
กองทัพเมียนมาจัดการเลือกตั้งเฟสสองในวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา ใน 100 เมือง หรือ township ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งเกิดขึ้นท่ามกลางสงครามกลางเมือง ส่งผลทำให้จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิบางตากว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2020
การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้การนำของรัฐบาลทหาร ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยการเลือกตั้งถูกแบ่งออกเป็น 3 เฟส
เฟสแรกจัดขึ้นเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยพรรค USDP ซึ่งเป็นพรรคทหาร ได้รับเสียงสนันสนุนเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ของการโหวต ขณะที่เฟสสองจัดขึ้นเมื่อวานนี้ และเฟสที่สามจะจัดขึ้นในวันที่ 25 มกราคม ที่จะถึงนี้
สำนักข่าว The Irrawaddy รายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์หน่วยเลือกตั้งในเขตละถา (Latha Township) ใจกลางนครย่างกุ้ง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ไชน่าทาวน์” รวมถึงเขตปะเบดัน (Pabedan Township) ที่มีประชาชนเชื้อสายอินเดียอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยผู้สื่อข่าวได้เยี่ยมชมหน่วยเลือกตั้งราว 14 แห่ง ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป แต่พบว่ามีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งค่อนข้างน้อย
เขตละถาในย่างกุ้งตอนกลางเป็นเขตเลือกตั้งของนางซันดาร์ มิน อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ซึ่งถูกยุบหลังการรัฐประหาร โดยขณะนี้เธอลงสมัครรับเลือกตั้งในฐานะผู้สมัครอิสระ ภายหลังคณะรัฐประหารสั่งยุบพรรคเนชันแนล เดโมแครติก ฟอร์ซ (National Democratic Force) ซึ่งเธอเข้าร่วมในตำแหน่งรองประธานเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา
นางซันดาร์ มิน ให้สัมภาษณ์กับ The Irrawaddy ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ “แตกต่างอย่างสิ้นเชิง” จากการเลือกตั้งในสมัยรัฐบาลพลเรือนก่อนหน้า โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและเงียบเหงา
เธอระบุว่า ในเขตเลือกตั้งของตนมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่า 17,000 คน แต่คาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิจริงเพียงราว 10,000 คนเท่านั้น ขณะเดียวกัน ตัวแทนจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ก็สะท้อนในทิศทางเดียวกันว่า อัตราการออกมาใช้สิทธิของประชาชนต่ำกว่าการเลือกตั้งในอดีตอย่างมาก
นางซันดาร์ มิน ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในการเลือกตั้งระยะแรกที่จัดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว ไม่มีผู้สมัครอิสระคนใดได้รับเลือกตั้ง และเธอเองก็ไม่คาดหวังว่าจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้เช่นกัน
สำนักข่าว Irrawaddy ยังได้ไปสำรวจหน่วยเลือกตั้งที่มิน อ่อง หล่ายมาใช้สิทธิด้วย โดยพบว่า การรักษาความปลอดภัยเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยมีตำรวจและเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบประจำการอยู่รอบ ๆ หน่วยเลือกตั้ง
เมื่อการเลือกตั้งในปี 2020 พบเห็นผู้มีสิทธิออกมาใช้สิทธิกันอย่างหนาตา โดยบางหน่วยเลือกตั้ง มีประชาชนมาต่อแถวรอใช้สิทธินานหลายชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ แทบไม่พบว่าหน่วยเลือกตั้งใดมีประชาชนต่อคิวอยู่
การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่การเลือกตั้งทั่วประเทศในวันเดียว แต่รัฐบาลเนปิดอว์ได้แบ่งเวลาเลือกตั้งออกเป็น 3 ขยัก เพื่อทยอยรวบรวมคะแนนเสียงทีละครั้งจนเบิกทางไปสู่การเปิดรัฐสภาและเลือกประธานาธิบดีในอันดับถัดไป โดยจะมีการจัดเลือกตั้งครอบคลุม 267 เมือง จากทั้งหมด 330 เมือง (Township) คิดเป็น 80% ของพื้นที่ทั้งหมด โดยมีพื้นที่ยกเว้นอีก 63 เมืองที่รัฐบาลทหารประเมินดูแล้วไม่สามารถจัดเลือกตั้งได้ เนื่องจากอยู่ในการครอบครองของกลุ่มกบฏ
โดยกำหนดการทั้งหมดคือ
1. การเลือกตั้งรอบแรก 28 ธันวาคม 2568
2. การเลือกตั้งรอบที่สอง 11 มกราคม 2569
3. การเลือกตั้งรอบที่สาม 25 มกราคม 2569
4. ประกาศผลเลือกตั้ง ภายใน 90 วันหลังการเลือกตั้ง
5. การเปิดประชุมรัฐสภา เดือนกุมภาพันธ์ 2569 และ
6. การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ 1 เมษายน 2569 (ตรงกับวันเริ่มต้นวงจรงบประมาณใหม่)