Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
โซมาเลีย ต้นกำเนิดรัฐล้มเหลว สู่รัฐเปราะบางที่ประชาชนต้องรับกรรม
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

โซมาเลีย ต้นกำเนิดรัฐล้มเหลว สู่รัฐเปราะบางที่ประชาชนต้องรับกรรม

3 ก.พ. 69
16:27 น.
แชร์

ในช่วงระยะหลังมานี้ เราได้ยินคำว่า “รัฐล้มเหลว” หรือ Failed State บ่อยขึ้น เพราะมันมักถูกนำมาตั้งคำถามกับประเทศไทยว่า เราเข้าใกล้คำว่ารัฐล้มเหลวหรือเปล่า?

แต่ถ้าย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดของคำว่ารัฐล้มเหลว คำ ๆ นี้เริ่มปรากฎให้เห็นช่วงคริสตทศวรรษที่ 1990 เพื่ออธิบายสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในประเทศโซมาเลีย ดังนั้น หากจะกล่าวว่า ที่มาของคำว่ารัฐล้มเหลวเกิดขึ้นที่โซมาเลียก็คงไม่ผิดนัก 

สถานการณ์ความไม่สงบ กลุ่มแบ่งแยกดินแดน กลุ่มก่อการร้าย รัฐบาลกลางไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จนสร้างความอดอยาก ยากจน และประชาชนต้องอพยพหลบหนีออกนอกประเทศจำนวนมาก กลายเป็นภาพจำของโซมาเลีย

ต่อมาในระยะหลัง เริ่มมีการหลีกเลี่ยงการใช้คำว่ารัฐล้มเหลว เปลี่ยนเป็น “รัฐเปราะบาง” หรือ Fragile States โดยคำนี้ได้รับการยอมรับและใช้มากกว่า เนื่องจากเน้นมองว่า เป็นสถานะที่สามารถพัฒนาขึ้นหรือทรุดลงได้  มากกว่าการใช้คำว่า "ล้มเหลว" ที่ดูเหมือนไร้หนทางแก้ไขเยียวยาแล้ว

แต่จากการจัดอันดับ เราจะพบว่า ไม่ว่าจะเป็น “รัฐล้มเหลว” หรือ “รัฐเปราะบาง” โซมาเลียยังคงครองอันดับหนึ่งในตาราง โดยในปี 2566 worldpopulationreview รายงานอันดับของดัชนีรัฐล้มเหลว พบว่า โซมาเลียได้ไป 111.90 คะแนน เป็นอันดับหนึ่ง ส่วนในปี 2567 ดัชนีรัฐเปราะบางก็ยังจัดให้โซมาเลียเป็นที่หนึ่ง 

สำหรับโซมาเลียแล้ว ยังมีความหวังอยู่หรือไม่? จากการที่เป็นรัฐล้มเหลว เข้าสู่การเป็นรัฐเปราะบาง Spotlight พาย้อนอดีต และมองอนาคตไปพร้อม ๆ กันในบทความนี้ 


ลักษณะของ “รัฐล้มเหลว” (Failed State)

Worldpopulationreview รายงานว่า ยังไม่มีคำนิยามอย่างเป็นทางการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลสำหรับคำว่า “รัฐล้มเหลว” อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า รัฐล้มเหลวมักมีลักษณะร่วมบางประการ ซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ได้แก่

1.การอ่อนแอลงของความสามารถในการปกป้องพรมแดนประเทศ
รัฐไม่สามารถควบคุมอาณาเขตของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พื้นที่บางส่วนอาจถูกยึดครองโดยแก๊งอาชญากรรม กลุ่มกบฏติดอาวุธ หรือกองกำลังทหารจากต่างประเทศ

2. การลดลงของอำนาจรัฐในการบังคับใช้กฎหมาย
รัฐบาลสูญเสียการผูกขาดการใช้กำลังเพื่อป้องกันอาชญากรรมและคุ้มครองประชาชน ส่งผลให้การทุจริต อาชญากรรม และความไร้ระเบียบทางกฎหมายเพิ่มสูงขึ้น

3. การเสื่อมถอยของบริการสาธารณะ
บริการที่รัฐจัดหาให้เริ่มถดถอย ไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณสุข การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนและสาธารณูปโภค ตลอดจนการทำงานของตำรวจและหน่วยดับเพลิง

4. ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น
อัตราการว่างงานเพิ่มสูง เงินเฟ้อพุ่ง ค่าเงินอ่อนค่าทั้งในประเทศและในระดับนานาชาติ รัฐสูญเสียรายได้จากภาษี และอาชญากรรมทางเศรษฐกิจมักไม่ได้รับการลงโทษ

5. การสูญเสียความชอบธรรมของรัฐบาล
ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลและความสามารถในการบริหารประเทศลดลง รวมถึงความน่าเชื่อถือในสายตาประชาคมโลก


ย้อนอดีตโซมาเลีย ก้าวเข้าสู่รัฐล้มเหลวได้อย่างไร

การจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ความวุ่นวายในโซมาเลีย ต้องย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2512 เมื่อนายพลไซอัด บาร์เร ร่วมกับผู้นำกองทัพและตำรวจ ทำรัฐประหารยึดอำนาจและขึ้นปกครองโซมาเลียด้วยระบอบเผด็จการสังคมนิยม

แต่หลังจากที่เกิดการรัฐประหารอีกครั้งเพื่อโค่นล้มอำนาจของไซอัด บาร์รีในปี 2534 ความไม่สงบทางการเมืองก็เกิดขึ้นในโซมาเลีย จนคำว่า “รัฐล้มเหลว” เริ่มถูกนำมาใช้ เพื่อบรรยายถึงสถานการณ์การเมืองของโซมาเลีย 

นับจากนั้น โซมาเลียเข้าสู่ภาวะไร้เสถียรภาพ เกิดการสู้รบระหว่างกลุ่มและชนเผ่าต่าง ๆ จนประเทศตกอยู่ในภาวะอนาธิปไตย คือสภาวะที่ไม่มีอำนาจรัฐหรือรัฐบาลมาควบคุม หรือ การไม่ยอมรับอำนาจส่วนกลาง 

ในกลางปี พ.ศ. 2534 พื้นที่ทางตอนเหนือซึ่งเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษประกาศแยกตัวตั้งเป็น “สาธารณรัฐโซมาลีแลนด์” แม้จะมีรัฐบาลและการปกครองของตนเอง แต่ยังไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก

แนวคิดเรื่อง “รัฐล้มเหลว” เริ่มถูกสื่อมวลชนหยิบยกขึ้นมาอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซงสถานการณ์ในโซมาเลียเมื่อปี 2535 เพื่อสะท้อนความกังวลต่อความเป็นไปได้ที่รัฐ โดยเฉพาะประเทศยากจน อาจสูญเสียความสามารถในการใช้อำนาจอธิปไตยและควบคุมประเทศของตนเอง 

หากเทียบกับลักษณะ 5 ประการของรัฐล้มเหลว ก็จะพบว่า โซมาเลียเข้าข่ายดังต่อไปนี้

1. การอ่อนแอลงของความสามารถในการปกป้องพรมแดนประเทศ
โซมาเลียไม่สามารถควบคุมอาณาเขตของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่การล่มสลายของรัฐบาลกลางในปี พ.ศ. 2534 พื้นที่จำนวนมากตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธ เช่น อัล-ชาบับ รวมถึงนักรบท้องถิ่น ขณะเดียวกัน บางภูมิภาคอย่างโซมาลีแลนด์และพุนต์แลนด์ก็แยกการปกครองออกจากรัฐส่วนกลาง ส่งผลให้รัฐสูญเสียการควบคุมดินแดนอย่างเป็นรูปธรรม และจนกระทั่งปัจจุบัน หลายพื้นที่ก็ยังมีเหตุปะทะ เหตุความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

2. การลดลงของอำนาจรัฐในการบังคับใช้กฎหมาย
รัฐบาลโซมาเลียไม่สามารถผูกขาดการใช้กำลังทางกฎหมายได้ การรักษาความปลอดภัยในหลายพื้นที่ขึ้นอยู่กับกองกำลังติดอาวุธหรือกลุ่มศาสนาสุดโต่ง ทำให้กฎหมายของรัฐไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างทั่วถึง อาชญากรรม การทุจริต และความรุนแรงในชีวิตประจำวันกลายเป็นเรื่องปกติ

3. การเสื่อมถอยของบริการสาธารณะ
รัฐโซมาเลียไม่สามารถจัดบริการพื้นฐานให้ประชาชนได้อย่างเพียงพอ ระบบสาธารณสุข การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน และการคุ้มครองด้านความปลอดภัยพังทลาย ประชาชนจำนวนมากต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศและองค์กรด้านมนุษยธรรมแทนรัฐ โดยเมื่อปี 2554 สหประชาชาติต้องประกาศภาวะอดอยากในบางพื้นที่ของประเทศ

4. ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น
ความขัดแย้งยืดเยื้อและความไม่มั่นคงทางการเมืองทำให้เศรษฐกิจโซมาเลียอ่อนแออย่างรุนแรง รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ อัตราการว่างงานสูง ประชาชนจำนวนมากอพยพออกนอกประเทศ โดย ปัจจุบันมีชาวโซมาเลียมากกว่า 2 ล้านคนอาศัยอยู่นอกประเทศ คิดเป็นมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด ทำให้โซมาเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรพลัดถิ่นกระจายตัวมากที่สุดในโลก 

5. การสูญเสียความชอบธรรมของรัฐบาล
รัฐบาลกลางของโซมาเลียถูกตั้งคำถามทั้งจากประชาชนภายในประเทศและประชาคมโลก เนื่องจากไม่สามารถรักษาความสงบ ควบคุมดินแดน หรือดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างแท้จริง ความเชื่อมั่นต่อรัฐลดลง เปิดพื้นที่ให้กลุ่มอื่น ๆ เข้ามาทำหน้าที่แทนรัฐ

และตลอดช่วงกว่า 30  ปีที่ผ่านมา โซมาเลียถูกยกให้เป็นตัวอย่างสูงสุดของ “รัฐล้มเหลว” เมื่อเหล่านักรบกลุ่มต่าง ๆ ทำลายกรุงโมกาดิชูจนราบคาบ ขณะที่ผู้แทรกแซงจากภายนอก ตั้งแต่สหรัฐฯ ไปจนถึงสหประชาชาติ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ โดยมีชาวโซมาเลียที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ลี้ภัยกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ราว 714,000 ถึง 763,000 คน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเคนยา เอธิโอเปีย และเยเมน

ขณะเดียวกัน ภายในประเทศโซมาเลียเอง ยังคงมีประชาชนราว 3 ถึง 4 ล้านคนที่ต้องพลัดถิ่นภายในประเทศ จากผลกระทบของความรุนแรงและภัยพิบัติ

สหประชาชาติตีแผ่ความท้าทายที่สั่งสมมายาวนานของโซมาเลีย

อดัม อับเดลโมลา เจ้าหน้าที่ประสานงานด้านพลเรือนและมนุษยธรรมของสหประชาชาติในโซมาเลีย เคยระบุเอาไว้ว่า  หลังจากสหประชาชาติและประเทศต่าง ๆ ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกของความคืบหน้าในการแก้ไขจากการเป็นรัฐเปราะบาง แต่ความท้าทายที่โซมาเลียเผชิญมาอย่างยาวนานก็ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะปัญหาด้านมนุษยธรรม ซึ่งกลุ่มผู้หญิงและเด็ก ยังคงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤตด้านมนุษยธรรมอันซับซ้อน โดยเฉพาะในชุมชนผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ

ในระยะหลังมานี้ สภาพภูมิอากาศที่เลวร้าย ยังส่งผลทำให้โซมาเลียอยู่แนวหน้าของการได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างไม่ต้องสงสัย

ภัยแล้งและน้ำท่วมที่เกิดซ้ำ ๆ กำลังผลักดันให้เกิดการพลัดถิ่นในวงกว้าง การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ความหิวโหย ภาวะทุพโภชนาการ และความยากจน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังถูกมองมากขึ้นว่าเป็นปัจจัยกระตุ้นความขัดแย้ง และเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรที่ขาดแคลนยิ่งซ้ำเติมความแตกแยกในสังคม

นอกจากนี้ การสูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิมยังทำให้ประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการถูกชักจูงเข้าร่วมกลุ่มติดอาวุธ เช่น อัล-ชาบับ 

โซมาเลียยังเผชิญฤดูฝนที่มีปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยพื้นที่จำนวนมากของประเทศประสบภาวะภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำ และการล้มตายของปศุสัตว์ อีกทั้งชาวโซมาเลียหนึ่งในห้าคนยังไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับความต้องการขั้นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ซึ่งในปัจจุบัน สถานการณ์ดังกล่าวอาจจะรุนแรงยิ่งกว่านี้ด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็ตาม สหประชาชาติมองในด้านบวกว่า รัฐบาลโซมาเลียได้ร่วมกับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ เดินหน้าแก้ไขภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้ประกาศรับรองแผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดขึ้นเอง (Nationally Determined Contribution: NDC) ซึ่งเป็นแผนที่มีเป้าหมายเชิงรุกในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก โดยโซมาเลียให้คำมั่นว่า จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2573

วิกฤตของโซมาเลียมีความซับซ้อนและทับซ้อนกันในหลายมิติ จำเป็นต้องอาศัยแนวทางแก้ไขแบบบูรณาการจากทุกภาคส่วน ความร่วมมือจากประชาคมระหว่างประเทศจึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันในการสนับสนุนประชาชนโซมาเลียให้สามารถรับมือกับวิกฤตเหล่านี้ และค้นหาแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการฟื้นตัวจากแรงกระแทกในอนาคต

UN, theguardian, Worldpopulationreview

แชร์
โซมาเลีย ต้นกำเนิดรัฐล้มเหลว สู่รัฐเปราะบางที่ประชาชนต้องรับกรรม