
23 มกราคม 2569 สมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพา จังหวัดสระแก้วเปิดเผยว่า ไร่อ่อยและโรงงานน้ำตาลเผชิญวิกฤตด้านแรงงาน เนื่องจากขาดแคลนแรงงานกัมพูชา และมาตรการให้ผู้ลี้ภัยเข้ามาทดแทนแรงงานยังติดขัดด้านขั้นตอน ทำให้การเก็บเกี่ยวล่าช้า เสี่ยงเสียหายมูลค่า 3,000 ล้านบาท
กนกกาญจน์ คำพล ตัวแทนสมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพา จังหวัดสระแก้ว ระบุว่า การขาดแคลนแรงงานกำลังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อโรงงานน้ำตาลในภาคตะวันออก
โรงงานแห่งหนึ่งคาดว่าจะมีอ้อยเข้าหีบ 2.7 ล้านตัน แต่ปัจจุบันหีบได้เพียง 630,000 ตัน เหลืออ้อยตกค้างกว่า 2 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 1,800 ล้านบาท ขณะที่อีกโรงงานหนึ่งยังมีอ้อยตกค้างกว่า 1.28 ล้านตัน มูลค่ากว่า 1,100 ล้านบาท รวมความเสียหายของทั้งสองโรงงานมากกว่า 3,000 ล้านบาท
กนกกาญจน์อธิบายว่า ปกติไร่อ้อยในภาคตะวันออกพึ่งพาแรงงานกัมพูชาเป็นหลัก แต่การปิดด่านชายแดนทำให้แรงงานไม่สามารถเข้ามาได้ แม้รัฐบาลจะมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยเข้ามาทำงานทดแทน แต่กระบวนการเอกสารและขั้นตอนต่าง ๆ ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ
“มีแรงงานลงชื่ออยากมาทำงาน 20 คน แต่พอถึงขั้นตอนตรวจสุขภาพ เหลือเพียง 2 คน ข่าวลือเรื่องการถูกกดขี่ค่าแรงและสภาพการทำงาน ยิ่งทำให้แรงงานไม่กล้าออกมาทำงาน” เธอกล่าว
ด้านเกษตรกรชาวไร่อ้อยในจังหวัดสระแก้ว ศักดิ์ชัย แย้มโกสุมเผยว่า ฤดูกาลเก็บเกี่ยวปีนี้ เขาเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้จะยื่นความประสงค์ขอแรงงานผู้ลี้ภัยจำนวน 50 คนเพื่อมาบรรเทาปัญหา แต่กลับมีแรงงานเข้ามาทำงานจริงเพียง 10 คนเท่านั้น
“แรงงานที่เข้ามาส่วนใหญ่มาจากศูนย์พักพิงชั่วคราว ตอนมาถึงแทบไม่มีอะไรติดตัว ผมต้องจัดหาข้าวของ เครื่องใช้ ที่พักให้ทั้งหมด ตอนนี้ทำงานมาได้ราว 7 วัน เริ่มปรับตัวได้แล้วและช่วยงานได้จริง” ศักดิ์ชัยกล่าว
ในสถานการณ์ทั่วไปที่ไม่มีสงคราม ธุรกิจไร่อ้อยของศักดิ์ชัยจะใช้แรงงานกัมพูชาหลายร้อยคน เพื่อส่งอ้อยเข้าโรงงานราว 20,000 ตันต่อปี แต่ปีนี้เขากลับตัดอ้อยได้เพียง 1 ใน 4 หรือราว 5,000 ตันเท่านั้น อีกความท้าทายคือเส้นตายที่ใกล้เข้ามา เพราะฤดูกาลหีบอ้อยจะสิ้นสุดราวปลายเดือนมีนาคม หากแรงงานยังไม่เพียงพอ มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่สามารถตัดอ้อยได้ทันตามสัญญา
“แรงงานผู้ลี้ภัยทำงานละเอียด สะอาด บางคนตัดได้ถึงวันละ 150 มัด แม้จะยังไม่ชำนาญเท่าแรงงานเดิม แต่ช่วยทดแทนได้มาก อยากให้มีแรงงานเข้ามามากกว่านี้ ผมยืนยันว่ามาอยู่ มา ทำงานที่นี่ ไม่ลำบาก นายจ้างยังต้องการแรงงานอีกมาก” เขากล่าว
ด้านสมาคมฯ พยายามแก้ไขปัญหาโดยกำชับนายจ้างให้ดูแลแรงงานผู้ลี้ภัยเป็นพิเศษ จัดหาที่พัก สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน จัดล่าม และเปิดช่องทางร้องเรียน หากพบการเอาเปรียบค่าแรง ซึ่งปกติการตัดอ้อยเป็นงานรับเหมา คิดค่าจ้างเฉลี่ยตันละประมาณ 230 บาท
“ฤดูกาลตัดอ้อยขึ้นอยู่กับเวลาและสภาพอากาศ หากฝนตกก่อนปิดหีบ จะเกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นอีก หากภายในเดือนนี้ยังไม่สามารถจัดหาแรงงานเพิ่มได้ ความเสียหายจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง” กนกกาญจน์กล่าว
ขณะที่ ศิววงศ์ สุขทวี เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ และที่ปรึกษาเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (TMR) ระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อน “วิกฤตแรงงาน” ของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่ต้องพึ่งพาแรงงานตามฤดูกาล
ศิววงศ์กล่าวว่า ขณะนี้กระบวนการจ้างงานผู้ลี้ภัยอยู่ระหว่างการทบทวนปรับปรุงโดยกระทรวงมหาดไทยและสภาความมั่นคงแห่งชาติ แต่เนื่องจากอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง การปรับลดขั้นตอนต่าง ๆ ยังต้องรอรัฐบาลใหม่ ซึ่งไม่น่าทันฤดูกาลเก็บเกี่ยวปีนี้
“ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย แรงงานลดลง แต่ภาคธุรกิจจำนวนมากยังไม่มีศักยภาพลงทุนเทคโนโลยีทดแทนแรงงาน ความจริงคือเศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ หากสังคมไทยไม่ยอมรับข้อเท็จจริงนี้ ปัญหาจะยิ่งรุนแรงขึ้นในอนาคต” เขากล่าว
ศิววงศ์ยังชี้ว่า ความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน และอคติที่มีต่อแรงงานข้ามชาติ กำลังทำให้การจัดการตลาดแรงงานของไทยยากขึ้น ทั้งที่แรงงานเหล่านี้ไม่เพียงเป็นกำลังการผลิต แต่ยังเป็นกำลังบริโภคและฐานเศรษฐกิจในอนาคต
“ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตได้จากการดึงแรงงานหนุ่มสาวจากประเทศเพื่อนบ้าน วันนี้เรากำลังปฏิเสธจุดแข็งของตัวเองด้วยอคติ และนั่นกำลังสะท้อนออกมาเป็นวิกฤตแรงงานในภาคตะวันออกตอนนี้อย่างชัดเจน”
ศิววงศ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัญหาดังกล่าวนี้จะกลายเป็นโจทย์ของรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง ที่จะต้องเร่งให้มีการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานภายใต้เงื่อนไขระยะเวลา ทั้งงานในเชิงที่เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวในภาคการเกษตร และการอนุญาติทำงานในกลุ่มแรงงานในพื้นที่ชายแดนที่กำลังสิ้นสุดระยะเวลาทำงาน ท่ามกลางความต้องการแรงงานของนายจ้าง ที่สวนทางกลับกำลังแรงงานที่ลดน้อยลง
ภาพจาก; สมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพา จังหวัดสระแก้ว