
20 มกราคม 2569 นับว่าเป็นวาระครบรอบการนั่งตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในสมัยที่สองของนายโดนัลด์ ทรัมป์ แม้เขาจะเริ่มหาเสียงด้วย America First ที่ยึดหลักอเมริกาต้องมาก่อน แต่ในเชิงปฏิบัติแล้ว ดูเหมือนว่าทรัมป์จะเอามือเข้าไปแตะปมขัดแย้งระหว่างประเทศมากกว่าที่คิด ตลอดรอบปีที่ผ่านมา ทรัมป์มักกล่าวถึงผลงานการยุติสงครามของเขาเสมอมา เนื่องจากทรัมป์หมายตาจะได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ
แต่เมื่อไม่ได้ดั่งใจ ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ทรัมป์ได้ส่งจดหมายเชิงประชดประชันถึงผู้นำนอร์เวย์ ตอนหนึ่งระบุว่า เขาจะไม่ให้ความสำคัญกับการสร้างสันติภาพเป็นอันดับแรกอีกต่อไป เนื่องจากนอร์เวย์ตัดสินใจไม่มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้แก่เขา ทั้งที่เขาอ้างว่า ตนเองได้หยุดยั้งสงครามไปแล้วถึง 8 แห่ง และย้ำว่าโลกจะไม่ปลอดภัยหากสหรัฐฯ ไม่ได้เข้าควบคุมกรีนแลนด์อย่างเบ็ดเสร็จ
นี่เป็นอีกครั้งที่ทรัมป์อ้างถึงสงคราม 8 ทัพที่เขายุติสำเร็จ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีปมขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว สงครามระหว่างประเทศคู่แค้นเหล่านี้ ยุติได้จริงหรือไม่ และสื่อต่างประเทศบางสำนักถึงกับตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้ว ทรัมป์เขาไปยุติสงครามหรือสร้างความขัดแย้งให้ทวีความรุนแรงขึ้นไปด้วยซ้ำ
Spotlight รวบรวมบทวิเคราะห์ท่าทีของทรัมป์ที่พยายามพาสหรัฐฯ เข้าไปเป็น “ตัวกลาง” แต่จากมุมของประเทศอื่น อาจจะมองว่าเข้ามา “แทรกแซง”
นับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 สหรัฐฯ ได้เข้าไปมีบทบาทในข้อตกลงหยุดยิงหรือสันติภาพ 6 ฉบับ แม้ว่าในบางกรณีฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะไม่ได้ให้เครดิตสหรัฐฯ โดยตรงก็ตาม ซึ่งมีข้อตกลงสันติภาพทั้งหมด ดังนี้
อาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจาน: ทั้งสองประเทศได้ลงนามข้อตกลงสันติภาพร่วมกับทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2025 เพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ ซึ่งผู้นำทั้งสองประเทศได้กล่าวชื่นชมความพยายามของทรัมป์ในพิธีดังกล่าว
สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและรวันดา: ทรัมป์ประกาศความสำเร็จของสนธิสัญญาระหว่างสองประเทศนี้ผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2025 โดยยกความดีความชอบให้รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ แม้ว่าการสู้รบจะยังคงมีอยู่หลังข้อตกลง แต่ทรัมป์เชื่อว่าความขัดแย้งจะคลี่คลายลงได้ราวกับปาฏิหาริย์
อิหร่านและอิสราเอล: มีการประกาศหยุดยิงเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2025 หลังจากสหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลปฏิบัติการทิ้งระเบิดฐานนิวเคลียร์ของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงตึงเครียดเนื่องจากทรัมป์ขู่จะใช้กำลังทหารอีกครั้งหากมีการปราบปรามผู้ประท้วงในอิหร่าน ขณะที่อิหร่านขู่โต้กลับอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค
อินเดียและปากีสถาน: ทรัมป์ระบุว่า สองมหาอำนาจนิวเคลียร์บรรลุข้อตกลงหยุดยิงในเดือนพฤษภาคมผ่านการเจรจาที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ แต่ทางอินเดียไม่ได้ออกมาให้เครดิตสหรัฐฯ ว่าเป็นผู้ประสานงานหลัก
กัมพูชาและไทย: ผู้นำทั้งสองประเทศตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2025 หลังการปะทะที่รุนแรง โดยทรัมป์ใช้มาตรการกดดันเรื่องข้อตกลงทางการค้าเพื่อให้เกิดการเจรจา อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ล้มเหลวในเดือนธันวาคมและถูกแทนที่ด้วยการหยุดยิงครั้งใหม่ที่ทรัมป์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
อิสราเอลและกลุ่มฮามาส: รัฐบาลทรัมป์มีส่วนช่วยเจรจาหยุดยิงหลังสงครามที่ยืดเยื้อมา 2 ปี โดยล่าสุดสหรัฐฯ ได้เริ่มดำเนินการแผนสันติภาพระยะที่สองซึ่งมุ่งเน้นไปที่การลดอาวุธ การวางระบบการปกครอง และการฟื้นฟูฉนวนกาซา
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งโดยนำเสนอภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะประธานาธิบดีผู้รักสันติภาพ เขาเคยกล่าวในสุนทรพจน์เข้ารับตำแหน่งว่า "เราจะวัดความสำเร็จของเรา ไม่ใช่แค่จากชัยชนะในสมรภูมิเท่านั้น แต่ยังวัดจากสงครามที่เรายุติลงได้ และที่สำคัญที่สุดคือ สงครามที่เราไม่ก้าวเข้าไปข้องเกี่ยว"
ทว่าหากใช้เกณฑ์เหล่านั้นมาตัดสิน การดำรงตำแหน่งของเขา กลับดูเหมือนว่าเขาล้มเหลว ข้อมูลจากองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่เฝ้าติดตามความขัดแย้งทั่วโลก ระบุว่า ทรัมป์สั่งการให้มีการโจมตีทางอากาศในช่วงเวลาเพียง 5 เดือน เกือบจะ เท่ากับที่อดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ทำตลอดวาระการดำรงตำแหน่งทั้งหมด 4 ปี และการโจมตีเหล่านี้ยังเกิดขึ้นในพื้นที่ที่กองทัพสหรัฐฯ ที่ไม่เคยมีการสู้รบมาก่อนในสมัยของไบเดน ตั้งแต่ทะเลแคริบเบียนไปจนถึงอิหร่าน และนี่คือ 5 ประเทศที่ทรัมป์ใช้การโจมตีทางอากาศอวดเบ่งอำนาจของสหรัฐฯ
1. เวเนซุเอลา
ในช่วงหาเสียง ทรัมป์ส่งสัญญาณว่า เขาต้องการทำสงครามเต็มรูปแบบกับแก๊งค้ายาเสพติดในละตินอเมริกา เดิมที สตีเฟน มิลเลอร์ รองหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว ต้องการตั้งเป้าไปที่แก๊งค้ายาในเม็กซิโก แต่รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ ได้จูงใจให้ทรัมป์เบนเข็มไปสู่แคมเปญการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในเวเนซุเอลา โดยอ้างว่ารัฐบาลเวเนซุเอลาคือแก๊งลักลอบขนยาเสพติดตัวจริง
ปฏิบัติการเริ่มต้นด้วยการทิ้งระเบิดเรือที่ต้องสงสัยว่าขนลอบยาเสพติดในทะเลแคริบเบียน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 104 ราย ในเหตุการณ์หนึ่ง รัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ได้สั่งให้กองทัพทิ้งระเบิดใส่ผู้รอดชีวิตที่กำลังเกาะซากเรือที่อับปาง มีรายงานว่าทำเนียบขาวหวังว่าการเสริมกำลังทหารและการแสดงแสนยานุภาพจะทำให้ นิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลายอมจำนน
ในขณะเดียวกัน เป้าหมายของทรัมป์และมิลเลอร์ได้เปลี่ยนจากการทำสงครามยาเสพติดไปเป็นการแย่งชิงทรัพยากรอย่างชัดเจน ทรัมป์สั่งโจมตีทางอากาศกลางกรุงการากัส เข้ารวบตัวมาดูโรและภรรยา หลังจากนั้นก็ประกาศว่าจะควบคุมดูแลแหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลาเอง
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจล่าสุดชี้ว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 53 คัดค้านการโจมตีทางเรือ และร้อยละ 63 คัดค้านการโจมตีบนแผ่นดินเวเนซุเอลา แต่รัฐบาลทรัมป์ก็กระหายที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากสภาคองเกรสหรือสาธารณชน
2. เยเมน
ในเยเมน ทรัมป์ได้เปลี่ยนความขัดแย้งที่เคยสงบลงชั่วคราวให้กลับมาเป็นสงครามที่ร้อนระอุอีกครั้ง กลุ่มฮูตีในซานา ซึ่งเป็นหนึ่งในสองรัฐบาลคู่ขนานของเยเมน ได้ทำการก่อกวนการเดินเรือระหว่างประเทศในทะเลแดงเพื่อกดดันให้อิสราเอลถอนตัวออกจากฉนวนกาซา หลังจากทรัมป์บรรลุข้อตกลงหยุดยิงในกาซาเมื่อเดือนมกราคม 2025 กลุ่มฮูตีก็ได้ยุติการโจมตีลง
แต่ในเดือนมีนาคม 2025 ทรัมป์กลับสั่งโจมตีเยเมนโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า โดยนำเสนอว่านี่คือการโหมโรงก่อนโจมตีอิหร่าน และประกาศว่า กระสุนทุกนัดที่ฮูตียิง จะถูกถือว่าเป็นกระสุนที่มาจากอาวุธและการนำของอิหร่าน หลังจากทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่องนานสองเดือนและสูญเสียเครื่องบินรบสหรัฐฯ ไป 2 ลำ ทรัมป์จึงยุติปฏิบัติการนี้
สงครามในเยเมนนี่เองที่ ไมค์ วอลซ์ อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ พลาดไปดึงตัวนักข่าวเข้าไปในกลุ่มแชทสำหรับวางแผนโจมตีทางอากาศ ซึ่งในแชทนั้น เฮกเซธได้เปิดเผยว่า กองทัพจงใจสังหารพลเรือนที่อยู่ใกล้เคียงอย่างน้อยหนึ่งราย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน ทรัมป์เคยวิจารณ์การใช้ระเบิดในเยเมนว่าเป็นการกระทำที่บ้าคลั่ง และควรใช้วิธีการเจรจาเพื่อให้เกิดความเคารพมากกว่า
3. อิหร่าน
สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ถือเป็นรางวัลใหญ่ในตะวันออกกลางสำหรับกลุ่มอนุรักษนิยมใหม่ ที่ผลักดันให้เกิดสงครามเปลี่ยนระบอบการปกครองมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 ทรัมป์เริ่มดำเนินการในทิศทางนั้นตั้งแต่สมัยแรก ทั้งการเสริมกำลังทหาร การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และการลอบสังหารนายพลอิหร่าน แต่เขาก็มักจะหยุดยั้งก่อนที่จะมีการโจมตีบนแผ่นดินอิหร่านจริง ๆ
แต่ในสมัยที่สอง สิ่งนี้เปลี่ยนไป ต่อหน้าสาธารณชน ทรัมป์ทำทีเป็นเจรจากับอิหร่านเรื่องโครงการนิวเคลียร์ แต่สื่อรายงานว่า การเจรจาเหล่านั้นเป็นเพียงแผนลวงของสหรัฐฯ และอิสราเอลเพื่อเตรียมพร้อมทำสงคราม จนกระทั่งอิสราเอลเปิดฉากโจมตีโดยไม่แจ้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2025
หลังจากมีการโจมตีทางอากาศโต้ตอบกันไปมาระหว่างอิหร่านและอิสราเอลนาน 12 วัน สหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดล่อง เข้าโจมตีแหล่งเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ของอิหร่าน และประกาศชัยชนะ แม้ทรัมป์จะยังไม่ได้ดำเนินการรุนแรงเท่าที่กลุ่มอนุรักษนิยมใหม่ต้องการ แต่แรงกดดันจากผู้นำอิสราเอลที่กำลังจะเข้าพบทรัมป์ในวันที่ 29 ธันวาคมนี้ อาจนำไปสู่การโจมตีอิหร่านครั้งใหม่ได้
4. โซมาเลีย
กองทัพสหรัฐฯ สู้รบในโซมาเลียมานานหลายทศวรรษในฐานะแนวรบสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ทั้งสองครั้งที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง เขาได้ขยายขอบเขตการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในโซมาเลียอย่างก้าวกระโดด
รัฐบาลทรัมป์สมัยแรกทิ้งระเบิดในโซมาเลียไป 219 ครั้งใน 4 ปี ส่วนในสมัยที่สองนี้ เขาสั่งทิ้งระเบิดไปแล้วถึง 118 ครั้งภายในปีแรกเพียงปีเดียว ซึ่งมีแนวโน้มจะมากกว่ายอดรวมของประธานาธิบดี ไบเดน, โอบามา และ บุช รวมกันเสียอีก นายพลรายหนึ่งถึงกับโอ้อวดว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกบนแผ่นดินโซมาเลียเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 แม้ว่าทรัมป์จะเคยวิจารณ์นโยบายนี้ต่อหน้าเหล่าทหารหาญก็ตาม
5. ไนจีเรีย
ของขวัญส่งท้ายปี 2025 ที่ทรัมป์มอบให้สาธารณชนคือ สงครามที่ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการอีกหนึ่งแห่ง ในวันคริสต์มาส รัฐบาลสหรัฐฯ และไนจีเรียประกาศการโจมตีร่วมกันต่อกลุ่มรัฐอิสลาม (ISIS) ในทางตะวันตกเฉียงเหนือของไนจีเรีย โดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ยิงขีปนาวุธโทมาฮอว์กกว่าสิบลูกใส่ค่ายพักในรัฐโซโกโต
ก่อนหน้านั้นเพียงเดือนเดียว ทรัมป์เคยขู่ว่า จะบุกเข้าไปจัดการกลุ่มก่อการร้ายในไนจีเรียแบบเต็มรูปแบบ เพื่อตอบโต้รายงานข่าวความรุนแรงต่อชาวคริสต์ แม้ในตอนแรกรัฐบาลไนจีเรียจะแสดงท่าทีปฏิเสธการเข้าแทรกแซง แต่ในที่สุดก็ได้มีการเจรจาลับเพื่อยอมให้กองทัพสหรัฐฯ เข้ามาช่วยสู้รบกับศัตรูร่วมกัน
กลุ่มเดียวที่ทรัมป์ไม่ได้ปรึกษาคือสาธารณชนชาวอเมริกัน โดยอดีตสมาชิกสภาคองเกรสระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารในลักษณะรุกรานเช่นนี้จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส และการตัดสินใจว่าสหรัฐฯ ควรเข้าสู่ความขัดแย้งทั่วโลกหรือไม่ ควรเป็นหน้าที่ของตัวแทนประชาชน ไม่ใช่การตัดสินใจของประธานาธิบดีเพียงผู้เดียว