
เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ปักหมุดให้กรีนแลนด์คือเป้าหมายต่อไปที่เขาต้องการจะ “ยึดครอง” โดยอ้างเรื่องความมั่นคงของประเทศเป็นเหตุหลัก พร้อมชี้จะพิจารณาทุกทางแม้แต่ “วิธีทางทหาร” เดนมาร์กจะทำอย่างไรจึงจะปกป้องดินแดนกรีนแลนด์ เขตปกครองตนเองที่เดิมทีก็พยายามตีตัวออกห่าง และพยายามเป็นเอกราชอยู่แล้วเอาไว้ให้ได้
กระทรวงการต่างประเทศของเดนมาร์กปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติม แต่ได้อ้างถึงแถลงการณ์ร่วมของนางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก และนายเยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา
“พรมแดนของชาติและอธิปไตยของรัฐมีรากฐานมาจากกฎหมายระหว่างประเทศ” ผู้นำทั้งสองระบุ “สิ่งเหล่านี้คือหลักการพื้นฐาน คุณไม่สามารถผนวกดินแดนของประเทศอื่นได้... กรีนแลนด์เป็นของชาวกรีนแลนด์”
ในสัปดาห์นี้ นางเฟรเดอริกเซนกล่าวเสริมว่า “หากสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตีประเทศสมาชิกนาโต (NATO) อื่น ทุกอย่างจะหยุดชะงักลงทันที รวมถึงบทบาทของนาโตและความมั่นคงที่กลุ่มพันธมิตรนี้เคยมอบให้มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2”
เพราะที่ตั้งที่อยู่ระหว่างยุโรปและอเมริกาเหนือ เป็นสถานที่ติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธวิถีโค้งที่สำคัญยิ่งของสหรัฐฯ ทำให้กรีนแลนด์เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในอาร์กติกได้ ดังนั้นกรีนแลนด์จึงเป็นความสำคัญทางภูมิศาสตร์อย่างยิ่งยวดของเดนมาร์ก อย่างไรก็ตาม หากกรีนแลนด์เลือกแยกตัวเป็นเอกราช หรือทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ โดยตรง เดนมาร์กจะต้องเสียจุดยุทธศาสตร์สำคัญนี้ไป
ในช่วงสงครามเย็น ตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของกรีนแลนด์ทำให้เดนมาร์กมีอำนาจต่อรองมหาศาลกับวอชิงตัน และทำให้เดนมาร์กสามารถคงงบประมาณด้านการป้องกันประเทศให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นในฐานะพันธมิตรนาโต
สถานการณ์นี้ถูกเรียกว่า “ไพ่กรีนแลนด์” (The Greenland Card) ตามรายงานปี 2017 ของศูนย์ศึกษากองทัพแห่งมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน
อย่างไรก็ตาม ความปรารถนาในการกำหนดชะตาชีวิตตนเองของกรีนแลนด์ได้ก่อตัวขึ้นนับตั้งแต่ที่อดีตอาณานิคมแห่งนี้ได้รับอำนาจการปกครองตนเองมากขึ้นและมีสภาเป็นของตนเองในปี 1979 โดยข้อตกลงในปี 2009 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนถึงสิทธิของชาวกรีนแลนด์ในการประกาศเอกราชหากพวกเขาต้องการ
พรรคการเมืองทุกพรรคในกรีนแลนด์ต่างยืนยันว่า ต้องการเอกราช เพียงแต่มีความเห็นต่างกันในเรื่องวิธีการและช่วงเวลาที่จะลงมือ
แรงกดดันจากทรัมป์ได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้กรอบเวลาที่ดำเนินอยู่รวดเร็วยิ่งขึ้น บีบให้โคเปนเฮเกนต้องทุ่มเททั้งทรัพยากรทางการเมืองและงบประมาณไปกับความสัมพันธ์ที่มีจุดจบอันไม่แน่นอน
“เราควรจะสู้เพื่อคนที่ไม่แคร์เราจริง ๆ มากแค่ไหน?” โยอาคิม บี. โอลเซน นักวิจารณ์การเมืองและอดีตสมาชิกรัฐสภาเดนมาร์กกล่าวกับรอยเตอร์
ด้านเซราฟิมา อันดรีวา นักวิจัยจากสถาบันฟริดจ์จอฟ นันเซน ในกรุงออสโลกล่าวถึงความกลืนไม่เข้า คายไม่ออกที่นายกรัฐมนตรีเฟรเดอริกเซนกำลังเผชิญในการสร้างสมดุลในเวทีระหว่างประเทศ
เธอชี้ว่า เดนมาร์กแทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยืนหยัดอย่างแข็งกร้าวเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือทางการทูต แต่การทำเช่นนั้นก็เสี่ยงที่จะกระทบความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่ “รัสเซียกำลังเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และการเป็นศัตรูกับสหรัฐฯ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อฝ่ายตะวันตกคนไหนเลย”
นอกจากนี้ เฟรเดอริกเซนยังต้องเผชิญกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีนี้ แม้ว่าประเด็นกรีนแลนด์จะยังไม่ใช่หัวข้อหลักในการหาเสียงก็ตาม
มิคเคล เวดบี ราสมุสเซน ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนกล่าวถึงความเสี่ยงที่เดนมาร์กกำลังเผชิญไม่ว่าทางไหนก็ตาม
“เดนมาร์กกำลังเสี่ยงที่จะสูญเสียทรัพยากรและอิทธิพลทางการเมืองระหว่างประเทศไปเพื่อรักษาความมั่นคงให้กรีนแลนด์ เพียงเพื่อจะเฝ้ามองดินแดนแห่งนี้เดินจากไปในภายหลัง”
ขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นการขอซื้อดินแดน หรือใช้กำลังยึดครอง ด้านรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ทุกทางเลือกยังคงอยู่บนโต๊ะเจรจา
อีกข้อที่กรีนแลนด์ต้องพิจารณาคือ งบประมาณมหาศาลที่ใช้ในการดูแลเกาะใหญ่แห่งนี้ ปัจจุบันเดนมาร์ก ให้เงินอุดหนุนแบบเหมาจ่ายรายปีแก่เศรษฐกิจของกรีนแลนด์เป็นจำนวนเงินประมาณ 4.3 พันล้านโครนเดนมาร์ก (21,103 ล้านบาท) แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจกรีนแลนด์อยู่ในสภาวะเกือบหยุดนิ่ง โดยมีอัตราการเติบโตของ GDP เพียง 0.2% ในปี 2025
ธนาคารกลางประเมินว่า กรีนแลนด์ยังขาดงบประมาณรายปีอีกประมาณ 800 ล้านโครนเดนมาร์ก เพื่อทำให้สถานะการคลังยั่งยืน นอกจากนี้ เดนมาร์กยังดูแลรับผิดชอบด้านตำรวจ กระบวนการยุติธรรม และการป้องกันประเทศ ซึ่งทำให้ยอดค่าใช้จ่ายรวมต่อปีสูงเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อปีที่แล้วโคเปนเฮเกนได้ประกาศแผนงบประมาณป้องกันประเทศในอาร์กติกมูลค่า 4.2 หมื่นล้านโครนเดนมาร์ก (6.54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อตอบโต้คำวิจารณ์ของสหรัฐฯ ที่ว่าเดนมาร์กยังทำหน้าที่ปกป้องกรีนแลนด์ไม่ดีพอ
ชาวเดนมาร์กบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการทุ่มทุนรักษาเกาะแห่งนี้ อย่าง โลน แฟรงก์ นักเขียนด้านวิทยาศาสตร์และนักจัดรายการวิทยุชาวเดนมาร์กบอกกับรอยเตอร์
“ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องเหนี่ยวรั้งความสัมพันธ์นี้ไว้กับกรีนแลนด์ ในเมื่อพวกเขาต้องการจะจากไปใจจะขาด [...] พูดกันตามตรง กรีนแลนด์ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกถึงความเชื่อมโยงหรือเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันเลยแม้แต่น้อย”
ยังมีฝ่ายที่ชี้ให้เห็นถึงพันธกรณีทางกฎหมายและศีลธรรมของเดนมาร์กภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และประวัติศาสตร์ร่วมยาวนาน อย่างมาร์ก ยาค็อบเซน รองศาสตราจารย์แห่งวิทยาลัยป้องกันประเทศเดนมาร์ก
“เรากำลังพูดถึงความสัมพันธ์แบบครอบครัว และประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างเดนมาร์กกับกรีนแลนด์ [...] ดังนั้น เรื่องนี้จึงมีอะไรมากกว่านั้น ไม่ใช่แค่เรื่องการป้องกันประเทศหรือเศรษฐกิจ แต่มันเป็นเรื่องของความรู้สึกและวัฒนธรรม” รองศาสตราจารย์กล่าว
ฝ่ายที่ไม่อยากให้เดนมาร์กสละเกาะกรีนแลนด์แน่แท้ คือกลุ่มประเทศยุโรป ที่ออกมาแสดงตัวสนับสนุนเดนมาร์กอย่างแข็งขัน เพราะหากสหรัฐฯ สามารถครองกรีนแลนด์ได้ ไม่ใช่แค่เดนมาร์กที่จะได้รับผลกระทบ หากการยอมสละกรีนแลนด์กลายเป็นบรรทัดฐาน นี่อาจกระตุ้นให้มหาอำนาจอื่น ๆ รุกรานดินแดนของประเทศที่เล็กกว่า อันเป็นการทำลายระเบียบโลกที่ยึดถือมาตั้งแต่หลังปี 1945 ได้ จึงเป็นเหตุผลที่ชาติสหภาพยุโรปหลายประเทศออกมาสนับสนุนเดนมาร์กอย่างแข็งขัน
อย่างไรก็ตาม อีกอย่างที่ทรัมป์ได้เผยออกมาด้วยคือ “เดนมาร์กต้องการการระดมความช่วยเหลือเพื่อปกป้องดินแดน” แสดงถึงความไม่แข็งแกร่งนักของประเทศนี้ และอำนาจเหนือดินแดนที่ต้องการเป็นอิสระมาตั้งแต่ปี 1979 อีกทั้งกรีนแลนด์ยังเป็นพื้นที่ที่พรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุด ต้องการข้ามหน้าเดนมาร์กไปคุยกับสหรัฐฯ เองเลยโดยตรง