤตโควิด กลายเป็นว่า ไม่มีภาคส่วนอื่นมาช่วยชีวิตการส่งออกได้” อาจารย์วาสนาอธิบาย
“สีจิ้นผิงแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ จึงพยายามจะใช้อุดมการณ์ชาตินิยม บอกทุกคนว่า ต้องให้ฉันอยู่ในอำนาจ ฉันจะยึดไต้หวันคืน กิจกรรมชาตินิยมเหล่านี้จะสำเร็จต้องได้รับความร่วมมือจากกองทัพ แต่ตอนนี้กองทัพไม่เสถียรแล้ว”
อาจารย์กล่าวว่า กลไกในพรรคคอมมิวนิสต์ที่พอหารือ ตัดสินใจ แก้ปัญหาร่วมกันพังหมดแล้วจากการกวาดล้างอย่างหนัก ส่วนหนึ่งเพราะสีจิ้นผิงรวบอำนาจมาอยู่ที่ตัวเองหมด และคนที่อาจช่วยกันแก้ปัญหาได้ก็ถูกกำจัดหมด
สถานการณ์จีนในขณะนี้อาจกล่าวได้ว่า คล้ายกับการปกครองช่วงท้ายของเหมา เจ๋อตง ที่มีการกวาดล้างสมาชิกพรรคอย่างหนัก จากความไม่ไว้ใจในพรรค ทั้งยังมีปัญหาเศรษฐกิจ มีภาวะทุพภิกขภัยที่ทำให้คนตายหลายล้านคน เพียงแต่ครั้งนั้น ปัญหาจบที่การเสียชีวิตของเหมา และมีเติ้ง เสี่ยวผิงพร้อมเข้ามาบริหารแทน
แต่การกวาดล้างของสี ก็หนักหน่วงจนแทบไม่มีการรวมกลุ่ม หรืออำนาจรองพอที่มาแก้ไขปัญหาได้ อนาคตของจีนจึงเลือนลาง ยากจะคาดเดาได้